ใครว่าเทรนด์การ “ฟัง” จะหายไป Podcast กระแสมาแรงของชาวไทย

Podcast ในปี 2019 นี้ ใครที่ยังไม่รู้จัก Podcast อาจจะเป็นคนที่ Out ออกไปจากโลกโซเชี่ยลเลยก็ว่าได้ เพราะในนาทีนี้เกิดกระแสการกล่าวถึง Platform(ที่ดูเหมือน)ใหม่นี้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งเรื่องราวของการดำเนินชีวิต ธุรกิจ หรือแม้แต่การรีวิวหนังสือ ก็ได้รับความนิยมบน Platform นี้  

แล้ว Podcast มาจากไหน

อาจจะดูเหมือนว่า Podcast เป็นสื่อที่ใหม่กว่าสื่อโซเชียลอื่นๆ แท้จริงแล้วมันเกิดมาพร้อมกับ iPod ตั้งแต่ปี 2001หากเทียบกัน Podcast นั้นถือกำเนิดขึ้นมาก่อนการเกิดขึ้นของYouTube ด้วยซ้ำไป มันเกิดมาพร้อมๆกับการเปิดตัวของDevice ชื่อดังในอดีตอย่าง iPod จึงเกิดการรวมคำระหว่าง iPod + Broadcasting จนกลายเป็นคำว่าPodcast และผู้ที่สร้าง Content ให้กับPodcast ก็จะถูกเรียกว่า Poscaster เหมือนที่เราเรียกคนเขียนบล็อกว่าBlogger

 ซึ่งในอเมริกาPodcast จะถูกใช้เพื่อความบันเทิง เสพข่าวสาร ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน และยังเคยมีการใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งอีกด้วย 

ในช่วง 10ปีแรก ผู้ฟังจะฟังจาก iPod กันเป็นส่วนใหญ่ Podcasterส่วนมากก็จะเป็นบล็อกเกอร์ หรือมีเดียที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ที่ขยายการทำคอนเทนต์มายังPodcastอีกทั้งการมาของ YouTube ที่สามารถรับชมได้ทั้งภาพและเสียง ทำให้ Podcastไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร 

และ Podcast ก็ได้รับความสนใจอีกครั้งในแวดวง Startupในปี 2014โดย อเล็กซ์ บลัมเบิร์ก ได้จัดรายการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการทำStartup ของเขา ซึ่งในปีนั้นก็ยังเป็นปีทองของ Startupด้วยเช่นกัน ทำให้มีผู้ฟังจากทั่วโลกให้ความสนใจ และความโด่งดังของรายการยังช่วยระดมทุนบริษัท กิมเล็ต มีเดีย ของเขาได้ถึง 15ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากนั้นPodcast ก็กลับมาบูมอีกครั้ง ยอดโฆษณาก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา Spotify ก็เข้าซื้อกิจการGimlet Media และ Anchor 

 ในสหรัฐอเมริกานั้นรายการPodcast มีได้รับความนิยมและมีผู้ฟังมากพอที่จะดึงดูดเม็ดเงินจากการโฆษณาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยตัวเลขประมาณรายจ่ายในการซื้อโฆษณาบน Podcastในปีนี้คาดว่าจะทะลุ500ล้านเหรียญได้ไม่ยาก เพราะ ResearchของIABฉบับเก่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ว่าในปี2017อุตสาหกรรม Podcastนั้นน่าจะมีเม็ดเงินในการโฆษณาอยู่ที่ประมาณ220ล้านเหรียญ แต่เอาเข้าจริงยอดโฆษณาในปีนั้นกลับสูงกว่าที่คาดไว้ถึงเกือบ100ล้านเหรียญ และการประมาณการในฉบับใหม่ปี2019จะเห็นได้ว่าตัวเลขสูงสุดที่คาดการณ์ไว้คือ 659ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตถึง 111%

ทำไม Podcast ถึงบูมในไทยได้

สำหรับในไทยเชื่อว่าหลายคงได้ยินชื่อของ Podcastบ่อยๆก็ในช่วง 5– 6 ปี ที่ผ่านมานี้ แต่จริงๆแล้ว Podcastที่เก่าแก่ที่สุดของไทย อย่าง Changkhui ก็มีมานานถึง 12 ปี ในช่วงแรกต้องยอมรับว่าคนที่ฟัง Podcast จริงๆ จะเป็นสาย Geek ไปเลย คือกลุ่มคนที่ใช้ทุก Application ที่ติดเครื่อง iPhone แต่ก็ยังติดอยู่ที่ว่า เมื่อเข้าไปฟังแล้วยังไม่ได้ช่องPodcastไทยที่มากพอ จนในช่วงหลังมานี้เมื่อมี Podcaster เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนก็ไหลเข้ามาฟังเยอะขึ้น บวกกับการมาของ Spotifyเมื่อ 2 ปีก่อน ผู้ฟัง Podcast จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ใช้ iPhone อีกต่อไป

สื่อใหม่ ที่ไม่ได้วิ่งเข้าใส่ Target

Podcastต่างจากPlatform อื่นๆตรงที่ จากเดิมที่ครีเอเตอร์วิ่งไปหาคนอ่านหรือผู้ฟัง ผู้ชม ตามแพลตฟอร์มที่มีคนใช้เยอะ แต่กับ Podcast แล้วตัวครีเอเตอร์ หรือ Podcaster ทั้งหลายเป็นตัวนำให้คนมาฟังบนแพลตฟอร์มใหม่ได้ ซึ่งเป็นความสามารถของ Thai Podcaster 

และในปัจจุบัน Podcast ในไทยนั้นมีมากกว่า60ช่อง และแต่ละช่องก็แตกรายการไปอีกหลายๆรายการซึ่งคาดว่าน่าจะมีกว่า200รายการ โดยแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยมสำหรับคนฟังพอดแคสต์ในไทยก็จะมีApple Podcasts, Anchor, Spotify, Overcast, Soundclound และCastbox  

            ในงาน Creative Talk 2019  Podcast ถูกจัดเป็นเซคชั่นใหญ่ขึ้นมีชื่อว่า “Podcast is The Next Big Wave ” โดยมีคุณ ภูมิชาย บุญสินสุข Executive Director for Podcast THE STANDARD, คุณรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด, คุณแซม พลสัน นกน่วม จาก Get Talks Podcast และคุณแอน ปรัชญา สิงห์โต lannnnm จาก Get Talks Podcast มาแชร์ประสบการณ์ และบอกถึงความร้อนแรงของPodcast ที่จะเข้ามาเป็นมีเดียมีบทบาทสำคัญในปี 2019 ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

  • Podcast เหมือน Community เล็กๆ แต่มีความเหนียวแน่นกับกลุ่มผู้ฟังมาก
  • เรื่องที่ฮิตตอนนี้ อาจจะเป็นเรื่องความรู้ที่เสพยาก แต่ถ้าถูกย่อยให้เข้าใจได้ง่าย จะทำให้มีผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ
  • อัตราการซื้อสินค้าที่เข้ามา Tie in ใน Pocdcast มีโอกาสที่ผู้ฟังจะไปหาซื้อมาใช้งานได้จริงเป็นตัวเลขกว่า 80%
  • หลายแพลตฟอร์มใหญ่ เริ่มปูทางให้ Podcast มากขึ้น
  • และที่สำคัญคือ Podcast สามารถเบลนคอนเทนต์ระหว่างเรื่องที่พูดและสินค้าได้อย่างสมูท คล้ายกับเป็น Influencer คนนึง แต่เล่าเรื่องได้ในเวลาที่ยาวนานมากขึ้น ทำให้มีคนตั้งใจฟังในปริมาณที่มีคุณภาพ 

กระแสลูกใหม่ที่น่าจับตามอง

ถึงแม้ Podcast จะไม่ได้มี Awareness สูงเท่าแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่าง Facebook, Instagram, Youtube แต่ด้วยความเป็นคอมมูนิตี้ที่โดนใจทำให้Podcast กลายเป็นกระแสเล็กๆ ที่มีพลังอันยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ

จนแพลตฟอร์มอื่นๆ ต้องหันมามองกันบ้าง ถึงแม้ตอนนี้การวัดผลจาก Podcastยังจับต้องไม่ได้เหมือนแพลตฟอร์มอื่น แต่ในอนาคตอันใกล้ Podcastมีโอกาสสูงที่จะถูกพัฒนา

เหล่านักการตลาดและมีเดียแพลนเนอร์คงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นคุณอาจจะพลาดแพลตฟอร์มที่เข้ามาเปลี่ยนเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ในปี 2019 เป็นแน่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

thestandard

thumps up

The flight 19

สุประวีณ์ รักเหล่า

5945136428

อยากให้หนึ่งวันมีมากกว่า 24 ชม.

