K-Pop กับการตลาดแบบ Storytelling

          เมื่อพูดถึงวงการ K-Pop หากไม่ใช่ติ่งตัวแม่ก็คงจะมีชื่อวงแค่ไม่กี่ชื่อผุดขึ้นมาในหัว เช่น วง แบล็คพิ้งค์ (BLACKPINK) จากค่ายดังอย่าง YG Entertainment ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในขณะนี้ หรือวงในตำนานอย่าง ดงบังชินกิ (TVXQ) ที่มีชื่อเสียงมายาวนานจนเป็นที่จดจำของหลายๆ คน

          ไม่ใช่เรื่องแปลกที่วงจากค่ายดังหรือวงที่เดบิวต์มานับสิบปีจะเป็นที่รู้จักของใครหลายคน แต่วงที่เพิ่งจะเดบิวต์ได้ไม่นาน แถมยังมาจากค่ายโนเนมอย่าง วอนนาวัน (Wanna One) เองกลับก็เป็นอีกวงที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจนเรียกว่าเป็นตำนานหน้าใหม่ของวงการ K-Pop เลยก็ว่าได้

          เพราะอะไรวงน้องใหม่จากค่ายโนเนมนี้ถึงดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ แบบนั้นกันนะ?

          ถ้าให้พูดกันตรงๆ ศิลปินเกาหลีก็เหมือนสินค้า และแฟนคลับอย่างเราๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้บริโภคที่มี Brand Loyalty สูงปรี๊ด ที่ไม่ว่าแบรนด์จะออกอะไรมาใหม่ก็พร้อมจะจ่ายเงินให้ทันที พวกวงดังๆ ก็คงเรียกได้ว่าเป็น Stars ของตลาด ส่วนพวกวงหน้าใหม่ปลายแถวก็หนีไม่พ้น Question Marks ที่รอวันดับ หากไม่คิดจะทำอะไรสักอย่าง

          แน่นอนว่าถ้าอยู่ๆ วงน้องใหม่จากค่ายโนเนมมาประกาศเดบิวต์ก็คงจะไม่มีใครสนใจ ดังนั้นวิธีการดึงดูดความสนใจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในวงการ K-Pop ณ ขณะนี้ก็คือการทำ Storytelling

          เมื่อ 3 ปีก่อน ช่องเคเบิลที่ทรงอิทธิพลกับวงการเพลงเกาหลีใต้อย่าง Mnet ได้เปิดตัวรายการ Survival Reality ที่ใช้ชื่อว่า Produce 101 โดยให้ค่ายเพลงทั้งเล็กและใหญ่ส่งศิลปินฝึกหัดในสังกัดของตัวเองมาร่วมแข่งขัน ปัจจุบันรายการมีทั้งหมด 4 ซีซั่น โดยแต่ละซีซั่นจะมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 101 คน ซึ่งผู้ชมทางบ้านจะทำหน้าที่เป็น Producer แห่งชาติ ในการคัดเลือกเด็กฝึกที่ตนชื่นชอบผ่านการโหวตให้กลายเป็น 11 คนสุดท้ายที่จะได้เดบิวต์เป็นวงชั่วคราว ที่มีอายุวงจำกัด ซึ่งวง วอนนาวัน (Wanna One) เองก็เป็นหนึ่งผลผลิตจากรายการนี้ ที่ถึงแม้จะยุบวงไปแล้วตามสัญญา แต่ก็ยังทิ้งชื่อไว้เป็นตำนานหน้าใหม่ของวงการ K-pop มาจนถึงปัจจุบัน

          ในระหว่างการแข่งขันจะมีศิลปินรุ่นพี่ในวงการมาช่วยฝึกซ้อมและให้คำแนะนำต่างๆ เพื่อให้เด็กฝึกเหล่านี้พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้น และด้วยความที่เป็นรายการ Survival Reality ทำให้ผู้เข้าแข่งขันเหล่านี้มีพื้นที่บนสื่อต่างจากเด็กฝึกทั่วไปที่ต้องฝึกซ้อมแบบเก็บตัวตามกฏของค่าย ทำให้เราได้เห็นเรื่องราว ความทุ่มเทพยายาม และพัฒนาการของเหล่าเด็กฝึก ช่วยให้พวกเขากลายเป็นที่รู้จักและได้รับการสนับสนุนในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น

          สังเกตเห็นอะไรจากการทำรายการรูปแบบที่ว่าไปบ้างไหม?

          จากการเก็บตัวซ้อมเด็กฝึกเพื่อเดบิวต์แล้วมาลุ้นเอาว่าจะปังหรือแป้ก กลายมาสู่การสร้าง Story ให้กับวง ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวความพยายามของเด็กฝึก นำเสนอให้เห็นถึงพัฒนาการว่ากว่าจะกลายมาเป็นวงๆ หนึ่งได้ เด็กฝึกเหล่านี้ต้องทุ่มเท เดินตามความฝัน และพยายามอย่างหนักหน่วงแค่ไหนในการพัฒนาตัวเอง แข่งขันกับเพื่อนร่วมฝันนับร้อยชีวิตและก้าวสู่การเป็นไอดอลหน้าใหม่ รวมถึงการสร้าง Consumer Engagement ระหว่างวงและแฟนคลับก่อนที่จะเดบิวต์ โดยให้ผู้ชมรายการเป็นผู้โหวตเลือกศิลปินที่จะได้เดบิวต์ เป็นการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวงว่าตัวฉันเองเป็นคนเลือกสมาชิกและสร้างวงนี้ขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ความผูกพันที่เกิดจากการเฝ้าดูพัฒนาการของพวกเขาและเป็นเสียงในการโหวตให้พวกเขาได้เดินตามความฝัน และความผูกพันนี้เองก็จะนำไปสู่ความภักดีต่อวงที่จะไม่เปลี่ยนใจไปชอบวงอื่น

          การสร้าง Story ของรายการ Survival Reality ไม่ได้มีผลแค่กับวงที่ได้เดบิวต์จากรายการ แต่รวมไปถึงเด็กฝึกคนอื่นๆ ที่ตกรอบด้วย เพราะแค่ได้เข้าร่วมแข่งขันและกลายเป็นที่รู้จัก มีแฟนๆ คอยติดตาม ก็จะส่งผลดีต่อการโปรโมทวงใหม่เมื่อกลับค่ายตัวเองไปในอนาคต คนอาจจะพูดถึงพวกเขาว่า “อ๋อ คนนั้นไงที่เคยไปออกรายการ Produce 101” ทำให้รู้สึกคุ้นเคยและสร้างความสนใจให้กับวงใหม่ได้มากขึ้น สร้างโอกาสให้พวกเขามีพื้นที่บนสื่อมากขึ้นด้วยนามสกุล Produce 101 เหมือนที่เด็กฝึกคนหนึ่งได้เคยพูดไว้

          “ถ้าชนะได้เดบิวต์ก็เหมือนถูกรางวัลแจ๊คพอท แค่ไม่ตกรอบแล้วอยู่ถึงวันออกอากาศวันสุดท้ายก็คุ้มค่ามากพอแล้วกับการเข้าร่วมแข่งกัน”

          ทุกวันนี้แทบจะไม่มีวงไหนที่ไม่มีสมาชิกที่เคยผ่านรายการ Survival Reality มาก่อน ยิ่งมี Story ของวงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเรียกความสนใจจากคนได้มากเท่านั้น ดังนั้นถ้าไม่อยากจะเป็นแค่ Question Marks ในตลาดอีกต่อไป Storytelling ก็นับว่าเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจในการเอาชนะเหล่า Stars ที่กำลังครองตลาด K-Pop นี้อยู่ได้

เขียนโดย ชนนิกานต์ ศิลมัฐ 5945022528


อ้างอิง:

http://www.hallyukstar.com/2016/07/26/idol-world-why-survival/

https://marketeeronline.co/archives/105580

คาสิโนออนไลน์ ไม่ใช่แค่เพลงที่ดังแต่นักพนันก็เยอะ

“ยูฟ่า191 ฝากถอนด้วยตัวเองสามสิบวิเร็วทันใจ…”

“เอสเอเกม66 เว็บพนันรุ่นใหญ่ คาสิโนเรามีครบ…” 

“เซ็กซี่เกม66 บาคารา สล็อต คาสิโน เราครบ..”

