
หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มมีความตื่นตัวเรื่อง Big Data กันมากขึ้น มีบทความเผยแพร่กันอย่างมากมายเกี่ยวกับข้อมูลเรื่อง Big Data ทำให้เราเกิดความเข้าใจเรื่อง Big Data มากขึ้น ในปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ ได้มีการรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภค อาทิ ชื่อ ที่อยู่ ข้อมูลการจ่ายเงิน อุปกรณ์มือถือที่ใช้ ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้บริษัทสามารถเข้าใจสภาพตลาด เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้การวางแผนมีประสิทธิภาพ ตรงใจกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ อาจกล่าวได้ว่า Big data ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำการตลาดในยุคนี้แล้วก็ว่าได้ บริษัทที่มี Big Data ที่มากกว่าย่อมได้เปรียบกว่าบริษัทที่ไม่มีข้อมูลของผู้บริโภคในทุก ๆ ด้าน เสมือนเป็นคนรู้ใจของผู้บริโภคในยุคนี้
และหากจะกล่าวถึง ‘คนรู้ใจ’ แล้ว ผู้เขียนอยากแนะนำการทำการตลาดของ Spotify บริการสตรีมเพลงดิจิทัลพอดแคสต์และวิดีโอซึ่งสามารถเข้าถึงบทเพลงนับล้านและเนื้อหาอื่นๆจากศิลปินทั่วทุกมุมโลกกว่า 1,500 แนวเพลง ภายใต้กลยุทธ์ People-Based Marketing Strategy
Spotify นำ Big Data มาใช้ร่วมกับ artificial intelligence (AI) และ Machine Learning ทำให้ Spotify สามารถรู้ได้ว่าผู้ใช้ชอบเพลงแบบใดฟังเพลงในเวลาไหนฟังเพลงของศิลปินใดบ่อยที่สุด Spotify นั้นเสมือนเป็น Google Analytic สำหรับศิลปิน เพราะผู้บริโภคของ Spotify นั้นนอกจากจะเป็นผู้ที่ฟังเพลงแล้วศิลปินก็เป็นหนึ่งในผู้บริโภคด้วยเช่นกัน Spotify ให้บริการการวิเคราะห์ข้อมูลแฟนคลับที่เข้ามาฟังเพลงของศิลปินนั้นๆเพื่อให้ศิลปินเข้าใจแฟนเพลงได้มากขึ้นอีกด้วย รวมถึงยังคอยแนะนำเพลงใหม่ ๆ ให้ผู้ใช้บริการทุกสัปดาห์ ภายใต้ไอเดียที่ว่า Understanding People Through Music
ซึ่งการแนะนำเพลงนี้อาจเรียกว่าเป็นจุดขายของ Spotify ที่แตกต่างจากคู่แข่งอื่นๆอย่าง Apple Music, Deezer หรือ Joox ฟังก์ชั่นแนะนำเพลงของ Spotify ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้หลายๆคนเลือกใช้บริการจาก Spotify ทั้งตัวผู้เขียนเองหรือคนที่ผู้เขียนรู้จักหลายๆคนเริ่มใช้ Spotify และติดใจจนกลายเป็นแอปพลิเคชั่นหลักในการฟังเพลง เพราะ Spotify สามารถแนะนำเพลงที่ถูกใจและตรงใจให้ผู้ฟังเสมอ โดยมีการจัดกลุ่มตามแนวเพลงต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ชื่นชอบ ซึ่งตรงกับความเชื่อของเขาที่ว่าเข้าใจผู้คนผ่านเสียงเพลง
Spotify มีบริการที่เรียกว่าspotify.me ซึ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์มาจากการสตรีมเพลงของผู้ใช้ออกมาเป็นศิลปินคนโปรด เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด แนวเพลงที่ชอบฟัง ซึ่งคิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ผู้ใช้ได้รู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอยากรู้ในบางครั้ง ว่าเราเป็นแฟนเพลงศิลปินคนไหนมากที่สุด หรือเราฟังเพลงไหนบ่อยที่สุด
นอกจากนี้ในทุกๆปี Spotify จะมีการสร้างเพลย์ลิส ‘Your top song 2018’ ซึ่งรวบรวมเพลงที่เราฟังบ่อยที่สุดให้ แต่ที่น่าสนใจคือ Spotify สร้างเพลย์ลิสชื่อว่า ‘Tastebreakers’ ซึ่งเป็นการรวบรวมแนวเพลงที่ผู้ใช้ไม่ค่อยฟังมาแนะนำให้ผู้ใช้ลองฟัง ซึ่งด้วยการใช้ Big data ร่วมกับ Machine Learning แล้ว Spotify สามารถสร้างเพลย์ลิสออกมาได้ถูกใจผู้ฟังหลาย ๆ คน รวมถึงตัวผู้เขียน จนออกมาชื่นชมกันในโลกออนไลน์อย่างทวิตเตอร์เกี่ยวกับเพลย์ลิสนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้ยิ่งเกิดความประทับใจและเกิดความภักดีต่อแบรนด์และยินดีที่จะใช้ต่อไปในอนาคต
โอโซน 5845028228
source :
https://www.g-able.com/digital-review/why-using-big-data-in-business/
https://support.spotify.com/th-th/using_spotify/the_basics/what-is-spotify/