“อยากให้หนึ่งวันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง” หลายคนคงเคยได้ยินประโยคนี้หรือเห็นด้วยกับประโยคนี้เป็นแน่แท้ ด้วยไลฟ์สไตล์สังคมเมืองตอนนี้ที่ช่างบีบคั้นให้เวลาการใช้ชีวิตของเรานั้นเหลือแค่น้อยนิดซะเหลือเกินในแต่ละวัน

credit : freepik.com

ชีวิตค่อนวันที่หมดไปกับการทำงาน

เช้ารีบตื่นแต่ไก่โห่ฝ่าจราจรแสนติดขัดบนท้องถนนหรือฝ่าฝูงชนใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อไปทำงานให้ทันเวลา ถึงที่ทำงานนั่งอยู่หน้าคอม สายๆ ออกไปหาลูกค้า กลับมาก็มีประชุม ไหนจะงานที่ยังค้างอยู่ เงยหน้าขึ้นมาอีกที อ้าวค่ำซะแล้ว! หมดเวลาไปแล้วค่อนวันกับการทำงาน อยากจะออกกำลัง อยากจะกินบุฟเฟต์ แต่กว่าจะผ่าฟันเดินทางในช่วงเวลาหลังเลิกงานไปถึงจุดหมายนั้น ร้านต่างๆ ก็พากันปิดเสียแล้ว เป็นวันธรรมดาที่แทบไม่เหลือเวลาให้อะไรเลยนอกจากการทำงาน ยิ่งเสาร์อาทิตย์คงไม่ต้องพูดถึง หากต้องไปฝ่าฝูงชนในวันหยุดอีกล่ะก็ ขอนอนอยู่บ้านยังดีเสียกว่า

ด้วยเหตุนี้เองพฤติกรรมผู้บริโภคจึงเปลี่ยนแปลงไป จากช่วงเวลากลางวันที่หมดไปกับการทำงาน ทำให้หลายคนหันมาใช้ชีวิตตอนกลางคืนมากขึ้น วงการธุรกิจต่างๆ จึงเกิดเป็น ‘เทรนด์การให้บริการ 24 ชั่วโมง’ ขึ้น เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ ‘ชีวิตแบบคนเมือง’ หรือ ‘สังคมการนอนดึก’  ข้อจำกัดด้านระยะทางและเวลาจึงไม่ใช่อุปสรรคของการดำรงชีวิตอีกต่อไป

เปิดกันทั้งวันทั้งคืน

credit : freepik.com

ธุรกิจการให้บริการ 24 ชั่วโมงนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เราอาจจะคุ้นชินกับร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง แต่ตอนนี้ธุรกิจอื่นๆ ก็เริ่มลงมาเล่นในการให้บริการ 24 ชั่วโมงแล้วเช่นกัน มีตั้งแต่ร้านกาแฟ Co-working space ร้านอาหาร สถานที่ออกกำลังกาย ซึ่งโดยส่วนมากร้านหรือสถานที่ให้บริการตลอดทั้งวันเหล่านี้จะกระจายตัวกันอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ แต่ตอนนี้เมื่อธุรกิจศูนย์การค้าเริ่มลงมาเล่นในสนามให้การบริการ 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถรวบธุรกิจการให้บริการตลอดทั้งวันได้มาอยู่ในที่เดียวกัน เรียกได้ว่าครบจบในที่เดียว

เดินห้างตอนตี 1 ก็ยังได้!

โดยห้างที่เปิดทั้งวันในตลาดตอนนี้ยังมีเพียงไม่กี่ห้าง ที่เห็นชัดๆ ก็คือโครงการศูนย์การค้า ‘เดอะ สตรีท รัชดา’ (The Street Ratchada) ที่มีกลุ่มนักศึกษาไปจนถึงวัยทำงานแวะเวียนเข้ามาใช้บริการตลอดเวลา โดยมีแบรนด์ที่ร่วมลงทุนเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงหลายแบรนด์ เช่น ฟู้ดแลนด์, สตาร์บัคส์, เคเอฟซี, เบอร์เกอร์คิง, มิสเตอร์พิซซ่า, โซอาเซียน ฯลฯ 

และอีกหนึ่งโครงการอย่าง ‘สามย่านมิตรทาวน์’ (Samyan Mitrtown) ที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีพื้นที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่เรียกว่าโซน ‘Never Sleep Mitr’ โดยมีแบรนด์มากมายที่เข้าร่วม เช่น มินิโซ, ชาบูชิ, สเวนเซนส์, ก๋วยเตี๋ยวเรือพระนคร, ไวท์ สตอรี่, มายด์ สเปซ โดย ซี อาเซียน, บิ๊กซี ฟู้ดเพลส, เซเลบริตี้ ฟิตเนส, เคเอฟซี, สตาร์บัคส์, คาเฟ่อเมซอน, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ บางแบรนด์เราจะเห็นได้ว่าเป็นแบรนด์ที่มีการใช้โมเดล 24 ชั่วโมงมานานแล้ว แต่บางแบรนด์ก็เป็นหน้าใหม่ ที่เพิ่งจะมีการปรับตัว เพื่อให้รับกับไลฟ์สไตล์และคอนเซ็ปต์ของโครงการศูนย์การค้า

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนให้เห็นว่า ที่จริงแล้วชีวิต Night Life ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นแค่การเที่ยวเตร็ดเตร่ในตอนกลางคืนเสมอไป เพราะคนบางกลุ่มยังต้องทำงานถึงมืดค่ำจนหมดเวลาไปทำอย่างอื่น จึงเเห็นได้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเทรนด์การให้บริการ 24 ชั่วโมงจึงเริ่มเติบโตและขยายตัวขึ้นในวงการธุรกิจต่างๆ จากร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร สถานที่ออกกำลังกาน สู่ศูนย์การค้าครบวงจรแบบ 24 ชั่วโมง เวลาจึงไม่ใช่อุปสรรคกับชีวิตอีกต่อไป

และเป็นที่น่าจับตามองอีกว่าในอนาคตจะมีธุรกิจใหม่อะไรที่จะลงมาเล่นในเทรนด์การให้บริการแบบ 24 ชั่วโมงอีก เพื่อเป็นทางเลือกให้สำหรับกลุ่มคนที่มีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงก็คงไม่พอ และเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคทั่วๆ ไป เผื่อสนใจที่จะจัดสรรเวลาให้กับอย่างอื่นเพิ่มขึ้นจากเทรนด์การให้บริการ 24 ชั่วโมงนี้เอง

หรือจริงๆแล้วนั้นอาจจะพูดได้ว่า 24 ชั่วโมงคงเกินพอ

พูนพิศมัย วัชโรจน์กัลยา 5945099928

อ้างอิง

https://brandinside.asia/foodtrend-2020/

https://www.prachachat.net/marketing/news-362790

https://www.freepik.com/premium-vector/neon-sign-24-hours_4476612.htm#page=1&query=open%2024%20hours&position=7

https://www.freepik.com/free-vector/set-business-concept_4950294.htm#page=1&query=work%20time&position=3

ทำไมต้อง “YouTube Premium”

เมื่อไม่นานมานี้ YouTube ได้มีการเปิดตัว YouTube Premium ขึ้น ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า YouTube Premium คืออะไร จำเป็นต้องสมัครหรือไม่ มีค่าใช้จ่ายมั้ย วันนี้เราจะมาตอบปัญหาเหล่านี้กัน

YouTube Premium ทำมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ไม่ต้องการรับชมโฆษณา หรือ ต้องการฟังเพลงระหว่างหน้าจอโทรศัพท์ปิดลง ใช้ในขณะที่ออกไปใช้แอพพลิเคชั่นอื่น หรือแม้กระทั่งการใช้แอพพลิเคชั่นขณะที่ออฟไลน์อยู่ และที่สำคัญคือสามารถใช้ร่วมไปกับแพคเกจ YouTube Music ได้ด้วย ทำให้ทาง YouTube คิดโปรแกรมนี้ขึ้นมา หากใครไม่ต้องการที่จะใช้โปรแกรมดังกล่าว ก็สามารถที่จะใช้ YouTube ในรูปแบบเดิมได้เช่นกัน

อ้างอิง : https://www.youtube.com/premium

โปรแกรม YouTube Premium นั้น ไม่ได้แพงอย่างที่คิดเมื่อเทียบกับ Content ที่จะได้แล้ว กลุ่มผู้บริโภคที่ชอบแอพพลิเคชั่นนี้ก็รู้สึกคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งทาง YouTube ก็ได้มีการให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน (หรือ 2 เดือน ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้) ทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับสิ่งใหม่ๆที่ต้องการนำเสนอก่อนว่าตอบสนองสิ่งที่ต้องการหรือไม่ หากไม่ถูกใจก็สามารถยกเลิกได้ทันที

ในส่วนของค่าใช้จ่ายรายเดือนของ YouTube Premium นั้น หากเป็นแพคเกจครอบครัว (สามารถใช้พร้อมกันได้สูงสุด 6 เครื่อง) ราคาจะอยู่ที่ 239 บาทต่อเดือน ต่อมา ราคาสำหรับนิสิต/นักศึกษาจะอยู่ที่ 95 บาทต่อเดือน และบุคคลธรรมดาทั่วไปราคาจะอยู่ที่ 159 บาทต่อเดือน

YouTube Original Content ที่ไม่สามารถหาดูที่ไหนได้ ก็สามารถดูได้จากการซื้อแพคเกจนี้เช่นกัน ซึ่ง Content ที่ YouTube ทำออกมา ก็ทำได้น่าสนใจหลายอย่าง เช่น Cobra kai, ซีรีส์เรื่อง Origin, สารคดี Burn the Stage ของวง BTS เป็นต้น สามารถตอบโจทย์ได้หลากหลายกลุ่มผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนใจและอยากมาเป็นส่วนหนึ่งของแพคเกจนี้