อ่านแค่นี้หลายคนก็คงคุ้นกันว่าเพลงเหล่านี้มาจากไหน นั่นก็คือ คาสิโนออนไลน์ที่เราสามารถพบและได้ยินโฆษณาเหล่านี้ผ่านเว็บดูหนังออนไลน์(เถื่อน) ต่าง ๆ หรือ ยูทูป แถมยังติดหูพวกเราคนฟังซะไม่มี เหมือนกับทวิตเตอร์ท่านหนึ่งที่กล่าวว่า 

“เว็บหนังเถื่อนเดี๋ยวนี้ต้องผ่านด่านโฆษณา4ด่าน หินมาก ร้องท่อนแรกของเพลงเว็บพนันได้เยอะแล้ว เอสเอเกมหกหก เอสเอเกม หกโห้ก เว็บพนันรุ่นใหญ่ ต่อด้วยเซ็กซี่เกมหกโห้กกก เซ็กซี่เก๊มมม หกโหกกก มาเก๊า มาเก๊า มาเก๊า แปดแปดแปด โว้ยยยย ติดหูชิบหาย จะได้ดูมั้ยหนัง” 

@yousaid_yes, 20 สิงหา 2562

แต่ผู้ฟังอย่างเรา ๆ รู้หรือไม่ว่าไม่ใช่เพียงแค่เพลงจากโฆษณาที่ดังเท่านั้น ตัวคาสิโนเองก็มีผู้ที่รู้จักและนักพนันอยู่จำนวนมาก ทั้งที่ในสถานการณ์ปัจจุบันเศรษฐกิจในเมืองไทยนั้นกำลังชะลอตัว และประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมเรื่องการพนันมากมาย

เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังหดตัวลงอย่างชัดเจน พ่อค้าแม่ขายหลายคนถึงกับต้องบ่นอุบว่าขายของไม่ได้ ข้าวของก็แพง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคชิ้นน้อยใหญ่ที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ ซื้อของกินของใช้หนึ่งวันในกรุงเทพฯ เงินห้าร้อยก็แทบจะเอาไม่อยู่ รวมไปถึงกฎหมายและการควบคุมจากภาครัฐที่เหมือนจะเข้มงวด แต่ผู้เล่นคาสิโนออนไลน์หน้าใหม่กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จำนวนนักพนันในประเทศไทยมีอยู่จำนวนมากอยู่แล้ว

อ้างอิงจาก สำนักข่าว INN วันที่ 7 ตุลาคม 2562 ได้รายงานว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ ภาคีเครือข่าย ตรวจสอบและได้พบว่าคนไทยมีการติดการพนันเป็นจำนวนมากขึ้น โดยอ้างอิงตัวเลขทางสถิติตามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานว่า ปี2562 คนไทยเล่นการพนันร้อยละ 57 หรือ 30.42 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของประชากรภายในประเทศ นักพนันเพิ่มขึ้นถึง 1.49 ล้านคนเมื่อนำตัวเลขไปเปรียบเทียบกับปี 2560 นอกจากนี้ยังพบอีกว่า คนไทยเคยเล่นการพนันออนไลน์กว่าร้อยละ 7.4 หรือ 3.19 ล้านคน 

ส่วนใหญ่นักพนันเป็นเด็กวัยรุ่น เจ้าของดินแดนแห่งโลกออนไลน์ 

กลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มหลักที่ใช้เวลากับการท่องอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยในหนึ่งวันระบุว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาที โดยมีช่วงอายุที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุด คือ 15 – 24 ปี ถึงร้อยละ 76.8 เลยทีเดียว ซึ่งสอดรับกับคาสิโนหลากหลายเจ้าที่เล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตในโลกอินเทอร์เน็ต เหล่าคาสิโนทำการสื่อสารการตลาดผ่านเว็บไซต์ที่กลุ่มวัยรุ่นเข้าถึงเป็นประจำ เช่น เว็บไซต์ดูภาพยนตร์ ยูทูป ทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค และ เว็บไซต์อื่น ๆ โดยใช้เพลงฮิปฮอปที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในหมู่วัยรุ่น ทำให้ชื่อแบรนด์จดจำได้ง่าย แบนเนอร์ที่ติดอยู่ตามเว็บไซต์ จนเกิดกระแสที่กล่าวถึงโฆษณาคาสิโนอยู่บนโลกออนไลน์และการพูดกันปากต่อปาก

การทำการตลาดที่ดึงนักพนันหน้าใหม่เข้ามาได้ง่าย และทำให้คนอยากเล่นอีก 

กลยุทธ์ทางการตลาดของคาสิโนออนไลน์นั้นน่าสนใจ แม้ว่าจะไม่ได้รับการยอมรับในทางกฎหมาย แต่ก็มีผู้เล่นจำนวนมาก เนื่องจากการสมัครเองก็เข้าใช้ง่าย สามารถเข้าถึงได้จากหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเล่นพนันได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการเล่น มีเงินเท่าไหร่ก็สามารถเล่นได้ ไม่เสียค่าสมัครสมาชิก รองรับการเติมเงินออนไลน์ผ่านทรูวอลเล็ต (เฉพาะของ SAGame1688) จึงทำให้กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นที่ชื่นชอบความสะดวกสบายและความง่ายอยู่แล้วชื่นชอบคาสิโนออนไลน์

กิจกรรมและเกมพนันมีหลากหลายแบบ ทำให้ลูกค้าหรือนักพนันทั้งหน้าใหม่และเก่ามีตัวเลือกในการเล่นเยอะกว่าการพนันทั่วไป มีศูนย์การเรียนรู้ที่สอนเรื่องเทคนิค กติกา สอนให้นักพนันหน้าใหม่หัดเล่นเกมใดเกมหนึ่งที่เหมาะสำหรับพวกเขาเหล่านั้นก่อน ทำความเข้าใจกับกติกาการเล่น และได้รับผลตอบแทนกลับไปเมื่อเข้าร่วมการเล่น และจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น บัตรส่วนลด ค่าคอมมิชชั่น และการแลกรางวัล สำหรับนักพนันหน้าใหม่

โฆษณาแบนเนอร์บนเว็บไซต์ดูหนังออนไลน์

ทำไมยังฮอตขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่คนมีเงินน้อยลง

อัตรานักพนันหน้าใหม่ที่สมัครคาสิโนออนไลน์เพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน จนน่าแปลกใจแต่ทว่า จริง ๆ แล้วการพนันที่อยู่ในออนไลน์ก็ไม่ได้ต่างจากการพนันที่พบเห็นได้ทั่วไปนัก ด้วยความสะดวกในการเข้าถึงจึงทำให้การพนันออนไลน์นั้นเริ่มมีตัวเลขผู้เล่นสูงขึ้นอยู่เรื่อย ๆ และเศรษฐกิจเช่นนี้ ที่ทำให้ข้าวของเครื่องใช้แพงขึ้น ค่าใช้จ่ายที่สวนทางกับรายได้เงินเดือนทำให้ประชาชนคนทั้งหลายต้องหาทางหาเงินเพิ่ม การพนันจึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี ลงทุนน้อยแต่ได้มาก (ถึงแม้จะขึ้นอยู่กับดวงและโปรแกรมที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ในโปรแกรมคาสิโนออนไลน์ก็ตาม) ไม่ต้องออกแรงเยอะ ผู้เล่นก็สามารถได้รับผลตอบแทนกลับมา ซ้ำยังได้รับการโปรโมตจนคนติดหูร้องเพลงที่ไหนใครก็รู้ว่าคืออะไร ถึงแม้การเล่นพนันไม่ว่าจะออนไลน์หรือไม่จะไม่ใช่เรื่องที่ดีในระยะยาวก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับเลยจริง ๆ ว่า คาสิโนออนไลน์เหล่านี้ทำการสื่อสารได้น่าสนใจเหมือนกัน

เพลง

SAGame66 : www.youtube.com/watch?v=27P2PqN7nWE
SAGame1688 : www.youtube.com/watch?v=-ZIxmcNT1lg
Macau 888 : www.youtube.com/watch?v=1vYPDPrZlGU
UFA191 : www.youtube.com/watch?v=fy6TiXOfm4w

อ้างอิง

http://www.club-holidaypalace.com/http://www.pattern25.com//เคล็ดลับทำตลาดคาสิโนออนไลน์ในเมืองไทย
http://www.southsidela.net/tag/การตลาด-seo-กลุ่มพนัน/
http://www.bambooselect.us/ทำไมตลาด-casino-online-จึงเติบโตอย่/
hilight.kapook.com/view/194588
mgronline.com/qol/detail/962000002151
thaipublica.org/2019/02/gamble-lottery-study-report2
moneyhub.in.th/article/การพนันช่วยให้รวย/

ธัญญารัตน์ วิรัตน์โยธิน 5945064928

จิ๊กโก๋เรียกพี่ กะหรี่เรียกป๋า พระยังลาสิกขามาใส่ทรูลี่ – Truly BKK แบรนด์สตรีทที่ช่างจะเวรี่ไทยซะเหลือเกิน

