“มารู้จัก Brand story ที่แตกต่างที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การซื้อของผู้บริโภค”

cover

       ในทุกวันนี้ การสร้าง Brand Story telling ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยส่งผลให้แบรนด์สินค้าประสบความสำเร็จกันอย่างมากมายผ่านการเล่าเรื่องราวของแบรนด์

ทำให้ให้เรามีความโดดเด่นไปจากคู่แข่ง และช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก และอินไปกับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น มากกว่าการให้ข้อมูลแบรนด์แบบทั่วไป และยังสามารถทำให้ธุรกิจก้าวสู่การเป็นดาวเด่นของตลาด

      และนอกจากนี้ การมี Brand Story ยังสามารถจะช่วยให้เกิด Customer Experience คือการทำให้เค้าได้รับประสบการณ์จากการซื้อที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ส่งผลให้ประทับใจในตัวสินค้า เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ


วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักแบรนด์ที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่จะมอบประสบการณ์การซื้อของผู้บริโภคที่แตกต่าง  แบรนด์ที่ทำให้ใครหลายคนตกหลุมรักมาจนถึงปัจจุบัน

MUJI

MujiBirmingham_map_final2-1920x1212

        ที่มาที่ไปของแบรนด์นี้ มาจากการตั้งคำถามว่า ทำไมสินค้าต้องมีแบรนด์ติดหรา โชว์ด้วยโลโก้แพงๆ ทำไมจะมีสินค้าที่ไม่ติดแบรนด์บ้างไม่ได้ มูจิจึงกล้าตัดโลโก้ของตัวเองออกจากผลิตภัณฑ์ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Less is more ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนที่ไม่บ้าแบรนด์แต่อัดเต็มด้วยคุณภาพ แฝงแนวคิดใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายแล้วจะมีความสุข

      โดยMUJI จะมอบประสบการณ์การซื้อให้กับผู้บริโภคในเรื่องของ ความเรียบง่ายที่ไม่ง่าย ทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นที่ผลิด ที่เป็นสินค้าที่เรียบง่ายแต่มากคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นสินค้าที่เป็นวัสดุจากธรรมชาติ และเน้นการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในด้านของร้านค้า ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะของร้านที่แทบไม่ได้ตกแต่งอะไร แต่ก็พิเศษในตัวเองด้วยการจัดวางสินค้าอย่างเป็นระเบียบ ปรับบรรยากาศในร้านให้รู้สึกผ่อนคลายด้วยน้ำมันหอมระเหย และประโลมสายตาด้วยแสงไฟสีนวลที่ช่วยให้ผู้บริโภคเดินชมสินค้าได้อย่างเพลิดเพลิน

FREITAG

67366933_2327132107552605_1816887298649578665_n

       แบรนด์ที่เกิดจาก สองพี่น้อง Freitag ที่มองหากระเป๋าสะพายไว้ส่งของที่ทนทานและกันน้ำและปิ๊งไอเดียเอาผ้าใบคลุมรถบรรทุกที่แล่นผ่านหน้าของพวกเขาทุกวันมาใช้  และออกแบบมาพร้อมกับแนวคิดรักษ์โลก เพราะทุกส่วนประกอบของกระเป๋าถูก Recycle จากสิ่งของเหลือใช้ ตั้งแต่ผ้าที่ใช้ทำกระเป๋าเอามาจากผ้าใบของรถบรรทุก สายสะพายที่ใช้เข็มขัดนิรภัย หรือการเย็บขอบเก็บมุมต่างๆ โดยใช้ยางใน อีกทั้งยังมีใบเดียวในโลกและมั่นใจได้ว่าไม่ซ้ำใครอีกด้วย

        Freitag จะมอบประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือโลก ด้วยการใช้สิ่งของที่เป็นวัสดุที่ทำมาจาก สิ่งของเหลือใช้และอีกทั้งผู้บริโภคยังได้รับความรู้สึกที่แตกต่างไม่เหมือนใครด้วยคอนเซปที่ว่าของแต่ละชิ้นมีเพียงใบเดียวในโลก