ผลสรุปของการที่ YouTube Premium เปิดตัวในประเทศไทยนั้น ประสบความสำเร็จ และผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ต่างรอคอยโปรแกรมนี้ ก็รีบหันไปสมัครสมาชิกทันที เนื่องจากปัจจัยหลายๆอย่าง อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดมากคือ Ads ใน YouTube ที่นับวันยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคหันไปใช้ YouTube Premium มากขึ้น ก็อาจจะทำให้แบรนด์ต่างๆสื่อสารไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ก็ต้องมีการปรับตัวจากผลกระทบตรงนี้ด้วย

อ้างอิง https://www.beartai.com/news/it-thai-news/376557 , https://www.appdisqus.com/2019/11/06/youtube-music-premium-how-to-know.html

ธัญรวีร์ เลิศสิริสกุลสุข 5945065528

Corpsumer : เมื่อสินค้าไม่ใช่ทุกสิ่ง

การขายของในปัจจุบันจะสร้างแค่ Product Value ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว จากผลการศึกษาล่าสุดของบริษัทประชาสัมพันธ์ MWWPR พบว่า 35% ของประชากรสหรัฐฯ สนใจสิ่งที่แบรนด์ทำพอๆ กับตัวสินค้าเลย หรือจะบอกได้ว่าพวกเขาสน Corporate Value พอๆ กับ Product Value นั้นเอง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Corpsumer ซึ่งหมายถึงผู้บริโภคที่สนใจในตัวองค์กรพอๆ สินค้านั้นเอง

ผู้บริโภคยุคใหม่เห็นว่าสิ่งที่แบรนด์ทำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายด้านการตลาดถูกนำไปลงกับอะไร วิธีการปฏิบัติต่อพนักงาน ที่มาของสินค้า การตอบแทนต่อสังคมของแบรนด์นั้นทำอะไรหรือผลกระทบที่แบรนด์นั้นๆ มีต่อโลกมีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการของแบรนด์นั้นๆ มาก การกระทำของแบรนด์นั้นมีผลมากกว่าสิ่งที่แบรนด์เสนอ

จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากว่า 90% ของผู้บริโภคแบบ Corpsumer พร้อมที่จะทดลองสินค้าใหม่ๆ ของแบรนด์ที่มีจุดยืนเพื่อสังคม 80% พร้อมที่จะจ่ายเงินมากกว่าเดิมให้กับสินค้าหรือบริการของแบรนด์ที่ดี และอีก 43% เห็นว่าแบรนด์ควรจะมีจุดยืนในประเด็นต่างๆ แม้ว่าบางทีจะไม่ใช่มุมเดียวกันกับพวกเขาก็ตาม

Nike เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ดีของแบรนด์ที่ออกมายืนหยัดเพื่อบางสิ่งบางอย่าง จากโฆษณาที่เป็นที่โต้เถียงอย่างรุนแรงที่นำเอานักอเมริกันฟุตบอล Colin Kaepernick ผู้เรียกร้องความเท่าเทียมเรื่องสีผิวมาเป็นพรีเซนเต้อให้กับแบรนด์ ซึ่งส่งผลให้หุ้นของ Nike ตกลงอย่างหนัก แต่กลับกันกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 31% เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดของพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยใหม่

นอกจากแบรนด์ Nike แล้วก็มีอีกหลากหลายแบรนด์ที่ออกมายืนหยัดกับประเด็นต่างๆ เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคมากมาย อาทิ Pantagonia ที่ไม่สนับสนุนให้คนซื้อเสื้อตัวเองหากไม่ได้ต้องการจริงๆ เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม รองเท้า TOMS ที่จะบริจาครองเท้าให้เด็กยากไร้ทุกๆ 1 คู่ที่ถูกซื้อ รวมถึงเมื่อปลายปี 2018 ก็ได้ช่วยบริจาคเงินเพื่อแคมเปญควบคุมอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกาด้วย

ส่วนแบรนด์ที่ทำผิดพลาดก็มีให้เห็นเช่นกัน อย่างเช่นแบรนด์เสื้อในชื่อดังจากอเมริกา Victoria’s Secret ที่ปฏิเสธไม่ให้นางแบบข้ามเพศเดินในเวทีแฟชั่นโชว์ประจำปีของแบรนด์ รวมถึงการใช้นางแบบที่ไม่มีความหลากหลายทางรูปร่างทำให้ถูกโจมตี พร้อมกันนั้น Start up ชุดชั้นในใหม่ ThirdLove เห็นโอกาสจึงเข้ามาประกาศจุดยืนสนับสนุนความหลากหลายทางรูปร่างโต้ Victoria’s Secret ซึ่งทำให้แบรนด์น้องใหม่ยอดขายเติบโตขึ้นหลายเท่า

เขียนโดย วริศ วนกำจร 5945116928

Reference : https://www.mww.com/corpsumer/ , https://www.forbes.com/sites/kimberlywhitler/2017/07/15/introducing-the-corpsumer-why-companies-need-to-care-about-this-33-of-americans/#2ffefac548e4 , https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/646700 , https://www.brandbuffet.in.th/2018/12/marketing-trend-2019-brand-with-purpose-for-corpsumer/

MK X: ปรากฎการณ์ใหม่ เร้าใจวงการร้านอาหาร กับกลยุทธ์ Collaboration สนองทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายในการบริโภคสินค้าหรือบริการ หลายแบรนด์ได้เลือกใช้การสื่อสารไปยังผู้บริโภค โดยนำเสนอ Emotional Value เพื่อสร้างความแตกต่างและมัดใจผู้บริโภค และเมื่อพิจารณาไปถึงการทำการสื่อสารการตลาดของตลาด ‘ร้านอาหาร’ ในประเทศไทยนั้น จะพบว่า Core Benefit ที่เป็น Functional Value ของร้านอาหาร คือ ความอร่อย หรือ คุณภาพของวัตถุดิบ หากแต่การชูจุดขายด้านดังกล่าวเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นสิ่งพื้นฐานที่ร้านอาหารทั่วไปก็มีเช่นเดียวกัน ดังนั้น แบรนด์ร้านอาหารใหญ่ๆ จึงหันมาชูจุดเด่นด้าน Emotional Value มากขึ้นโดยหยิบคุณค่าทางอารมณ์แง่มุมที่แตกต่างกันออกมาสื่อสาร เป็นการสร้างคุณค่าตราสินค้า (Brand equity) หรือ สร้าง additional value ให้ผู้บริโภคเห็นว่าแบรนด์นั้นแตกต่างจากแบรนด์อื่น และมีทัศนคติที่ดีต่อคุณสมบัติของสินค้า รวมถึงชื่นชอบตราสินค้านั้น


อย่างแบรนด์ MK restaurants ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ที่มีจุดเด่นด้าน Functional Value คือ คุณภาพ และความสดใหม่ของอาหาร เช่นเดียวกับอีกหลายร้าน แบรนด์จึงสร้างความแตกต่างด้วยการชูจุดเด่นด้าน Emotional Value ในเรื่อง ‘ช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว’ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ โดยหากนึกถึงร้านอาหารที่มอบช่วงเวลาแห่งความสุขให้กับครอบครัว คนส่วนใหญ่มักนึกถึง MK เป็นอันดับแรก

ต่อมา MK Restaurants ได้ขยายฐานลูกค้ามากขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่ลูกค้าในรูปแบบครอบครัว ไม่เพียงเป็นแค่ร้านอาหารที่ไว้รับประทานกับครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นร้านอาหารที่สามารถมอบความสุขให้กับคนได้ทุกเพศทุกวัย

โดยล่าสุด MK Restaurants ได้ทำสร้างปรากฎการณ์ใหม่ของวงการร้านอาหารได้อย่างน่าสนใจและน่าติดตาม คือ แคมเปญ “MK X” เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้นทั้ง Gen Y และ Gen Z เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้คือกลุ่มที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ได้อีกอย่างน้อย 20 ปี ซึ่งสิ่งที่ท้าทายสำหรับแคมเปญนี้อยู่ที่ความแตกต่างของคนสองกลุ่ม ทั้งคน Gen Y ที่รักอิสระ เป็นตัวของตัวเอง และคน Gen Z ที่มีเอกลักษณ์ ไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ โดยแบรนด์ต้องค้นหาจุดร่วมในการนำเสนอ Emotional Value รูปแบบใหม่ ที่จะสามารถตอบสนองคนทั้ง 2 กลุ่มได้ทั้งแนวคิด พฤติกรรม และ Passion

ในแคมเปญนี้ เป็นทั้งการที่ MK X กับผู้บริโภค และ MK X แบรนด์อื่นที่เป็น Passion Point ของผู้บริโภค โดยผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ เริ่มจากการที่แบรนด์ โพสต์โปรเจกต์ “MK X มาบอกให้โลกรู้ว่าอยากเห็น MK X กับอะไร” แล้วให้ผู้บริโภคเข้ามาเสนอไอเดียให้แบรนด์พิจารณา เป็นเสียงสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมี Passion หรือสนใจเรื่องไหน เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมและความประทับใจกับแบรนด์ เพราะ MK Restaurants เชื่อว่า “ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร Gen ไหน ไม่ว่า passion ของคุณจะเป็นอะไร การร่วมมือกันทำสิ่งใหม่ขึ้นมาจะสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งที่ดีได้”