แบรนด์สตรีทมาแรงแซงทางโค้งแบบ200กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ทำโดยคนจริง เพื่อคนจริง ใส่ได้จริง และใส่สบาย(จริงๆนะ) ผลลัพธ์ทางความคิดที่แสนภูมิใจของ “แอ๊ะ ชาติฉกาจ ไวกวี” ดีกรี 1 ใน 35 ช่างภาพที่น่าสนใจที่สุดของโลก อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้กำกับภาพยนตร์ ครีเอทีฟมือดี  ผู้ประมูลรูปพระพุทธรูปอุลตร้าแมน ดูดกัญชาลงเฟส และเคยไปนอนเล่นที่คุกมาแล้ว

รู้จักกันรึยัง Truly Bangkok

กรรมกร – คนจร – คนจริง เป็นพรีเซ็นเตอร์

ภาพหนุ่มน้อยผมทองดูดน้ำอัดลมที่ถือด้วยนิ้วกลางอย่างดิบๆนี้เป็นมาสเตอร์พีซของชาติฉกาจ ภาพนี้ถูกจัดแสดงในหลายพิพิธภัณฑ์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ก่อนที่จะมาเป็นลายเสื้อในรุ่นแรกๆของ Truly BKK ที่เจ้าของแบรนด์บอกว่าไม่ได้เป็นแบรนด์แฟชั่น แต่เป็น Conceptual art หรือจะเรียกได้ว่าเป็นผลลัพธ์ทางความคิดของแอ๊ะเสียมากกว่า แบรนด์จึงไม่ได้ผูกขาดกับสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ ทรูลี่ขายตั้งแต่ภาพถ่ายที่แถมรองเท้า แถมไฟแช็ค แถมถุงย่าม แถมหมวก แถมถุงเท้า ขายเป้ ขายเสื้อ(ณเดชก็ซื้อใส่) ขายหมวกกันน๊อค ขายอะไรก็ตามที่อยากขาย

สินค้าเกือบทุกอย่างของทรูลี่จะมีพรีเซ็นเตอร์เป็นคนจร กรรมกร พี่น้องคนใช้แรงงานอยู่อย่างเสมอๆ คนเหล่านี้ไม่ได้ใส่สินค้าจริง หากแต่ทุกครั้งเมื่อถ่ายเสร็จ เขาจะมอบสินค้าของทรูลี่ให้ไปใส่ได้แบบฟรีๆ ชาติฉกาจเชื่อว่าบุคคลเหล่านี้คูลเอาเสียมากๆ เขาศรัทธาและยกย่องพวกเขาที่สามารถอยู่รอดได้จากต้นทุนชีวิตแค่อย่างเดียวคือลมหายใจ

เราเลยเจอคำว่า true มันคือความนอบน้อมถ่อมตนเวลาที่เรามีคุณศัพท์  –ly มันจะดูน่ารักขึ้นแต่ในความน่ารักมันรุนแรงอยู่นะในไทยมันแปลว่าอย่างแท้จริงแต่ในภาษาอังกฤษถ้าอิงกับศาสนาพุทธมันแปลว่า “สัจธรรม” ก็เลยรู้สึกว่าคำนี้มันรุนแรงจริงๆ ทรูลี่มันพ้องเสียงกับคำว่า “ธุลี” ซึ่งแปลว่าตอนจบของชีวิตของสรรพสิ่งคือฝุ่นผงมันคือนิพพานของผมสุดท้ายชีวิตมนุษย์มันแค่ผงธุลีเราเลยคิดว่ามันซ้อนๆๆ กันมันกลายเป็นงานศิลปะกลายเป็นConceptual ไปแล้ว

เพราะแบรนด์ดุจัด คนซื้อห้ามติ๋ม

ทรูลี่ไม่มีทาร์เก็ต จะขายใครก็ได้ที่อยากซื้อ ทรูลี่เป็นของใครก็ได้ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทรูลี่ขายตั้งแต่หม่อมเจ้า เซลล์แมน ยาม คนแก่อายุ 60 คนเอ็กซ์ๆ คนน่ารัก ศิลปินระดับชาติ ใครก็ได้ที่ไม่ติ๋ม เพราะแบรนด์ประกาศกร้าวว่าpositionดุมาก ไม่มีการประณีประนอมในการทำแบบเป็นกลางทั้งสิ้น มันต้องไปให้สุดทาง คนชอบก็มี คนไม่ชอบก็มี ทรูลี่จะแคร์แต่คนที่ชอบเท่านั้น

ลงคอนเท้นต์ตอนเที่ยงคืน ตีสาม แหกทุกกฎของมาร์เก็ตติ้ง

การทดลองสมมติฐานว่าจะปฏิเสธทุกกฎของโลกโฆษณาของชาติฉกาจ ทั้งห้ามโพสต์อะไรยาวๆ ต้องโพสต์ในเวลานั้นๆเท่านั้น แต่ชาติฉกาจกำลังล้อเล่นกับโลกออนไลน์อย่างสนุกสนาน เพราะเขาโพสต์คอนเท้นต์ตอนเที่ยงคืน เขียนเรื่องไม่จริง โพสต์ยาวประมาณสองหน้ากระดาษ คอนเท้นต์ขายสินค้าแต่เล่าประวัติของแบบยาวกว่าขายของ คอนเท้นต์ปลูกจิตสำนึกให้กลับไปดูแลพ่อแม่ หรือแม้แต่แจกกัญชาให้กับลูกเพจที่เขียนคอมเม้นต์ได้ถูกใจมากที่สุด ชาติฉกาจได้ลองและพบว่า คนที่นิยมชมชอบในทุกๆอย่างของการเป็นทรูลี่ก็มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

ชาติฉกาจที่กำลังสูบบุหรี่โดยที่ใส่เสื้อ TRULY รุ่นสกรีนลายรูปถ่ายเมื่อตอนตัวเขาเองติดคุก

BANGCOCK โปรเจคต์ใหม่จากสังคมเดิมๆ ขยี้กำลังสอง

TRULY = สัจธรรม ความเป็นจริง การถ่ายทอดความเป็นจริงอย่างที่สุดของสังคมไทยจะนำมาเพื่อการพัฒนาที่ดีอย่างที่สุด ความเชื่อนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านคอลเล็คชั่นใหม่ได้อย่างเจ็บแสบเช่นเคย โดย Bangcock กำลังจะแสดงถึงสังคมปากว่าตาขยิบ อาบอบนวดที่ติดป้ายข้างหน้าว่าห้ามค้าประเวณี บุกทลายแหล่งสินค้าปลอมแต่กลับไม่พบเลยซักชิ้น สังคมที่ฉาบทุกความเหลื่อมล้ำและเสื่อมโทรมด้วยวาทกรรมสวยหรูแบบแจ่มจันทร์นวลผ่อง ทั้งๆที่คนทั้งโลกนั้นรับรู้กันอยู่แล้วและได้ให้ชื่อเล่นกับสยามเมืองยิ้มว่า “BANGCOCK” หรือที่ชาติฉกาจให้สมญานามว่า “เมืองแม่เย็ด”

“ผมเเอบเชื่อว่ารองเท้า SLIP-ON TRULY รุ่น BANGCOCK จะเป็นตำนาน” นี่คือคำประกาศกร้าวในความเชื่อมั่นของแอ๊ะ

ตั้งแต่ทรูลี่ยังเพิ่งเริ่มเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ในปี 2017 จนดำเนินมาถึง 2019 ผ่านมาสามปี แบรนด์เท่ๆแบรนด์นี้ยอดไลค์ในเพจเฟสบุ๊คไต่ขึ้นไปถึงหนึ่งแสนไลค์ และยังคงเส้นคงวากับความมันส์ในการลงคอนเท้นต์ทั้งเพจโพสต์และโปรดักซ์ซึ่งเรียกได้ว่าระดับคุณภาพและคิดมาดีแล้ว อารมณ์มันส์ทุกเม็ด เจตนาเดิมของชาติฉกาจในการทำแบรนด์นั้นแสนจะชัดเจนและยังคุกกรุ่นไม่หายไปไหนจากตัวสินค้าและหน้าเพจทรูลี่ โดยหน่ออุดมกาณ์นั้นค่อยๆเติบโตไปพร้อมๆกับเหล่าสาวกเก่าและสาวกเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างฉุดไม่อยู่เอาซะแล้ว

“เพราะความ BANGCOCK ของเเต่ละคนต่างกัน เเต่มีประสบการณ์ใน​”เมืองเย็ดเเม่” เเห่งนี้ร่วมกันเเน่นอน ลึก เลอะ ร้าย ไม่มีอินสปายจากปีไหนเเบบเเบรนด์อื่น มีเเต่มาจากผลกรรมที่เรารับเเทนผู้ใหญ่ทำกันไว้ “

ชาติฉกาจ ไวกวี 2019

แหล่งอ้างอิง

TRULY
Chardchakaj Waikawee

คุยกับ ชาติฉกาจ ไวกวี ความมันส์สไตล์ TRULY แบรนด์คนจริง ผู้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประนีประนอม

TRULY แบรนด์รองเท้าราคา 3 พัน ที่กล้านำ ‘คนใช้แรงงาน’ มาเป็นพรีเซนเตอร์

เขียนโดย พรรณชลัยย์ สะวิคามิน 5945091828

หรือปัจจุบันนี้คนจะมี Brand Loyalty น้อยลงจริงๆ?