TOMS

Untitled-1

         เรื่องราวจากชายหนุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวอเมริกาใต้และไปเรียนโปโลที่อาร์เจนติน่าและได้พบกับเด็กๆ ยากจนที่ต้องวิ่งเล่นและไปโรงเรียนด้วยเท้าเปล่า ทำให้เค้าเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า ที่จะทำธุรกิจซึ่งสามารถแบ่งปันรองเท้าให้กับเด็กๆ ได้เค้าจึกตัดสินใจที่จะทำรองเท้า Alpargata ที่มีดีไซน์ ภายใต้แบรนด์ TOMS พ่วงไปกับคำมั่นสัญญาว่า “รองเท้าทุกคู่ที่คุณซื้อไป เราจะบริจาครองเท้าอีกคู่ให้กับเด็กที่ขาดแคลน” หรือเป็นโมเดลที่เรียกว่า One for One

Ben & Jerry’s

ben-and-jerrys-new-flavors

       ไอศกรีมพรีเมียมสัญชาติอเมริกัน โดยสองเพื่อนรัก เบน แอนด์ เจอร์รีส เริ่มทำธุรกิจร้านไอศกรีมโดยใช้ผลิตภัณฑ์นมจากฟาร์มในท้องถิ่น โดยทำการซื้อขายแบบยั่งยืนในราคาที่เป็นธรรม  มีแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และต้องการช่วยผู้คนในชุมชนของตนเองให้มีความยั่งยืนและให้มีรายได้ที่มั่นคง จึงเลือกใช้วัตถุดิบที่นำมาจากเกษตรกรตัวจริง โดยทำการซื้อขายแบบแฟร์เทรด เพื่อให้เกษตรกรหรือผู้จำหน่ายวัตถุดิบได้มีรายได้ในระดับที่เป็นธรรม และ ยังมอบโอกาสแก่ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยให้มีทักษะในการทำงานและดำรงชีพได้โดยการอบบราวนีเพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของไอศกรีมรส “Chocolate Fudge Brownie” 

     โดยทั้ง TOMS และ Ben & Jerry’s ผู้บริโภคของสินค้าทั้งสองแบรนด์จะได้รับประสบการณ์และความรู้สึกถึงการเป็นผู้ให้ ทำให้ผู้บริโภคเต็มใจที่จะจ่ายเงิน เพราะนอกจากจะได้สินค้าที่ต้องการแล้ว ยังได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นอีกด้วย


ที่มา

https://www.privageapp.com/blog/customer-experience-business

https://today.line.me/th/pc/article/ค้นความลับในความมินิมอล+‘MUJI’+มีพระเจ้าอยู่ในรายละเอียดจริงหรอ-OrZM26

TOMS รองเท้าเปลี่ยนโลกของ Blake Mycoskie

https://thestandard.co/podcast/thesecretsauce53/

MUJI ต้นกำเนิดแบรนด์…ที่ไม่มีแบรนด์

https://www.wongnai.com/articles/get-to-know-ben-and-jerrys


เขียนโดย ธันยธรณ์  แก้วมณี 5945067828

“Nike – Dream Crazy” จุดยืนหยัดของแบรนด์ที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำให้ทุกคนพอใจ

920x920

คว้าไปแล้ว 2 รางวัลกับแคมเปญโฆษณาอันโด่งดังที่สร้างกระแสดราม่า และปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์รวมไปถึงในวงการโฆษณาอย่างแคมเปญ “Nike – Dream Crazy” โดยเอเจนซี่  WIEDEN+KENNEDY PORTLAND จากเวทีประกวดผลงานโฆษณาระดับโลกอย่าง Cannes Lions ประจำปี 2019  ที่แคมเปญดังกล่าวของ Nike ได้คว้ารางวัล Grand Prix ด้วยกัน 2 หมวด ได้แก่ หมวด Outdoor Lions และ Entertainment Lions for Sport 