โดยสามารถแบ่งกลุ่ม Passion Point หลักๆ ของกลุ่มเป้าหมายได้เป็น  MK x ART, MK x Fashion, MK x Cooking, MK x Gaming, MK x Music หลังจากนั้น MK ได้รวบรวมไอเดียสุดจี๊ดจากผู้บริโภค ที่อยากเห็น MK X กับอะไร มาสรุปเป็นภาพโพสต์โชว์บนเฟซบุ๊ก MK Restaurants เมื่อวันที่ 30 มีนาคม สถิติถึงวันที่ 8 เมษายน โพสต์ดังกล่าวมียอด Reach 8.18 แสน Reaction 8,371 Shares 4,009 ครั้ง Click 35,928 ครั้ง

จากแนวคิดสู่การลงมือทำจริง MK Restaurants ได้เปิดตัว Project แรก คือ MK X Fashion โดยเลือก Collab กับแบรนด์ Thai Designer อย่าง Milin ภายใต้ชื่อ “MK X Milin” เริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ผ่านชุดยูนิฟอร์มของพนักงาน สะท้อนภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ ผ่านการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง โดยนำสีสันของอาหารมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ เช่น สีแดงจากความสดของเนื้อสัตว์ สีเขียวจากผักต่างๆ สีขาวจากเต้าหู้ และสีดำจากสาหร่ายทรงเครื่อง ผสานการตัดเย็บที่ทันสมัย เหมาะกับพนักงานทุกวัย และสามารถใช้งานได้จริง ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและ Passion ในการทำงาน สุดท้ายเมื่อพนักงานรู้สึกมั่นใจก็จะสามารถส่งต่อบริการที่ดีให้กับลูกค้าได้อีกด้วย

ล่าสุดได้เปิดตัว “MK X Music” เป็นการทำการตลาดแบบ Music Marketing แบบที่ MK Restaurants เคยทำมาและประสบความสำเร็จในอดีต แต่ในครั้งนี้ได้ปรับแนวเพลงให้ทันสมัยมากขึ้น! โดยนำเพลง  “กินอะไร ไปกิน MK” ที่ทุกคนคุ้นหูกันดีตั้งแต่อดีต มาทำใหม่เป็นเวอร์ชั่น 2019 ปรับตัวตามเทรนด์ความนิยมของคนฟัง โดยได้ทำงานร่วมกับ 3 ศิลปิน ได้แก่ แสตมป์ อภิวัชร์, UrboyTJ และ ลำไย ไหทองคำ เรียกได้ว่าเป็นศิลปิน 3 สไตล์ ทั้งป็อป แร็ป และลูกทุ่ง เป็นการจับกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม แบบ Personalized เพราะในยุคนี้แต่ละคนมีพฤติกรรม มีความต้องการ และไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน

การปรับตัวอยู่ตลอดเวลาของแบรนด์ และการสร้างความแตกต่างที่แข็งแกร่งของ MK ทำให้ทุกวันนี้ MK Restaurants เป็นมากกว่าแบรนด์ร้านอาหาร แต่เป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคพร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภค ด้วยการเข้าใจผู้บริโภค รู้ว่าผู้บริโภคสนใจอะไร ต้องการอะไร และเข้าใจว่าแบรนด์คืออะไรสำหรับผู้บริโภค

“เราต่างตามหารสชาติใหม่ๆให้กับชีวิต สู่ทุกประสบการณ์ของการสร้างสรรค์ ไม่ว่า passion ของคุณจะเป็นอะไร เราจะสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน”

วนัสนันท์ รัชตะทรัพย์ 5945113028

Reference: https://positioningmag.com/1252472 , https://positioningmag.com/1224474 , https://www.marketingoops.com/news/brand-move/mk-x/

จาก Start-Up Fashion บนแอพลิเคชั่น สู่การก้าวเป็นแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของเอเชียที่น่าจับตามอง

‘Pomelo’ คงไม่ใช่แค่ชื่อของผลไม้อีกต่อไป เมื่อคนส่วนใหญ่ได้รู้จักกับ Pomelo Fashion ที่เรียกได้ว่าเป็นแบรนด์แฟชั่นที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนไทยอย่างเราในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้  แต่หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ชื่อของ Pomelo ยังคงเป็นเพียงแค่ Start-Up Fashion บนแอปพลิเคชั่นออนไลน์ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก โดยเริ่มต้นจากผู้ก่อตั้งเพียงแค่ 3 คน แต่เพราะเล็งเห็นถึงความแข็งแรงของวงการแฟชั่นและการเติบโตของโลกโซเชียลมีเดียที่มีอยู่สูงในบ้านเรา เส้นทางของแบรนด์แฟชั่นสุดจี๊ดแบรนด์นี้ จึงก้าวไกลมาถึงการเป็นแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของเอเชียที่สามารถระดมเงินทุนได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท!

ด้วยการขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยความหลงไหลในแฟชั่นเป็นหัวใจสำคัญ โดยมี E-Comerce ป็นช่องทางส่งต่อความหลงไหลนั้นออกไป ทำให้ Pomelo Fashion เดินหน้าได้ไกลมากขึ้น โดย ปัจจุบัน แอปพลิเคชันของ Pomelo นั้น เติบโตขึ้นสูงถึง 400% ภายในระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น และ ชื่อของ Pomelo Fashion ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนแพลตฟอร์มของ E-Commerce อีกต่อไป แต่ได้ถูกขยายสู่การเปิดหน้าร้านอีกกว่า 7 สาขาทั่วกรุงเทพฯ 

การเลือกใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาเป็นส่วนประกอบในการดำเนินงานในทุกๆขั้นตอน โดยเฉพาะในด้านของการเก็บ Data เป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาการออกแบบเสื้อผ้า เป็นเสมือนอีกหนึ่งกุญแจความสำเร็จของ Pomelo การดึงข้อมูลของกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ มาศึกษาเทรนด์ที่พวกเขากำลังสนใจ ไม่ว่าจะเป็น สีที่กำลังเป็นนกระแส ผ้าหรือวัสดุอะไรที่ใช้แล้วมันเวิร์คตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นใหม่ของแบรนด์ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้เทสทางด้านแฟชั่นของแบรนด์ สามารถ match เข้ากับความหลงไหลทางด้านแฟชั่นที่ลูกค้ามีได้อย่างลงตัว รวมทั้งการนำ Data ที่มี มาหาคำตอบว่า ‘ต้องมีเสื้อผ้าเท่าไหร่ คนถึงจะรู้สึกได้ว่าสามารถหาทุกสิ่งที่ต้องการเจอได้’ และ Magic Number ของคำถามนี้เป็นคำตอบที่นำมาสู่กลยุทธ์ในการออกแบบเสื้อผ้า 3 ดรอป (ดรอปละ 50 SKU) ต่อ 1 สัปดาห์ เพื่อให้มีเสื้อผ้าครบทุกลุคที่ลูกค้าทุกคนต้องการ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ชื่อของ Pomelo Fashion เป็นเหมือน “One Stop Fashion Shop” ในสายตาของหลายๆคน

เมื่อความหลงไหลในแฟชั่นถูกรังสรรค์ออกมาเป็นเสื้อผ้าต่างๆ แล้วเรียบร้อย  การส่งต่อไปยังมือของกลุ่มลูกค้าเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้แบรนด์ก้าวสู่ความสำเร็จ  โดย Pomelo เป็นแบรนด์ที่มองเรื่องของ ‘ช่องทางการจำหน่าย’ ควบคู่ไปกับความสำคัญในเรื่องของ ‘Customer Experience’ ดังนั้น Omnichannel จึงกลายมาเป็นกลยุทธ์ที่เป็นจุดแข็งสำคัญของ Pomelo ในทุกวันนี้  เพราะแฟชั่นเป็นสิ่งที่รับรู้ด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ การสัมผัสเนื้อผ้า การรับรู้ความรู้สึกขณะที่ได้ลองสวมใส่ ซึ่งเป็นโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงประสบการณ์จากแบรนด์ได้โดยตรง ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดของการตลาดบน E-Comerce ดังนั้น การตัดสินใจเปิดหน้าร้านแบบออฟไลน์เพื่อผสมผสานเข้ากับร้านค้าบนออนไลน์ ช่วยให้ Pomelo สร้างประสบการณ์กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยที่ร้านค้าในสายตาของ Pomelo ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดโชว์สินค้า แต่ยังเป็น จุดทอลองสินค้าทั้งสินค้าภายในร้าน และสินค้าที่ทำการจองหรือซื้อบนออนไลน์ให้แก่ลูกค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ ด้วยกลยุทธ์ Omnichannel นี้เอง ทำให้ Pomelo Fashion ก้าวเป็นแบรนด์แฟชั่นที่อยู่ในใของผู้บริโภคได้ไม่ยาก 

และนี่เป็นเพียงไม่กี่เหตุผลที่ทำให้แบรนด์แฟชั่น Start-Up แบรนด์นี้ เป็นแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยและต่างชาติได้ไม่ยาก ทั้งในด้านของการออกแบบที่ทันสมัย มีครบทุกลุค ทุกสไตล์ที่มองหา และในด้านของความสะดวกสะบายในการซื้อและลองสินค้า ซึ่งเป็นการมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยที่ชื่อของ Pomelo Fashion จะเติบโตและเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี งานนี้แบรนด์แฟชั่นแนวหน้าระดับโลก คงมีหนาวกับแบรนด์ม้ามืดอย่าง Pomelo Fashion อย่างแน่นอน!!