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ brand loyalty

        หากเทียบกับคำนิยามของคำว่า Brand Loyalty ตามตำราเดิมๆ ที่ว่า “ลูกค้าจะซื้อสินค้าจากแบรนด์เดียวภายใน category สินค้าหนึ่งตลอดอายุขัยของเค้า (his/her lifetime)” ก็อาจจะกล่าวได้ว่า Brand Loyalty คงได้ตายไปจากวงการตลาดแล้วจริงๆ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายที่อาจทำให้เปลี่ยนใจไปได้ทุกวัน แต่จากการวิจัยของศาสตราจารย์ Andrew Ehrenberg หนึ่งในผู้นำเรื่อง Marketing Science สรุปไว้ว่า “Brands share customer base.” หรือตัวอย่างที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดเลยก็คือคนที่ชอบดื่มชาไข่มุกก็มักจะชอบทานชาไข่มุกของแทบทุกร้านที่มีคุณภาพและรสชาติพอๆ กัน ไม่ได้ต้องทานของร้านเดียวตลอดไปนั่นเอง

        คำถามคือ “แล้วปัจจุบันเราควรสร้าง Brand Loyalty และจะวัดผลมันได้ยังไง?” ก่อนที่จะตอบคำถามเราลองมาดูตัวอย่างของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จทั้งในต่างประเทศรวมถึงในประเทศไทยเองก็ตามอย่าง “SEPHORA (เซโฟร่า)” ที่เป็นร้านจำหน่ายเครื่องสำอางค์ชั้นนำที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเครื่องสำอางค์เคาน์เตอร์แบรนด์อย่าง LVMH

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ sephora logo

        เมื่อคนส่วนใหญ่ต้องการจะซื้อเครื่องสำอางค์ทั้งที่เจาะจงและไม่เจาะจงแบรนด์ก็มักจะมีเซโฟร่าเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการเข้าไปเดินช้อปเสมอ หากจะพูดให้เห็นภาพความสำเร็จของแบรนด์นี้ก็จะพบว่าแค่ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเซโฟร่าก็สร้างรายได้กว่าปีละ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปแล้ว โดยกลยุทธ์ความสำเร็จของเซโฟร่าสรุปได้หลักๆ 2 ข้อ ดังนี้ 

  • สร้างคาแรกเตอร์ เรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ หรือ Brand Equity โดยเซโฟร่าจะเรียกหน้าร้านว่า Stage พื้นที่อื่นๆ ในร้านเป็น Back Stage เรียกพนักงานว่า Cast member และเรียกเครื่องแบบพนักงานว่า Costume เป็นต้น เนื่องจากเซโฟร่าเชื่อว่าสินค้าภายในร้านจะเป็นตัวจุดประกายให้ผู้บริโภคเฉิดฉายบนเวทีได้
  • Customer Relationship Management (CRM) หรือ การบริหารความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค ที่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้าง Brand Loyalty ให้เกิดในผู้บริโภคได้มากที่สุด โดยเซโฟร่ายึดถือสิ่งนี้ในการบริหารงานให้เกิดความประทับใจในตัวผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์มากที่สุด วิธีการที่เซโฟร่าใช้คือ เซโฟร่าให้ความสำคัญกับระบบสมาชิกมาก เมื่อคุณซื้อสินค้าใดๆ ก็ตามภายในร้าน หากมีความจำเป็นในการเปลี่ยนสินค้าก็ไม่จำเป็นต้องเก็บใบเสร็จไว้และได้รับเงินคืนเต็มจำนวน หรือเมื่อมียอดใช้จ่ายถึงก็ได้รับสิทธิ์เป็นลูกค้า VIB (Very Important Beauty Insider) โดยจะได้รับสิทธิ์แต่งหน้าฟรี และได้เข้าร่วมอีเว้นท์ต่างๆ

        จากตัวอย่างข้างต้นก็อาจจะช่วยตอบคำถามถึงวิธีการสร้าง Brand Loyalty ได้บ้างก็คือ สร้างจุดเด่นของแบรนด์โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ รวมถึงเป็นที่รักของผู้บริโภค และ รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคนั่นเอง ซึ่งการที่เราจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้นั้นจะต้องมีการศึกษาผู้บริโภคซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราให้ชัดเจนว่าเขาเหล่านั้นต้องการอะไรจากสิ่งที่แบรนด์จะเสนอให้ และเราควรจะใช้วิธีสื่อสารอย่างไรให้เข้าถึงเขาเหล่านั้นได้ดีที่สุด (Reviewing the target) 

        นอกจากนี้ยังมีเทคนิคเล็กน้อยในการสร้าง Brand Loyalty ให้มีมากขึ้น ได้แก่ การสร้างความมีส่วนร่วมให้ผู้บริโภค และหมั่นรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง

        สำหรับการวัดว่าผู้บริโภคมี Brand Loyalty กับเรามากแค่ไหนนั้น งานวิจัยของ Ehrenberg พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตของแบรนด์มากที่สุดคือ Penetration หรือสัดส่วนของลูกค้าที่ซื้อแบรนด์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในระยะเวลาที่กำหนด แบรนด์ที่มี Penetration สูงมักมีสัดส่วนลูกค้าที่ loyal กับแบรนด์มากกว่า หรือปัจจุบันเราอาจจะใช้เทคโนโลยี Social Listening มาประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลถึงผลตอบรับที่มีต่อแบรนด์

นางสาวธารกมล หวังตระกูลดี 5945068428


อ้างอิง:

เทคนิคการวัด Brand Loyalty ตามหลัก Marketing Science

6X ROI from PDP Recommendations

13 เรื่องจริง Sephora ร้านความงามอันโด่งดังจากฝรั่งเศส

เซเลปดังหรือจะสู้การ์ตูนดัง

หลายคนอาจเฝ้ารอคืนวันศุกร์ แต่สำหรับชาว Webtoon แล้วนั้นพูดได้เลยว่าหลายคนนั้นเฝ้ารอทุกคืนวันจันทร์แน่ๆ! จากกระแสความดังอย่างฉุดไม่อยู่ของการ์ตูนดังจาก Webtoon ‘ความลับของนางฟ้า’ ที่เรียกได้ว่าแฟนๆติดกันงอมแงมทั่วบ้านทั่วเมืองและดูเหมือนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ที่ตอนนี้มียอดผู้ติดตามอยู่กว่า 1.7 ล้านคน และเป็นที่พูดถึงอยู่มากจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ #ความลับของนางฟ้า แทบทุกสัปดาห์featureimg         สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่าน ทางเราจะมาเกริ่นเรื่องย่อๆให้ฟังก่อนว่าการ์ตูน ‘ความลับของนางฟ้า’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ อิมจูกยอง เด็กสาวหน้าตาบ้านๆสิวเขรอะ ที่ดันแต่งหน้าเก่ง แปลงโฉมตัวเองได้จนสวยขนาดที่ว่าไม่มีใครคิดว่าจะเป็นคนๆเดียวกัน จนใครๆต่างพากันเรียกว่านางฟ้า ซึ่งเธอมีคติว่าจะไม่ยอมให้ใครเห็นหน้าสดของเธอยกเว้นแค่คนในครอบครัว กระทั่งเธอบังเอิญเธอพบกับหนุ่มหน้าหล่อ “ลีซูโฮ” เข้าขณะที่ไม่ได้แต่งหน้าในร้านหนังสือการ์ตูน หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องราวต่างๆขึ้นทำให้ทั้งคู่ชอบกัน แต่ก็ได้บอกความรู้สึกของกันและกันในวันที่สายเกินไปเพราะลีซูโฮต้องไปอยู่ต่างประเทศ ต่อมาอิมจูกยองก็ได้สานสัมพันธ์กับหนุ่มเท่ห์  “ฮันซอจุน” เพื่อนของลีซูโฮ ที่อยู่ข้างๆเธอมาตลอดหลังจากนั้นก็เกิดเรื่องราวต่างๆขึ้น

แต่ประเด็นที่เราจะมาพูดถึงนั้น ไม่ได้จะมาขายของแต่อย่างใด แต่เราจะมาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การใช้พรีเซนเตอร์ในโลกโฆษณาในปัจจุบันที่ตอนนี้มีความหลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่การเริ่มหันมาใช้ศิลปินชายเกาหลีเป็นพรีเซนต์เตอร์เครื่องสำอางค์ผู้หญิง ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีตัวเลือกพรีเซนเตอร์ที่แปลกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว นั่นก็คือการใช้ตัวละครเอกในการ์ตูนดัง ซึ่งฝั่งแบรนด์เสื้อผ้าทางเกาหลีอย่าง MLB ถึงกับเลือก ‘อิมจูกยอง’ นางเอกของเรื่อง และ ‘ฮันซอจุน’ หนึ่งในตัวเลือกคนรักของนางเอกมาเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์! โดยมีทั้งการแอบ tie – in เล็กๆ น้อยๆในเรื่อง ไปจนถึงการเป็นพรีเซนเตอร์โปรโมตบนเว็บไซต์ ซึ่งทางทีมมาร์เกตติ้งของแบรนด์ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เพราะสไตล์การแต่งตัวของทั้งคู่โดยเฉพาะฮันซอจุนนั้นถูกพูดถึงเป็นอย่างมากตั้งแต่การ์ตูนเรื่องนี้เริ่มดัง และมีวัยรุ่นชายเกาหลีหลายคนเริ่มแต่งตัวตาม เรียกได้ว่าเป็นการหาช่องทางให้แบรนด์ได้ดีมากจริงๆ

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์เครื่องสัมอางค์ Lancome ที่ใช้สองคนนี้มาเป็นพรีเซนเตอร์คู่กันตามมาติดๆ เนื่องจากนางเอกเป็นคนที่แต่งหน้าเก่งมาก ซึ่งเป็นไปได้ว่าการเลือกเธอเป็นพรีเซนเตอร์นั้นสามารถสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือได้มากกว่าใช้เซเลปดังๆเสียอีก!

รู้อย่างงี้แล้ว การใช้ตัวละครในการ์ตูนดังถือเป็นกลยุทธิ์ในการทำการตลาดยุคใหม่ที่นักการตลาดไม่ควรมองข้ามเลย เพราะการเลือกใช้การ์ตูนเป้นพรีเซนเตอร์นั้นให้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการการใช้ดาราหรือเซเลปมากนักเลย แถมยังสามารถลดต้นทุนในการทำงานได้อีกด้วย!

________________________________________________

แหล่งอ้างอิง

________________________________________________

เขียนโดย วิวิชชญา วัชระมณีกุล 5945118128

Cannes Lion 2019: งานฝีมือคนไทยทำไมไปไม่ไกลเท่าเดิม?

งาน  Cannes Lions International Festival of Creativity หรือ Cannes Lions 2019 (คานส์ ไล้ออนส์) เดินทางมาถึงปีที่ 66 ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส โดยภายในงานมีการประกวดผลงานโฆษณาจากทั่วโลก และ Session การบรรยายจากคนในวงการการตลาดและโฆษณามากมาย รวมไปถึงการ Networking กับ คนในวงการโฆษณา โดยมีผลงานส่งในปีนี้เข้ามาเกือบ 30,953 ชิ้น

โดยปีนี้มีคนในวงการโฆษณาไทยมาเป็นกรรมการที่ Cannes Lions ถึง 3 คน ได้แก่ อัศวิน พานิชวัฒนา ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ไทยจาก GREYnJ UNITED ที่ตัดสินในหมวด Entertainment ทัพกรรมการไทยยังมี สุรชัย พุฒิกุลางกูร จาก Illusion ในหมวด Outdoor และ โรจนะ ฉั่วสกุล จาก Storyteller ดูแลหมวด Design

คานส์ ไลออนส์

โดยมากกว่าการเป็นงานประกวดผลงาน ประกาศรางวัล หรือ Awards ทั่วๆ ไป แต่เป็นการอัพเดต Trend โลกมากกว่า เนื่องจากโลกเปลี่ยนไปทุกวัน และนักโฆษณาก็ควรที่จะปรับตัวตามด้วย นั่นเป็นอีกเหตุผลที่ว่าทำไมงานโฆษณาจากชาวไทยถึงได้รางวัลน้อยลงในเวทีนี้

จุดที่สังเกตเห็นได้ชัดว่างาน Cannes Lion เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คือ Category ในงาน ซึ่งละเอียดยิบย่อยมากกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่า Cannes Lion เป็นมากกว่างานประกวดโฆษณา แต่ไม่ว่าจะเป็นงาน PR หรือการใช้ Data หรือ Innovation ที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็มีสิทธิที่จะได้รางวัลเหมือนกัน

เมื่อ Subcategory เปลี่ยนแปลงไป วงการก็ต้องเปลี่ยนตาม เมื่อก่อนอาจจะเป็นแค่ TVC แค่เกิดการเปลี่ยนแค่คอนเทนต์ข้างใน แต่ตอนนี้ในเมื่อมีสื่ออื่นๆ มามากมาย จึงทำให้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ของงานโฆษณาในปีนี้อีกเช่นกัน

Image result for cannes categories

จากงาน Cannes Lion 2019 สังเกตเห็นได้ว่าความหมายของคำว่า โฆษณา (Advertising) เปลี่ยนไปเยอะอย่างเห็นได้ชัด เมื่อแต่ก่อน โฆษณาจะเป็นอะไรก็ได้ เน้นความคิดสร้างสรรค์ หรือใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติอะไรบางอย่างของผู้บริโภค เปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ผู้บริโภครับรู้ แต่ในปีนี้กลายคิดเริ่มต้นจากแบรนด์ สร้างแบรนด์ขึ้นมาแล้วค่อยเสนอออกไปให้ผู้บริโภครู้มากกว่าเดิม จึงทำให้ Top 10 งานของปีนี้คือบิ๊กแบรนด์ทั้งหมด เนื่องจากค่อนข้างมี Story ของ Brand และแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น Nike ‘Dream Crazy’

คานส์ ไลออนส์

เป็นเหตุผลที่งานไทยในปีนี้ถูกพูดถึงน้อยลงใน Cannes Lion เนื่องจากงานส่วนใหญ่แม้จะเป็นงานดี เช่นงานดราม่า หรืองานตลกที่ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของวงการโฆษณาไทย เพียงแต่โฆษณาเหล่านั้นไม่ตอบโจทย์เทรนด์โลกนั่นเอง ซึ่งในปีนี้สังเกตเห็นได้ชัดว่างานมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น กล่าวคือเมื่อ 3-5 ปีที่แล้ว ประเด็นโลกที่กำลังพูดถึงอาจจะเป็นสภาวะโลกร้อน, Climate Change แต่ในปีนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ สิทธิพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี ให้ทุกคนได้รักตัวเองก่อนที่จะรักโลก ตัวอย่างเช่น Nike ‘Dream Crazy’, Google ‘Creatability’ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของเทรนด์โฆษณาโลก และสร้างมาตรฐานใหม่ที่ท้าทายให้กับทั้งแบรนด์และเอเจนซี่โฆษณาเองด้วย เนื่องจากลดงาน scam ที่ทำเพื่อล่ารางวัลอย่างเดียวขึ้น แต่เน้นหนักไปกับการสร้าง Brand ด้วยสตอรี่ เรื่องราว และการบอก Brand purpose มากกว่า บวกกับการเลือกสารที่เหมาะ ถูกต้องกับสื่อ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภค และช่วยตอบจุดประสงค์ของแบรนด์มากกว่าทำเพื่อล่ารางวัล

โดยสรุปได้ว่าถ้าครีเอทีฟไทยปรับตัว พูดถึงประเด็นที่โลกกำลังพูดถึงมากขึ้น การมีความคิดสร้างสรรค์อาจจะยังไม่พอ แต่ต้องมีประเด็น มีไอเดียในงาน และใช้เทคโนโลยีให้เป็นด้วย ถึงจะได้กลับมาผงาดในวงการโฆษณาโลกอีกครั้ง

ปัณฑารีย์ 5945083828

การตลาดคนเหงา : เทรนด์มาร์เกตติ้งพิชิตใจคนไทย (เกือบ) ครึ่งประเทศ

“เหงาจัง…”

“เหงาครับ ใครโสด กดหัวใจ เดี๋ยวทักไปนะ”

“เหงาโว้ยยยย!!!”

ไม่ว่าจะเหงาแบบไหน เข้า Social Media ทีไร ก็มีแต่คำว่า “เหงา” เต็มไปหมด

ในยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้คนขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ในความเป็นจริง Social Media กลับเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความ “เหงา”ให้กับคนไปซะแล้ว เพราะ Social Media ได้สร้าง​ความเป็นปัจเจกชน (Individual) ให้เพิ่มมากขึ้น คนส่วนใหญ่จึงมักจะอยู่คนเดียว มีจำนวนคนโสดเพิ่มมากขึ้น แต่งงานกันช้าลง แถมยังหย่าร้างกันมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณคนเหงาทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นวลีเด็ดที่ว่า “I am connected, yet lonely.”