แหล่งอ้างอิง
https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce78/
https://www.marketingoops.com/news/ecommerce/3-success-secret-of-pomelo/

อภิสรา เจษฎานนท์
5945143828

Real Time Content เล่นยังไงไม่ให้ร่วง

ถ้าพูดถึง Content Marketing ในปัจจุบัน จะไม่เอ่ยถึง Real Time Content ก็คงจะเชยไปหน่อย แล้ว Real Time Content ที่ว่านี่มันคืออะไร?

Real Time Content เหมือน Content ทั่วไปมั้ยนะ?

Real Time Content คือ Content ที่แบรนด์นำเสนอออกมาในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเนื้อหาเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับกระแสหรือเรื่องราวที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่ง Content ดังกล่าวอาจจะดึงความสนใจจากผู้คนที่กำลังเกาะติดกระแสเหล่านั้นไว้ได้อย่างสวยงามพอเหมาะพอดี หรืออาจจะถูกมองผ่านไป จนถึงถูกนำไปต่อว่า (ดราม่า) ก็เป็นไปได้

มันเกาะกระแสยังไงล่ะ?

หากใครท่องโลกโซเชียลอยู่เป็นนิจก็คงจะพอคุ้นๆกับ #ใหญ่กว่าที่คิส ที่จริงๆ แล้วเป็น Hashtag สำหรับโปรโมทโปรโมชั่น 11 /11 ซึ่งเป็นช่วงเวลาลดราคาครั้งสำคัญท้ายปีของแบรนด์ Shopee แต่แล้วก็โดนไฮแจ็ค Hashtag ไปโดยข่าวใหญ่…..(ไม่พูดดีกว่า)

เมื่อเริ่มมีคนสังเกตเห็น
Shopee จึงได้ส่ง Real Time Content ดึงกระแสตีกลับมาได้อีกครั้งด้วย #คิสแท็กใหม่ให้หน่อย ซึ่งสร้าง Engagement ให้แบรนด์ได้ไม่น้อยทีเดียว ด้วย Retweet จำนวน 8.1K พร้อมการถูกพูดถึงในโลกโซเชียลที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อสื่อเพิ่มแม้แต่น้อย

หรือจะเป็นตัวท็อปแห่งวงการ Real Time Content อย่าง Tops และ Major Cineplex

ย้อนไปซักนิส ช่วงที่การเต้นหน้าเสาธงกำลังมาแรง

Resize Major Group_05
เลือกไม่ถูกจะดูอันไหน Major ก็ขอรวบมาสร้างยอด Engage ซะเลยจ้า

ช่วงนั้นเป็นนักสืบกันทั้งประเทศเลยค่ะคุณ

Resize Tops_08
หา #ใครฆ่าประเสริฐ กันซะให้วุ่น Tops ก็ขายของกันตรงนี้เลย

ทำไมต้อง Real Time Content อะคะ?

Social Media มันเร็วซะขนาดนี้ ไม่ Real Time ก็คุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่องสิคะ!!!!

Social Media กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคและเป็นสื่อที่มีความรวดเร็วมากที่สุดในปัจจุบัน ดังนั้นกระแสต่างๆ ที่ถูกพูดถึงโดยคนหมู่มากนั้นจะเกิดเร็วไปไวมากบน Platform นี้ ดังนั้นแบรนด์จึงต้องเข้าไปอยู่ในกระแสด้วย เพื่อที่จะใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้นรวมถึงเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ให้พวกเขาจดจำแบรนด์ของเราได้(ในทางที่ดี) จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Real Time Content ขึ้นมาตอบโจทย์ตรงนี้

“แนวคิดการทำ Real-time Marketing คือ ดูว่าอะไรคือสิ่งที่ประชาชนกำลังสนใจอะไรกัน นำมาผูกเข้ากับไอเดียของแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องการเล่า เมื่อเป็นสิ่งที่คนกำลังให้ความสนใจ คนจะรู้สึกชอบกับการที่มีแบรนด์ๆ หนึ่ง สามารถผูกเรื่องระหว่างสิ่งที่เขากำลังสนใจ เข้ากับแบรนด์ได้ และสื่อสารออกมา

ถ้าแบรนด์ผูกเรื่องได้ดี เป็นไอเดียที่คนคาดไม่ถึง จะมีคำพูดออกจากผู้บริโภคเองว่า “คิดได้ยังไง” หรือ “เจ๋งว่ะ!” ทำให้เกิดการแชร์ต่อ
เพราะ Social Media เป็นเครื่องที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถพูดถึงกันได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้กระแสเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อเกิดกระแสได้ง่าย ทำให้แบรนด์เข้ามาจับกระแสได้เร็ว” คุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล, Strategic Planning Director, Brand Baker เล่าถึงนิยามของ Real-time Marketing

ดังนั้น ถ้าเราสร้าง Real Time Content ออกมาได้โดนใจผู้บริโภคอย่างทันท่วงที แบรนด์ของเราก็จะกลายเป็นกระแสไปด้วยล่ะค่ะ

แล้ว Real Time Content นี่มันสำคัญมากเลยมั้ยคะ?

จากยอด Engagement และ Brand Awareness ที่เห็นกันบ่อยๆ จาก Real Time Content แปลว่าเป็น  A MUST เลยมั้ยคะเนี่ย?!!!!

บอกไว้ตรงนี้เลยว่า จะทำ Real Time Content นั้น ต้องคิดไว้เสมอว่า “ไม่ไหวอย่าฝืน” ตัวอย่างดีๆ มีมากมาย แต่แบรนด์ที่ตุ้บจาก Real Time มันก็แยะค่ะคุณขา

Resize Eveandboy_02
รีบเล่นไปหน่อย กร่อยเลยเรา

แล้วเราไม่ควรฝืนอะไรบ้างคะ?

3 ข้อสั้นๆ ทำ Real Time Content เล่นยังไงก็ไม่ร่วง

1.อย่าฝืนตัวตนของแบรนด์

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นตัวของตัวเอง แบรนด์ก็เช่นกัน แม้กระแส Real Time จะหอมหวานขนาดไหน แต่ถ้ามันขัดกับตัวตนหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์เรา ก็ควรพักก่อนเลยค่ะ อย่างถ้าเราเป็นแบรนด์แป้งเด็ก จะไปเกาะกระแส The Nun ก็คงจะไม่ได้เนอะคะ

2.อย่าฝืนเล่นตอนตลาดวาย

จนแล้วจนรอดก็คิด Content ไม่ออกเสียที คิดไปคิดมา ดันมาคิดได้ตอนกระแสซาไปแล้ว ถ้าคิดจะตีให้ฟุ้งขึ้นมาใหม่ก็จงหยุดเดี๋ยวนี้ หยุดทันทีค่ะ นอกจากจะไม่ทันการณ์แล้ว จะทำให้ผู้บริโภคมองว่าแบรนด์เราไม่ทันสมัย ไม่ใส่ใจกระแสโลกด้วยนะคะ อยู่เงียบๆ รอเล่นกระแสใหม่ไปเนียนๆ จะดูเซียนกว่าเยอะค่ะ

3.อย่าฝืนเล่นกับคนที่ไม่ใช่

จะซื้อใจผู้บริโภคมันก็คล้ายๆ หาแฟนนะคะคุณ จะดันทุรังจีบคนที่ไม่เข้ากับเราไป ต่อให้ได้เดี๋ยวก็เลิกแล้วค่ะ ดังนั้นจะทำ Real Time Content ก็อย่าลืมดูนะคะว่ากระแสช่วงนั้นเป็นเรื่องที่ Target ของแบรนด์เราอินมั้ย สนใจหรือเปล่า สนใจในแง่บวกหรือลบ แล้วค่อยมาทำ Content ให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมายของเราค่ะ จากนั้นถ้ากลุ่มอื่นๆ สนใจ Content ของเราด้วย ก็ถือเป็นผลพลอยได้ค่ะ

Real-Time Content เป็นส่วนหนึ่งของ Content Marketing แน่นอนว่าทุกแบรนด์อยากทำ Real-Time Content ให้ดัง แต่ในมุมมองของผม มองว่าแบรนด์ควรมีวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย (Objective) ที่ชัดเจนก่อนว่าอยากเล่าอะไรให้กลุ่มเป้าหมายฟัง เป็นการโฟกัสที่ Target Group ก่อน แล้วจึงทำ Real-Time content เพื่อให้คอนเทนต์นั้น โดนใจกลุ่มเป้าหมาย และถ้าสังคมส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ให้ความสนใจคอนเทนต์ของแบรนด์นั้นด้วยเช่นกัน ถือเป็นผลประโยชน์ที่ได้ต่อเนื่อง
คุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล, Strategic Planning Director, Brand Baker กล่าว

เคล็ดลับก็ให้กันได้เท่านี้นะคะคุณๆ ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าจะครีเอทยังไงให้คนชอบเท่านั้นล่ะค่า (ยากสุดเลยตรงนี้)

เณศรา ปลื้มเปลี่ยน 5945051728

อ้างอิง
https://www.brandbuffet.in.th/2019/10/real-time-marketing-shopee-big-news/
https://www.nuttaputch.com/why-real-time-content-work-or-fail/
https://www.marketingoops.com/reports/media-stat/real-time-marketing-2/
https://www.thedigitaltips.com/marketing/is-realtime-content-good-for-business/
https://www.facebook.com/AdAddictTH/posts/393919477912554/

Facebook ไม่ใช่คนเดิมแล้วนะรู้ยัง?

ตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งของแอปพลิเคชั่น Social Media เมื่อในวันนี้ Facebook ประกาศเปลี่ยนสัญลักษณ์หรือโลโก้ของบริษัท โดยออกแบบให้สัญลักษณ์ใหม่เป็นตัวแสดงว่าบริษัทจะถูกแยกจากแอปพลิเคชัน Facebook

ในตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจมา Facebook ไม่ได้ให้บริการเพียงแค่ Facebook เท่านั้น หลังจากประสบความสำเร็จและเติบโตจนกลายเป็น Facebook, Inc ที่ให้บริการทั้ง Messenger, Workplace ควบคู่กับการซื้อกิจการอื่นๆ อย่าง WhatsApp หรือ Instagram

ช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะสำคัญมากที่ “Facebook, Inc.” จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์องค์กร โดยมีเหตุผลหลัก 4 ข้อ คือ

  1. เพื่อสื่อสารให้ได้รับรู้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มในเครือ Facebook มีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน และเชื่อมโยงระหว่าง Corporate Brand กับ Product Brand
  2. สร้างการรับรู้พอร์ตโฟลิโอธุรกิจในเครือ Facebook, Inc.
  3. สร้างความโดดเด่นให้กับ “Corporate Brand” ให้แตกต่างจากแพลตฟอร์ม Facebook ซึ่งเป็นหนึ่งใน Product Brand ของกลุ่มธุรกิจ
  4. พลังของการ Synergy ธุรกิจในเครือ เพื่อสร้าง Community ที่แข็งแกร่ง และขยายฐานผู้ใช้งานซึ่งกันและกัน

โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าการแยกความแตกต่างของตัวบริษัทเองและแอป Facebook นั้น จะช่วยให้บริการอื่นในเครือทั้ง WhatsApp, Instagram และ Oculus ไม่เปื้อนข้อหาอื้อฉาวที่ Facebook กำลังเผชิญ

โดยโลโก้เก่าของแอป Facebook ก็ยังคงเป็นสีน้ำเงินที่พวกเราจดจำได้ดังเคย แต่โลโก้ใหม่ที่เป็น Corporate Brand จะใช้ตัวอักษรใหญ่ทั้งหมด และใช้สี Gradient รวมถึงเวอร์ชั่น GIF ที่ปรากฎสีสันสลับไปมา มีสีฟ้าที่สื่อถึง Facebook สีชมพูสื่อถึง Instagram และสีเขียวสื่อถึงแพลตฟอร์ม WhatsApp

นอกจากนี้บนแพลตฟอร์มบริการต่างๆ ในเครือ จะปรากฏคำว่า “from FACEBOOK” โดยเปลี่ยนสีไปตามแพลตฟอร์มนั้นๆ อีกด้วย

โลโก้ใหม่นั้นถูกเชื่อว่าเป็นการสร้างความโดดเด่นให้กับบริษัท ซึ่งแยกออกมาจากแอป Facebook โดยยังคงรักษาแบรนด์ของตัวเองเอาไว้ อีกทั้งนักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าการเพิ่มตราสินค้าใหม่ของ Facebook ให้กับบริการในเครือ จะทำให้คนมองบริษัท Facebook ในแง่บวกมากขึ้นอีกด้วย

ถิราภา เสียงเลิศ 5945053028

https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9620000106004

https://positioningmag.com/1252675

UI กับการสื่อสารทางการตลาดของแบรนด์

ถ้าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ ฟังก์ชั่นอัดแน่นครบครัน รูปลักษณ์ไม่ต้องสวยก็ได้หรือเปล่า?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำหรับผู้บริโภคแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดก็คงพ้นผลิตภัณฑ์กับงานบริการที่มีคุณภาพและคุ้มค่ามากที่สุดเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง เมื่อผู้ผลิตเล็งเห็นถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเช่นนี้ พวกเขาย่อมพยายามพัฒนาธุรกิจของตนให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายโดยที่ยังได้ผลกำไรมากที่สุด

แล้วจะทำอย่างไรล่ะให้ได้ทั้งฟังก์ชั่นการทำงานที่ตอบสนองความต้องการอย่างครบถ้วนและยังได้กำไรอยู่ล่ะ ? 

หลายครั้งที่ผลิตภัณฑ์รวมถึงงานงานด้าน IT ต่าง ๆ ได้ทุ่มงบประมาณไปกับการคิดค้นและสร้างฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองทุกความต้องการ จนละเลยการออกแบบ “หน้าตา” ของผลิตภัณฑ์ไป จึงมีตัวอย่างของสินค้าที่คุณภาพดีแต่หน้าตาไม่น่าใช้ หรือ เว็บไซต์ที่มีข้อมูลครบถ้วนแต่หน้าเว็บยุ่งเหยิงอ่านไม่รู้เรื่องให้เห็นอยู่มาก

  ความต้องการที่จะยัดข้อมูลหรือฟังก์ชั่นเข้าไปแบบเน้น ๆ จนหลงลืมไปว่า ปัจจัยในการเลือกซื้อสินค้าหรือใช้งานแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ของผู้บริโภคไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของฟังก์ชั่นอย่างเดี๋ยวเท่านั้น รูปลักษณ์ที่สวยงามก็เป็นประตูบานแรกที่จะเชื้อเชิญให้ผู้บริโภคได้เข้ามาทดลองใช้สินค้าและบริการต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

ในทางกลับกันหากมุ่งเน้นแต่เรื่องความสวยความงามภายนอกจนไม่พัฒนาคุณสมบัติการใช้งานต่าง ๆ สินค้าของเราก็ย่อมดึงดูดให้เขาใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น มิหนำซ้ำการบอกต่อของผู้บริโภคสามารถย้อนกลับมาสู่ธุรกิจของเราได้ในฐานสินค้าที่ “สวยแต่รูปจูบไม่หอม”

ความสมดุลระหว่างกลไกการใช้งานกับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอก หรือในภาษา Digital นั้นเรียกว่า การออกแบบ UX/UI ให้สอดคล้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก 

UX

โดย UX หรือ User Experience คือ ประสบการณ์ของผู้ใช้งานในด้านความรู้สึกที่ตอบสนองต่อการใช้งานผลิตภัณฑ์ ฟังก์ชั่น หรือ ระบบการทำงานต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ความสะดวกสบาย ใช้งานง่าย ความสนุกสนาน จนเกิดเป็นความพึงพอใจสูงสุดหรือเกิดประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งาน

UI

UI หรือ User Interface คือ ส่วนต่อประสานกับผู้ใช้งาน หรือ ส่วนที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับผู้ใช้งาน กล่าวคือ ส่วนที่ให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบกับการใช้งานผลิตภัณฑ์ได้ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของหน้าตา การออกแบบ และการดีไซน์ ยกตัวอย่างเช่น หน้าจอ แพลตฟอร์ม เมนู ฟอร์มต่าง ๆ การวางภาพ ขนาดตัวอักษร ปุ่ม แป้นพิมพ์ เสียง หรือแม้แต่แสงไฟ เป็นต้นและสิ่งสำคัญสำหรับ UI ก็คือดีไซน์ที่ดูสะอาด สวยงาม ดึงดูดใจ อีกทั้งต้องเข้าใจง่าย ใช้งานง่าย มีมาตรฐานและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังต้องมีฟังก์ชันที่น่าสนใจ มีภาษาภาพที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกอยากจะใช้งาน และที่สำคัญจะต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่น แต่ก็ไม่ล้นหรือต่างมากจนเกินไป ฉะนั้นอาจเปรียบได้ว่า UI คือ “ศาสตร์แห่งความสวยความงาม” ที่จะมาเติมเต็มให้ UX ออกมาเป็นรูปร่างจนเกิดเป็น first impression ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งาน 

ความแตกต่างระหว่าง UX / UI 

  • UX = ให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้ 
  • UI = ให้ความสำคัญกับความสวยงาม การติดต่อกับผู้ใช้ และข้อมูลทางด้านเทคนิคอื่น ๆ มองง่าย ๆ ก็คือ ส่วนที่ผู้ใช้มองเห็นและกระทำการบางอย่างกับมัน (interface และ interact) 

ซึ่งจริง ๆ แล้วหลักการออกผลิตภัณฑ์ทั้งในแบบเครื่องมือเครื่องใช้และงาน Digital ก็ยังคงอยู่บนหลักการ UX/UI เช่นเดียวกัน ถ้าเปรียบเทียบ UX ของสินค้า ก็คงเป็นเนื้อในของผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการใช้ เช่นรสชาติของตัวขนม หรือ ความนุ่มของรองเท้า เป็นต้น ส่วน UI นั่นคือ การออกแบบลวดลายและสีสันที่ดึงดูดใจบนแพคเกจจิ้งต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งรูปลักษณ์ของสินค้าและบริการนั้นสามารถสะท้อนรสนิยมและความเป็นตัวตนบางอย่างผ่านการออกแบบได้