ทั้งนี้ จากสถิติอย่างเป็นทางการของประเทศไทย พบว่า จำนวนคนเหงา มีเท่ากับ 26.57 ล้านคน จาก 66.41 คน (อ้างอิงจากเดือนพฤษภาคม 2562) จึงนับว่าเป็นตลาดที่ขนาดใหญ่เกือบครึ่งของประชากรทั้งประเทศ โดยวัยทำงานครองแชมป์คนขี้เหงาสูงสุด นอกจากนี้ ยังพบว่า เพศทางเลือกนั้นมีแนวโน้มเหงามากถึง 85.7% หรือ 6 ใน 7 คนเลยทีเดียว

รูป1

นอกจากนี้ ปัญหาความเหงา ยังเป็นความกังวลของรัฐบาลในหลายประเทศ ทั่วโลก อย่างเช่น ในอังกฤษ ก็มีการจัดตั้งกระทรวงความเหงา (Ministry of Loneliness) ขึ้นมาเพื่อดูแลคนเหงาในชาติจำนวนทั้งหมด 9 ล้านคน

โดยสาเหตุที่ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับการจัดการความเหงามากขึ้น เป็นเพราะว่า ความเหงาเป็นต้นตอของปัญหาทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และปัญหาสุขภาพจำนวนมาก ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะซึมเศร้า ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มสูงขึ้น 26%

จากสาเหตุทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่น่าสงสัยว่าทำไม “การตลาดคนเหงา (Lonely Market)” จึงเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามอง จนได้รับการจัดอันดับเป็น Marketing Trend แห่งปี 2019 จาก Euromonitor และ Mintel

แต่ปัญหาก็คือ แล้วจะทำอย่างไรให้สื่อสารได้อย่างตรงใจคนเหล่านี้?

ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้พัฒนา กลยุทธ์ “C M M U” มาเป็นแนวทางการสื่อสารอย่าง Insightful กับกลุ่มคนเหงา โดยประกอบด้วย 4 กลยุทธ์ ดังนี้

Lonely-in-the-deep_41

  1. C: Circumstance สร้างบรรยากาศรอบตัว เนื่องจาก กลุ่มคนเหงา มักต้องการคนเข้าใจและไม่อยากรู้สึกว่าอยู่เดียวดาย ดังนั้นผลิตภัณฑ์และบริการ อาทิ ธุรกิจร้านค้า ร้านอาหาร ต้องรู้จักใช้พื้นที่พิเศษสำหรับคนเหงา
  2. M: coMpanion การทำการตลาดควรส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย โดยสร้างรูปแบบการสื่อสารที่เป็นมิตร เป็นเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะทาง Social media
  3. M: forget Me not นักการตลาดต้องไม่ลืมการส่งเสริมการตลาดพิเศษ รองรับกลุ่มคนเหงา เช่น โปรโมชั่นลดราคาพิเศษ สำหรับคนโสด ในวันวาเลนไทน์
  4. U: commUnity แบรนด์ต้องพยายามสร้าง Brand Community ให้ผู้บริโภคพูดคุยกัน

จาก กลยุทธ์ “C M M U” นี้ หนึ่งตัวอย่างของแบรนด์ที่ได้หยิบ Micro tension เรื่องความเหงาของคนรุ่นใหม่มาสื่อสารอย่างประสบความสำเร็จ ก็คือ “โค้ก” ซึ่งสื่อสารโดยเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างคน 2 กลุ่ม 2 วัย ผ่าน Tagline “ยิ่งเปิดใจ ยิ่งใกล้กัน” ในการสร้างปฏิสัมพันธ์และสมานความสัมพันธ์ให้กับวัยรุ่นและคนรอบตัว

รูป 2

นอกจากนี้ ในการสื่อสารกับคนเหงา ยังมีผลการวิจัยทางจิตวิทยาและการตลาดจำนวนมากที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับคนขี้เหงาได้ โดยผู้เขียนได้นำมาสรุปเป็นเคล็ดลับ 3 ข้อ ดังนี้

  • แสดงใบหน้าคนบน Brand Visual: จากการวิจัยที่ปรากฏบน The European Journal of Social Psychology พบว่า คนเหงามักจะเติมช่องว่างที่ตนเองขาด Social connection จากวิธีการต่างๆ รวมไปถึงสิ่งที่พวกเขาซื้อ ดังนั้น พวกเขาจึงเลือกซื้อสินค้าที่มีแพคเกจจิ้ง หรือฉลากที่มีหน้าคนปรากฏอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรูปจริงหรือรูปวาดก็ตาม เพราะหน้าคนจะทำให้รู้สึกถึง Connection มากยิ่งขึ้น
  • นำเสนอประสบการณ์ที่แปลกใหม่: คนเหงามักจะต้องการประสบการณ์ใหม่ๆในชีวิต ดังนั้น นักการตลาดจึงควรนำเสนอประสบการณ์แปลกใหม่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น หากคนเหงาเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการไปเที่ยว ก็ควรยิง Ads เกี่ยวกับ Unseen destination 
  • แสดงถึงความเอาใจใส่: ในเทศกาลต่างๆ เช่น วันวาเลนไทน์ คนเหงาจะมี Negative Self-talk เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากแรงกดดันทางสังคม ดังนั้น แบรนด์จึงควรแสดงถึงความเอาใจใส่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิด Connection กับแบรนด์ในระยะยาว

รูป 3

เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์และเคล็ดลับในการสื่อสารกับคนเหงาแล้ว ด้วยประชากรคนเหงาจำนวนมหาศาล ความเหงาที่กระจายเป็นวงกว้างจะทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจจำนวนมาก โดยธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากตลาด Blue Ocean นี้ ได้แก่

  • ธุรกิจอสังหาฯ และ Co-living Space
  • ธุรกิจสัตว์เลี้ยง เช่น คลินิก โรงแรมที่พักสัตว์เลี้ยง
  • ธุรกิจท่องเที่ยว เช่น ทัวร์อาสา
  • ธุรกิจคอมมูนิตี้ เช่น คาเฟ่ บอร์ดเกมส์ หรือแม้แต่กิจกรรมพบปะไอดอล โดยตัวอย่างที่เห็นชัดๆ คือ บัตรจับมือของ BNK48
  • ธุรกิจดิจิทัล เช่น แอพพลิเคชั่น

ทั้งนี้ ธุรกิจเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการมีปฏิสัมพันธ์ของคนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ปฏิสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ หรือแม้แต่ปฏิสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยง  ซึ่งแน่นอนว่า จะตอบโจทย์คนเหงาอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม “การตลาดคนเหงา (Lonely Market)” ก็ควรถูกจำกัดให้ทำอย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนเหล่านี้โดยตรง โดยยกตัวอย่างจาก “ทินเดอร์” (Tinder) ที่แม้จะเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างมาเพื่อคนเหงา แต่ผู้ใช้งานบางส่วนกลับมองว่า ทินเดอร์นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่ทำลายความมั่นใจของตนเอง เพราะจะถูกตัดสินด้วยภาพลักษณ์ภายนอก   พูดง่ายๆว่า… ถ้าหน้าตาไม่ดี ก็ต้องเหงากันต่อไป!

รูป 4

สุดท้ายแล้ว “การตลาดคนเหงา (Lonely Market)” จึงเป็นรูปแบบการทำการตลาดแบบใหม่ที่น่าสนใจอย่างมากในปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกัน ก็ควรยึดถือจริยธรรมในการสื่อสารเพื่อหลีกเลี่ยงการ กระทบจิตใจคนขี้เหงาเหล่านี้ด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อแบรนด์และสังคมโดยรวม

 

อ้างอิง:

https://www.futurity.org/product-labels-marketing-loneliness-1515892/

https://www.theverge.com/2017/2/3/14499540/facebook-single-status-advertising-ad-targeting-guide

https://positioningmag.com/1217820

https://time.com/5248016/tracey-crouch-uk-loneliness-minister/

https://www.gsb.stanford.edu/insights/baba-shiv-how-loneliness-affects-consumer-behavior

https://www.brandbuffet.in.th/2019/05/cmmu-insight-lonely-in-the-deep/

https://www.huffpost.com/entry/the-pros-and-cons-of-tinder-for-divorcees

ญาณิศา ศมาวรรตกุล 5945034028

 Beacons เครื่องมือที่เราควรรู้จัก

จริงๆแล้ว Beacons ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ใหม่ขนาดนั้นเลย เพราะประเทศไทยเองก็มีการใช้เทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ 2014 โดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป แต่เนื่องจากในยุคสมัยนั้นยังมีข้อจำกัดของอุปกรณ์และอื่นๆ ทำให้เทคโนโลยีนี้ไม่ถูกนิยมนำมาใช้มากนัก

ปัจจุบันเทคโนโลยี Beacons กำลังกลับมาอีกครั้ง จากที่ผู้คนใช้ smartphone ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการที่การตลาดอยู่ในยุค startup that driven by Data นั้นจะช่วยส่งเสริมให้ beacons ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Beacons คืออะไร?
Beacons คือ อุปกรณ์ขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งในสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ๆ หรือสมาร์ตดีไวซ์รุ่นใหม่ๆ นอกจากนั้นจะต้องมี ตัว Beacons เฉพาะ ที่ไม่ได้อยู่ในโทรศัพท์ จะเป็นอุปกรณ์ IoT หรือ Internet of Things ที่ทำงานต่างหาก การทำงานของบีคอนคือรับปล่อยสัญญาณผ่าน Bluetooth พลังงานต่ำ มีระยะส่งสัญญาณสูงไกลสุด 200 เมตร ความสามารถเด่นของบีคอนคือ การให้ข้อมูลตำแหน่งระยะใกล้ที่แม่นยำ

โดยทุกครั้งที่ Beacons ส่งสัญญาณออกมา จะมี Package หรือชุดข้อมูลเล็ก ๆ ถูกส่งออกมาด้วยเสมอ ข้อมูลเหล่านั้น ได้แก่

  • Proximity UUID (string) ข้อมูลชุดตัวอักษรใช้บอกว่า Beacons ตัวนี้ผลิตจากบริษัทใด
  • Major (int) ข้อมูลตัวเลขใช้แทนกลุ่มของ Beacons
  • Minor (int) ข้อมูลตัวเลขใช้ระบุตัว Beacons แต่ละตัว
  • TxPower (int) ข้อมูลตัวเลขค่าความเข้มของสัญญาณที่ Beacons ปล่อยออกมา อยู่ในช่วง -30 ถึง 40 เดซิเบล ค่านี้จะถูกนำไปคำนวณด้วยสมการคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้ระยะความใกล้ระหว่างมือถือกับตัว Beacons

รูปแบบการทำงานของ Beacon โดย Beacon จะปล่อยสัญญาณบลูทูธตลอดเวลา ถ้ามีสมาร์ทโฟนแสกนสัญญาณบลูทูธเจอ สมาร์โฟนก็จะนำ UUID ส่งไปยัง Could เพื่อจะได้ข้อมูลที่ Beacon ต้องการสื่อสารกลับมา

Beacons  มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่

iBeacon รองรับระบบปฏิบัติการ iOS เป็นหลัก

Image result for beacon คือ

Eddystone รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ ระบบปฏิบัติการอื่นๆ ที่สามารถรองรับสัญญาณบลูทูธ 4.0 (Bluetooth Low Energy)Image result for beacon คือ

ความแตกต่างของทั้ง 2 แบบ คือ

  1. iBeacon จะใช้ได้กับ Apple หรือ iOS เท่านั้น
  2. Eddystone สามารถรองรับข้อมูลได้หลากหลายชนิด
    1. Eddystone-URL รูปแบบสัญญาณที่ส่งออกมายังสมาร์โฟนโดยมีชนิดของข้อมูลอยู่ในรูปแบบของ URL
    2. Eddystone-TLM ข้อมูลที่สามารถรับรู้ได้จาก eddystone ได้แก่ พลังงานของแบตเตอรี่ อุณหภูมิของ Beacon จำนวนข้อมูลที่ถูกส่งไปและเวลาตั้งแต่รีบูทเครื่อง
    3. Eddystone-EID รหัสที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อรักษาความปลอดภัย โดยมีการสุ่มใช้ขึ้นมาชั่วคราวในแต่ละเครื่อง
  3. iBeacon สามารถแสกนได้ 2 แบบ
    1. สามารถแสกนได้จากระยะที่กำหนดไว้โดยที่แอพพลิเคชั่นมีการทำงานอยู่
    2. สามารถแสกนได้จากระยะที่กำหนดไว้โดยที่แอพพลิเคชั่นไม่มีการทำงานอยู่
  4. EddyStone สามารถแสกนได้ก็ต่อเมื่อแอพพลิเคชั่นมีการทำงานอยู่เท่านั้น

Beacons สามารถนำมาใช้กับการตลาดได้อย่างไร?
ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งแรกที่เราควรจะมีเพื่อให้ beacons สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การสร้าง Application ของตนเองเพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นตัวแทนพนักงานต้อนรับ โดยการยิงข้อมูลโปรโมชั่น สินค้าใหม่ ส่วนลดพิเศษ และอื่นๆ ไปยังลูกค้าที่เดินผ่านหน้าร้าน นอกจากนี้ยังสามารถทำระบบบัตรคิวและระบบนำทางในอาคารอีกด้วย

เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคการตลาดแบบ startup ซึ่ง Beacons สามารถแสดงประสิทธิภาพได้มาก จึงมีการดัดแปลงให้เป็นสินค้าอื่นๆได้ เช่น ล็อกที่สามารถปลดล็อกจากมือถือ อุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยง คน หรือของหาย และเป็นเครื่องมือตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

ถ้าหากไม่ต้องการหรืองบไม่พอที่จะทำ App ของตนเองและยังต้องลงทุนกับค่าเครื่องส่งสัญญาณแล้วละก็ ปัจจุบัน LINE เองก็มีบริการ LINE Beacon ที่สามารถเช่า hardware และเพียงแค่มี LINE@ เป็นของตัวเองก็สามารถส่งข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้บริโภคได้

รุย จุนเกียรติ 5945112328

แหล่งอ้างอิง

https://searchengineland.com/google-beacons-transform-local-business-225660

https://www.mmthailand.com/ทำความรู้จักกับ-beacon-technology/

https://www.marketingoops.com/news/biz-news/the-mall-beacon-technology/

https://www.tma.or.th/2016/news_detail.php?id=248

https://medium.com/@kittipatdienprapai/beacon-technology-e885a71e14ac

http://startitup.in.th/beacon-internet-of-thing-hardware-startup/

Marketing Automation ผู้ช่วยการทำกาตลาด

marketing-automation-1.jpg

ในปัจจุบัน เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด วิถีชีวิตและพฤติกรรมของผู้บริโภคย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ผู้บริโภคในปัจจุบันมีอิสระและมีทางเลือกในการเสพสื่อที่หลากหลายมาก ซึ่งในด้านการตลาด หากไม่ปรับวิธีการทำการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ก็อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อธุรกิจได้หลายทาง

 อย่างไรก็ตาม การตลาดเองก็มีเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างมากเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในเทคโนโลยีทางการตลาดที่สำคัญในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น “ระบบทางการตลาดอัตโนมัติ” หรือ “Marketing Automation” ที่ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในธุรกิจเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในตลาด E-Commerce ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำ digital marketing ในยุคปัจจุบัน

ก่อนที่ยังไม่มีระบบทางการตลาดอัตโนมัติ การตลาดออนไลน์จำเป็นต้องใช้เวลา เงินทุน และการทำงานเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นในการทำ Email Marketing เราจะต้องส่งอีเมลจำนวนมากไปยังกลุ่มเป้าหมายในรายชื่อที่เรามี โดยที่อีเมลเหล่านั้นจะมีเนื้อหาที่เหมือนๆ กัน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะสนใจหรือตอบกลับอีเมลที่เราส่งไปหรือไม่ และบางครั้งยังอาจสร้างความรำคาญใจแก่ลูกค้าหากสิ่งที่เราส่งไปไม่ตรงกับความสนใจของเขา ยิ่งหากเป็นลูกค้าในยุคปัจจุบันที่มีความสนใจความต้องการ และพฤติกรรมที่หลากหลาย การส่งอีเมลเช่นนี้อาจส่งผลได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือลูกค้าอาจไม่สนใจอีเมลนั้นเลยก็เป็นได้ นอกจากนี้ การทำการตลาดออนไลน์แบบเดิมยังจำเป็นต้องใช้พนักงานในการส่งอีเมลจำนวนมาก ทุกๆ อย่างทำเองกับมือ ซึ่งบางครั้งอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ 

แล้ว “ระบบทางการตลาดอัตโนมัติ” หรือ “Marketing Automation” ที่กล่าวถึงนี้คืออะไร มันจะเข้ามาช่วยการทำการตลาดออนไลน์ของธุรกิจได้อย่างไร?