จุดนี้เองจึงเป็นจุทำให้สินค้าที่ผ่านการออกแบบรูปลักษณ์ที่ดี สามารถดึงดูดใจผู้บริโภคได้มากกว่า เพราะผู้บริโภคมักเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีความสอดคล้องกับตัวตนและรสนิยมของผู้บริโภคเอง เช่นผู้บริโภคที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นค่อนเคร่งขรึม ย่อมเลือกซื้อสินค้าที่มีดีไซน์เป็นทางการ ใช้สีเข้ม ๆ เป็นส่วนมาก ส่วนผู้บริโภคที่ชอบความน่ารักสดใส ก็ย่อมเลือกดีไซน์สดใสเข้ากับความชอบของพวกเขาเช่นกัน 

เมื่อมีการสร้างระบบการทำงานที่ดีผ่านการออกแบบ UX แล้ว ศาสตร์ของการออกแบบศิลป์ในการทำ UI นอกจะจะช่วยทำให้ UX ออกมาเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ใช้ง่ายขึ้น ยังเป็นสิ่งที่ใช้ทั้งความรู้ด้านศิลปะและจิตวิทยาเพื่อสร้างคุณค่าทางจิตใจให้กับตัวสินค้าเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย รวมถึงยังสามารถช่วยสื่อสารบุคลิคและตัวตนของแบรนด์ผ่านองค์ประกอบศิลป์ได้อีกด้วย เพราะในทุกองค์ประกอบศิลป์จะส่งผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภคต่างกันออกไป เช่น การใช้สี เพราะสีเป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี และยังสามารถนำมาเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างการรับรู้ การจดจำ แบรนด์ และเป็นองค์ประกอบในตัดสินใจในการซื้อสินค้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จากที่ได้ศึกษาเพิ่มเติมก็ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอีกว่า สมองของคนเรามักจะชอบจดจำแต่สิ่งง่ายๆ และโดดเด่น ซึ่งสีก็คือส่วนที่จะทำหน้าที่ที่สมองต้องการได้เป็นอย่างดี เพื่อการสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ คุณก็จำเป็นจะต้องเลือกสีที่แตกต่างจากคู่แข่งขันในตลาด

  • สีน้ำเงิน

จิตวิทยาของสีบ่งบอกว่าสีของโลโก้ซึ่งเป็นที่นิยมนี้แสดงถึง “ความน่าเชื่อถือ ความวางใจได้ ความรับผิดชอบทางการเงิน และความปลอดภัย” มันฟังดูมีเหตุผลเมื่อคุณนึกถึงบทบาทหลักของมันที่อยู่ในเอกลักษณ์ของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ เช่น Facebook, TMB

  • สีเหลือง

บริษัทฟาสต์ฟู้ดกล่าวว่าสีเหลืองเป็นสีของการมองโลกในแง่ดี  ซึ่งมันฉูดฉาดพอที่จะดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคจากระยะไกลได้ มันฟังดูเข้าทีเพราะว่าทั้ง Denny’s และ McDonald’s ต่างใช้สีเหลืองในโลโก้ของพวกเขา เนื่องจากพวกเขากระตือรือร้นที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้หิวโหยให้เข้ามาในร้าน

  • สีส้ม

กำลังคิดที่จะใช้สีส้มในการสร้างแบรนด์ของธุรกิจของคุณอยู่หรือไม่ สีส้มมักถูกจัดว่าเป็นสีที่ “เป็นมิตร” มันถูกใช้โดยผู้คนต่างๆ ตั้งแต่ Nickelodeon และ Nike ไปจนถึงแบรนด์แฟชั่นระดับสูงอย่าง Hermes สีส้มที่สดใสและจัดจ้านซึ่งถูกใช้โดยร้านค้าที่ส่งเสริมมูลค่า เช่น Home Depot และ Payless นั้นแสดงถึงราคาที่ไม่แพง 

  • สีแดง

สีแดงเป็นสีแห่งกลยุทธ์สำหรับนักการตลาด มันมักถูกใช้ในป้ายการลดราคา สีแดงมีจิตวิทยาของสีเป็นของตัวเอง โดยเป็นสัญลักษณ์ของความตื่นเต้นและความหลงใหล Coca-Cola คงอยู่มานับศตวรรษ แต่แคมเปญด้านการตลาดในแต่ละปีมักจะยึดติดอยู่กับการโปรโมทเครื่องดื่มว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นและเป็นสิ่งที่จะแบ่งปันกันระหว่างเพื่อนและครอบครัว

หลายแบรนด์จะรวมสีแดงเข้ากับสีที่อ่อนลง เช่น สีขาว สีเหลือง หรือสีส้ม เพื่อกระตุ้นความรู้สึกตื่นเต้นโดยไม่เสี่ยงต่อการรับรู้ว่าธุรกิจจะออกนอกลู่นอกทางหรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค Netflix ใช้สีดำและขาวร่วมกับสีแดงเพื่อสร้างโลโก้ให้โดดเด่นและสร้างลุคที่เหมาะสมด้านภาพยนตร์

  • สีเขียว

สีเขียวเป็นสีที่ตาของเราประมวลผลได้ง่ายที่สุดและสื่อถึงสุขภาพ ความสดชื่น ความสงบ และแน่นอน เงิน (แม้ว่าหลายประเทศจะไม่ใช้สีเขียวเป็นสีหลักสำหรับสกุลเงินของพวกเขา) สิ่งเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไมสีเขียวจึงปรากฏอยู่ในโลโก้ของแบรนด์ เช่น Whole Foods, Land Rover และ Starbucks แบรนด์แต่ละแบรนด์ใช้สีเขียวเพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตนกำลังซื้ออะไรบางอย่างเพื่อรักษาสุขภาพ มีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ หรือนำพาพวกเขาออกไปสู่โลกภายนอก

  • สีม่วง

สีม่วงเป็นสีที่แข็งแกร่งและมีนัยยะที่สื่อถึงความแข็งแกร่ง มันเป็นสีที่คุณต้องใช้หากคุณต้องการแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของคุณมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ หรือความฉลาด นอกจากนี้สีม่วงยังสามารถเป็นสีแห่งอารมณ์และความผ่อนคลายได้

Taco Bell นั้นขึ้นชื่อถึงส่วนผสมอันน่ามหัศจรรย์ในทาโก้ของพวกเขา และพวกเขานำบุคลิกภาพที่สร้างสรรค์นี้ไปสู่กระแสในโซเชียลด้วยเช่นกัน โดยที่พวกเขาเป็นผู้นำในการมีส่วนร่วมกับคนรุ่นมิลเลนเนียล

  • สีชมพู

โดยขึ้นอยู่กับเฉดสี สีชมพูสามารถถูกนำมาใช้ในการพูดถึงสิ่งที่ต่างกันของแบรนด์ในแง่จิตวิทยาของสีได้ สีชมพูสามารถสร้างความรู้สึกสนุกสนานและความอ่อนเยาว์ ในขณะที่เฉดสีชมพูอ่อนนั้นสื่อถึงความโรแมนติกและความละเอียดอ่อน หนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในการใช้สีชมพูก็คือ Mattel ซึ่งเป็นบริษัทที่ขายตุ๊กตาบาร์บี้ได้สามตัวต่อทุกๆ วินาทีใน 150 ประเทศทั่วโลก ตัวเลขที่น่าอัศจรรย์นี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมสีชมพูถึงเชื่อมโยงกับตุ๊กตาบาร์บี้ได้อย่างแท้จริง

  • สีดำ

สีดำสื่อถึงธุรกิจและความหรูหรา นั่นเป็นเหตุผลที่มันเป็นสีโปรดสำหรับชุดราตรีที่หรูหราและรถลีมูซีนคันยาว หากคุณกำลังมองหาการสื่อความหมายถึงละคร ความเป็นผู้ดี และสถานะทางสังคม สีดำนั้นเหมาะสมที่สุด

สีหลักของ Uber นั้นคือสีดำ และบริการรถตามความต้องการนี้ได้นำเสนอยานพาหนะสุดหรูที่ชื่อว่า Uber Black เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเหยียบขึ้นรถแท็กซี่สีเหลืองเมื่อต้องไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำอันสุดหรู

บัตรเครดิต Centurion ของ American Express หรือบัตรเครดิต Black Card เป็นบัตรเครดิตที่มีสถานะดีที่สุดสำหรับบรรดาผู้ร่ำรวย

  • สีขาว

เมื่อคุณใช้สีขาวในโลโก้หรือเอกสารทางการตลาด คุณกำลังบอกผู้ชมว่าคุณไม่มีอะไรที่จะต้องปกปิด Apple ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก เลือกใช้สีขาวสำหรับการสร้างแบรนด์หลักเพื่อถ่ายทอดข้อมูล และทำให้สินค้าโดดเด่นออกมาจากคู่แข่งด้วยความรู้สึกโปร่งใสและสะอาดสะอ้าน