marketing-automation.jpg

Marketing Automation ก็คือซอฟแวร์ที่จะเข้ามาทำการตลาดออนไลน์แทนมนุษย์ เป็นเหมือนผู้ช่วยของนักการตลาด มันสามารถทำงานอย่างอัตโนมัติ โดยที่เราเพียงแค่ป้อนคำสั่ง หรือ workflow ที่เรากำหนดไว้ให้ระบบดำเนินการ และคอยเข้าไปติดตาม วิเคราะห์และปรับปรุงการทำงานของระบบเป็น ระยะๆ ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรง เงินทุน หรือเวลาไปนั่งเฝ้า คอยตอบอีเมลลูกค้า สามารถนำเวลาที่เหลือไปคิดและพัฒนาด้านอื่นๆ ต่อ

ยกตัวอย่างการทำ Marketing Automation เช่น เมื่อมีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแบรนด์ เลือกชมสินค้า A และได้กรอกข้อมูลและอีเมลเพื่อรับข่าวสารจากแบรนด์ เราสามารถตั้งค่าให้ระบบส่งข้อความต้อนหรับ ขอบคุณ หรือแนะนำสินค้าไปยังอีเมลที่ลูกค้ากรอกไว้โดยอัตโนมัติ และตั้งค่าให้ระบบส่งอีเมลข้อเสนอต่างๆ เกี่ยวกับสินค้า A ให้ลูกค้าคนนั้น 2 วันให้หลัง หากลูกคลิกเข้าไปยังข้อเสนอที่ระบบส่งไป ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะสนใจหรือพร้อมที่จะซื้อสินค้านั้นๆ เราสามารถตั้งให้ระบบแจ้งไปยังฝ่ายขายเพื่อรับช่วงต่อในการติดต่อเข้าไปยังลูกค้า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แบรนด์ควรทำก่อนที่จะตั้งค่าระบบ “marketing automation” คือแบรนด์จะต้องมีการเก็บข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าและทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อที่จะสามารถตั้งค่าโปรแกรมให้ตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละแบบได้ตรงและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าได้แล้ว แบรนด์ก็จะต้องแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มหรือที่เรียกว่า segmentation เพื่อนำกำหนดเป็น workflow ในการทำ marketing automation ให้ระบบทำงานตามที่เรากำหนดไว้โดยอัตโนมัติ

pasted-image-0-1099.png

โดยสรุปแล้ว Marketing Automation เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยทำการตลาดของแบรนด์ให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ประหยัดทั้งเวลาและเงินทุน และยังตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม Marketing Automation นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการเก็บข้อมูลของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการเข้าถึงลูกค้าอย่างอีเมล หรือข้อมูลความสนใจ พฤติกรรมของลูกค้า และการจะทำให้ marketing automation ดีและมีประสิทธิภาพนั้น แบรนด์ควรที่จะวิเคราะห์ ติดตาม และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อที่จะสามารถสร้าง workflow ที่เหมาะสมสำหรับการทำงานของ marketing automation

ปุณยาพร ชาญพินิจพจน์ 5945085028

แหล่งอ้างอิง

https://contentshifu.com/marketing-automation-101/

http://heroleads.co.th/blog/marketing-automation/

https://blog.ourgreenfish.com/marketing-automation-คืออะไร-ช่วยอะไรคุณได้บ้างในการทำ-digital-marketing

https://www.impactbnd.com/blog/marketing-automation

 

TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอที่นักการตลาดไม่ควรมองข้าม

TikTok แอพพลิเคชันแพลตฟอร์มวิดีโอที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ด้วยยอดดาวน์โหลดทั่วโลกกว่า 1 ล้านล้านครั้ง ภายในเวลาเพียง 7 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2018 Tik Tok มีต้นกำเนิดมาจากจีน โดยมีบริษัทแม่ ByteDance คอยหนุนหลังและทุ่มงบโฆษณากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา

TikTok เป็นแอพร้องเพลงลิปซิงค์ มีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ใช้วัยรุ่น (young consumer) ที่ให้ความสนใจอย่างมากกับ mobile video TikTok มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกสนุกกับการร้องเพลงและการแสดงท่าทางสนุกๆ ตามจังหวะดนตรี เช่น ใส่เอฟเฟกต์ตามตำแหน่งใบหน้า ปรับวิดีโอให้ช้าหรือเร็ว และใส่สติกเกอร์ เป็นต้น TikTok มีจุดเด่นในเรื่องของความสนุกและการสร้างสรรค์วิดีโอคอนเท้นที่ตลกแปลกใหม่จากผู้ใช้งาน นอกเหนือจากฟีเจอร์ดังกล่าวแล้ว TikTok ยังมีอีกฟีเจอร์หนึ่งคือ duet ที่ให้ผู้ใช้สามารถนำวิดีโอมารวมกันใน split-screen ฟีเจอร์นี้เป็นการช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้าง meme ขึ้นมาได้ และสร้าง challenge ท้าทายเพื่อนและผู้ติดตามของผู้ใช้งาน

 

ทำไมแบรนด์จึงควรหันมาใช้ TikTok ในการสื่อสารการตลาด

เนื่องจาก TikTok เป็นแอพพลิเคชันที่เปิดตัวมาได้ไม่นาน แบรนด์หลายๆแบรนด์ยังไม่ได้เข้ามาใช้แพลตฟอร์มนี้ในการสื่อสารการตลาด ดังนั้น brand content บนแพลตฟอร์มนี้จะยังคงความสดใหม่อยู่ แต่ด้วยความสดใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีแนวทางกลยุทธ์ที่ชัดเจน ทางแบรนด์ที่ต้องการเข้ามาเล่นแพลตฟอร์มนี้ก็ต้องพร้อมพร้อมเปิดใจและทดลองค้นหากลยุทธ์ในการสื่อสารการตลาดอย่างเหมาะสม

หนึ่งฟังก์ชันของ TikTok ที่ทางแบรนด์สามารถนำไปใช้ คือ การใช้ Hashtag ผ่านทาง Influencer ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มนี้ Hashtag ของทางแบรนด์จะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ได้ เนื่องจากผู้ใช้สามารถเพิ่ม Hashtag ลงบนวิดีโอ ซึ่งเป็นวิธีการบูสท์วิดีโอเหล่านี้ให้ปรากฏบนหน้าฟีดของผู้ใช้รายอื่น เช่น ทางแบรนด์สามารถให้ผู้ใช้ใส่ Hashtag เพื่อรับสินค้าฟรี หรือส่วนลดรางวัลต่างๆของทางแบรนด์

 

ตัวอย่างแบรนด์ที่นำ TikTok มาช่วยทำการสื่อสารการตลาด

Uniqlo ปล่อย Brand campaign ท้าทายผู้ใช้งานแอพ TikTok ให้ร่วมโพสวิดีโอที่พวกเขาใส่เสื้อผ้าในคอลเลคชัน Spring&Summer ของแบรนด์ Uniqlo พร้อมติด Hashtag #UTPlayYourWorld หลังจากโพสวิดีโอแล้ว ผู้ใช้สามารถกดติดตามบัญชีของ Uniqlo บน TikTok เพื่อทราบการแจ้งเตือนของผู้ชนะ  โดยผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้จะได้ถูกรับเลือกให้ปรากฏบน Video Screen ที่ร้านค้า Uniqlo และบัญชี Social media ของ Uniqlo

 

Chipotle Mexican Grill ปล่อยแคมเปญ #GuacDance challenge ในวัน National Avocado Day เพื่อให้ผู้ชื่นชอบเมนู guacamole ของ Chiptole ได้ร่วมสนุกในการโชว์ลีลาการเต้นที่อุทิศให้กับอะโวคาโด โดย GuacDance challenge เริ่มต้นมาจากการปล่อยเพลง Guacamole ที่มีนักดนตรี Dr.Jean เป็นผู้ขับร้อง จนได้รับกระแส Viral บนโลก Social media นอกจากนี้ Chiptole ยังร่วมมือกับ Influencers บน Youtube เพื่อโปรโมทการแข่งขันการเต้นบน TikTok และผลตอบรับก็ดีเกินคาด เมื่อ Chiptole ได้รับวิดีโอจากผู้ใช้งานถึง 250,000 วิดีโอ

 

ด้วยความสดใหม่ เข้าถึงง่าย และมีเอกลักษณ์ของแพลตฟอร์มวิดีโอนี้ TikTok จะกลายเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลังในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นและสร้างความสนุกให้กับตัวแบรนด์ได้มากขึ้น

 

ภัทราภรณ์ ผลพฤกษา 5945103728

แหล่งอ้างอิง

https://www.marketingdive.com/news/how-tiktok-can-help-brands-get-on-christmas-wish-lists/562995/

https://www.mobilemarketer.com/news/uniqlo-launches-tiktoks-1st-multimarket-brand-campaign/557431/

https://www.mobilemarketer.com/news/chipotle-unwraps-guacdance-challenge-on-tiktok-for-avocado-day/559573/

http://brandage.com/article/11021/TikTok

http://www.brandage.com/article/8593/Tik-Tok,-ByteDance-