ลองดูที่สินค้าต่างๆ ของ Apple แล้วคุณจะพบว่าสินค้าแทบทุกชิ้นนั้นประกอบไปด้วยสีขาว หรือสีเงินผสมสีขาว ซึ่งก็คือสีโครเมี่ยมนั่นเอง ตามที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการออกแบบของ Apple กล่าว สีขาวนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยและเป็นสีที่บริสุทธิ์และเงียบสงบ ตั้งแต่ Macbook ไปจนถึง iPod ไปจนกระทั่งหูฟังที่เป็นสัญลักษณ์ สีขาวเป็นสีที่ Apple ใช้มาตลอดและใช้มันทำการตลาดได้เป็นอย่างดี

หลักการใช้จิตวิทยาสีต่าง ๆ เหล่านี้นอกจากการออกแบบโลโก้แบรนด์แล้วยังคงวนเวียนอยู่กับการออกแบบ UI ในทุกรูปแบบ ทั้งหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ของแบรนด์ และ หน้าตาแอพพลิเคชั่น เป็นต้น เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแบรนด์เองประกอบกับสร้างการรับรู้ให้กับตัวผู้บริโภคอีกด้วย

เช่นการออกแบบหน้าเว็บไซต์ผลิตภัฑ์ของ Apple ที่ยังคงอยู่กับสีขาวสำหรับสินค้าทั่วไป และใช้สีดำสำหรับไลน์สินค้าที่เป็นรุ่นพรีเมียมที่สุด 

จึงสามารถกล่าวได้ว่า การลงทุนกับความสวยงาม ไม่ใช่การลงทุนที่เสียเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการสื่อสารการตลาดทางหนึ่ง การพบกันตรงกลางจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดถ้าผู้ผลิตสามารถออกแบบทั้งระบบและความสวยงามให้สอดคล้องกันได้ ความสวยงามเหล่านั้นจะเป็นมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ทั้งในแง่การสื่อสารของแบรนด์และสร้างคุณค่าทางจิตใจของผู้บริโภคได้นั่นเอง

เอื้อมบุญ ศรีดี
5945154728

ที่มา

UX / UI คืออะไร?
จิตวิทยาของสี: แบรนด์ยักษ์ใหญ่ใช้สีในโฆษณาและการทำการตลาดอย่างไร

อาชีพ “นักเขียน” ไม่ได้จำกัดแค่การเขียนหนังสือนวนิยาย หรือ รูปเล่มอย่างเดียวอีกต่อไป

“จงใช้เวลาคิดคำที่จะสื่อสารให้มากเท่ากับที่ใช้ไปในการสร้างวิชวลต่างๆ” คำกล่าวของจอห์น เซรัตสกี (John Zeratsky) Design Partner แห่ง Google Ventures กองทุนขนาดยักษ์ที่ลงทุนให้กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมระดับโลกนี้ สามารถตอบโจทย์บรรดาธุรกิจดิจิทัลที่ต้องการจะสื่อสารกับผู้บริโภคในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี และยังบอกทิศทางการทำงานให้กับเหล่านักพัฒนาเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชัน ที่ต้องเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างความสะดวกสบายให้ใช้แก่ผู้ใช้งานผ่านการใช้ ‘ภาษา’ และทักษะ ‘UX Writing’ ที่กำลังกลายเป็นส่วนประกอบหลักที่หลายบริษัทขาดไม่ได้

อาชีพใหม่อย่าง ‘UX Writer’ ได้พิสูจน์แล้วว่า การเขียนที่เข้าถึงผู้อ่านนั้น ที่จริงแล้วมีประโยชน์กับการสร้างเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้าใจง่าย และให้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน ยกตัวอย่างพวก แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ จำเป็นต้องอาศัยการเขียนที่ดี เพราะนอกจากเรื่องของ design ที่ดึงดูดให้คนมาสนใจ แล้ว content ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญมากไม่แพ้กัน

UX Writer ทำอะไรบ้าง?

User Experience (UX) Writer คือผู้ที่มีหน้าที่สร้างสรรค์คำหรือข้อความระหว่างผู้ใช้งานและผลิตภัณฑ์ดิจิทัลทุกรูปแบบ เช่น เว็บไซต์ แอพพลิเคชัน หรือซอฟต์แวร์ โดยการสร้างสรรค์ข้อความ (Copy) ที่มีประโยชน์และมีความหมายต่อการใช้งานในตำแหน่งต่างๆ ของ User Interface (UI) เช่น ปุ่มเมนู ป็อปอัพแสดงความผิดพลาด การแจ้งเตือนซื้อของ หรือการชำระเงิน

นอกจากนี้ หน้าที่ของ UX Writer ยังจำเป็นต้องเข้าใจกระบวนการทำงานและการออกแบบของผลิตภัณฑ์ โดยต้องร่วมงานกับตำแหน่งอื่นอย่างนักออกแบบอินเทอร์เฟซสำหรับผู้ใช้ (UI/UX Designer) นักวิจัยและผู้ดูแลโครงสร้างข้อมูลภายในสื่อออนไลน์ต่างๆ (Information Architecture – IA) ทั้งในการออกแบบ ทดลอง และค้นหาถ้อยคำหรือน้ำเสียงที่ถูกต้องสำหรับผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย

Yvonne Gando UX Writer จาก Google มองว่า การเขียนประกอบไปด้วย 3 ส่วน ที่สอดคล้องกัน

Words

หรือ คำ คือ การที่เราสามารถเลือกสรรคำต่างๆ ให้เข้ากับบริบทและผู้ใช้ รวมถึงทำให้ ประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่เริ่มทำจนทำเสร็จ (User Journey) นั้นเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างที่คุณ Yvonne กล่าวไว้ว่า การใช้คำที่ใส่ใจกับประสบการณ์ของผู้ใช้นั้นจะช่วยให้เค้าทำสิ่งที่เค้าต้องการสำเร็จไปได้ด้วยดี

“ users are just able to complete their tasks with ease.”

Yvonne Gando

Empathy

หรือ แปลตรงตัวคือ ความเห็นอกเห็นใจ ในที่นี้อยากเลือกใช้คำว่า ‘การเข้าถึง’ ความรู้สึกและสถานการ์ณของผู้ใช้ (คล้ายๆกับการเอาใจเขามาใส่ใจเรา)

ยกตัวอย่าง การพยายามปรับภาษา จากภาษาคอมพิวเตอร์ที่เข้าใจยาก เป็น ภาษาที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เข้าใจง่าย และน่าอ่าน หลักการตรงนี้ ที่ UX Writers ในต่างประเทศหลายคนพูดถึง คือ ทำยังไงดีถึงจะช่วยให้จุดที่เกิดปัญหา (pain point) เป็นประสบการณ์ที่ดีขึ้น (more delightful)

“Human connections that we can help make more meaningful through language” 

Yvonne Gando


Strategy

สำหรับข้อนี้มีทั้งหมด 2 ประเด็น

1.การวัดและประเมินผลว่า ข้อความที่เราคิดมันอ่านง่ายและดีจริงหรือไม่

2. วิธีการร่วมมือกันระหว่างหลายๆทีม เพราะอย่างที่กล่าวไว้ว่า การเขียนนั้นค่อนข้างเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล “ฉันชอบคำนี้มากกว่า” “แต่คำนี้ดูเข้าใจมากกว่านะ” หลายความคิดที่มักจะเห็นไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นคำต่างๆที่แนะนำจากแต่ละทีมก็อาจจะต่างกัน ทีม Business อยากให้ใช้คำนี้ๆ ฝั่งทีมเทคนิคเสนอว่าควรใช้คำนี้

เพราะฉะนั้น ความยากของตัว UX Writer เอง คือจะทำยังไงให้ การตัดสินใจเลือกคำที่ใช้นั้น ไม่ได้ขึ้นกับความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่อิงกับกฎเกณฑ์บางอย่างที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้มากที่สุด

ทำไมเราถึงต้องการ UX Writer

เพราะภาษาคือหัวใจของการสื่อสาร หน้าตาของ UI และข้อความที่ปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มของผลิตภัณฑ์นั้น จึงบ่งบอกได้ถึงตัวตนและบุคลิกของแบรนด์ หลายครั้งที่การใช้ข้อความธรรมดาหรือข้อความที่สื่อถึงตัวตนของแบรนด์สื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการประดิษฐ์ถ้อยคำสวยหรู อีกทั้ง UX Writer ยังต้องใส่ใจเรื่องความถูกต้องด้านความหมายและการสะกดคำของข้อความที่ปรากฏ เพราะข้อความกำกวมหรือผิดหลักไวยากรณ์ อาจสร้างความสับสนและไม่ประทับใจต่อผู้ใช้งานได้

การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการสื่อสาร เป็นเหตุผลที่ UX Writer กลายเป็นอาชีพใหม่ที่จำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจดิจิทัล เพราะการใช้ภาษาที่เป็นมิตรและมีประสิทธิภาพย่อมเป็นทางออกในการสร้าง ‘มนุษยสัมพันธ์’ อันดีระหว่าง ‘คน’ กับ ‘เครื่อง’ ในโลกยุคปัจจุบัน สำหรับใครที่สนใจในสายงานนักเขียน UX Wrtiter ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เป็นการทำงานที่ท้าทาย อาศัยทักษะ และยังได้ช่วยเหลือผู้คนให้ได้เข้าใจสิ่งต่างๆได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

References

https://blog.uxacademy.in.th/golden-age-of-ux-writer-ab498f57c416

https://hr.tcdc.or.th/en/Articles/Detail/UX-Writer

ณัฐธิดา พัฒนอธิรัตน์ 5945047228