หลายๆคนอาจจะจำกันได้ถึงกรณีแคมเปญโฆษณาของ Nike ที่มีชื่อว่า Dream Crazy ซึ่งเป็นแคมเปญฉลองครบรอบ 30 ปีแบรนด์ Nike ที่ต้องการนำเสนอเรื่องของ “ความฝัน” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถลงมือทำให้เป็นจริงได้ โดยทาง Nike ได้นำ Colin Kaepernick อดีตควอเตอร์แบ็คดาวรุ่งของทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้นายเนอร์ ผู้เคยมีค่าตัวสูงที่สุด ด้วยสัญญา 6 ปีที่มีมูลค่ามากถึง 126 ล้านเหรียญเข้ามามีส่วนร่วมในโฆษณาตัวนี้ สร้างกระแสดราม่าวิพากษณ์วิจารณ์ครั้งใหญ่ในประวัตศาสตร์โฆษณาเนื่องจาก Colin Kaepernick เป็นอดีตนักอเมริกันฟุตบอลผู้มีกระแสโด่งดังจากการที่เจ้าตัวนั่งคุกเข่าข้างเดียวระหว่างเคารพเพลงชาติสหรัฐก่อนลงแข่ง โดยเป็นการปฏิเสธการยืนเคารพเพลงชาติ เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมจากนโยบายกีดกันคนต่างเชื้อชาติจากรัฐบาลและความขัดแย้งระหว่างชาวอเมริกันและชาวแอฟริกัน ทำให้นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลคนอื่น ๆ เริ่มทำตามจนเป็นกระแสต่อต้านที่ยิ่งใหญ่ในวงการอเมริกันฟุตบอล  

colin-kaepernick-muhammad-ali-legacy-award

แคมเปญนี้กลายเป็น Talk of the town อย่างรวดเร็ว มียอดชมวิดีโอใน YouTube กว่า 13 ล้านครั้งภายใน 4 วันและสร้างปรากฏการณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น บนโลกโซเชี่ยลอย่างการติดแฮชแท็ก #NikeBoycott ใน Twitter กว่า 188.4 ล้านครั้ง ซึ่งเนื้อหาของโพสต์ที่ติดแท็กนี้มีการแสดงการต่อต้าน Nike อย่างรุนแรงและดุเดือด บ้างคนถึงขั้นหยิบรองเท้า Nike มาเผาโชว์  ทั้ง Apex Marketing Group ยังบอกว่า Nike ได้รับความสนใจจากสื่อมากมาย คิดเป็นมูลค่าเงินกว่า 43 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

5b8e7175e5ffd.image

นอกจากนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ยังออกมาตอบโต้ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว แสดงความไม่พอใจและต่อต้านอย่างเห็นได้ชัด

trump.PNG

การทำแคมเปญนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน และกล้าที่จะเสี่ยงของ Nike เพราะในช่วงแรกหลังการปล่อยโฆษณานั้นหุ้นของ Nike ร่วงลงมาถึง 3.2% เลยทีเดียว แต่ทว่าเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เหตุการณ์กลับพลิกผัน ยอดการสั่งซื้อออนไลน์ของ Nike พุ่งขึ้นสูงถึง 31% และเป็นการเติบโตที่เกี่ยวพันโดยตรงกับแคมเปญโฆษณาดังกล่าว เพราะยอดขายเติบโต 4 วันติดต่อกันหลังโฆษณาออกฉาย และราคาหุ้นของ Nike กลับพุ่งสูงขึ้นถึง 5% ทำให้นักวิเคราะห์ต่างกล่าวว่านี่คือ “ความเสี่ยงที่คำนวณไว้แล้ว” ของ Nike

“Believe in something, even if it means sacrificing everything.”

ในตัวโฆษณาดังกล่าวยังได้นำนักกีฬาชั้นนำของโลก อาทิ เลอบรอน เจมส์ นักบาสเกตบอล NBA ระดับตำนาน เซเรนา วิลเลียมส์ อดีตนักเทนนิสสาวมือวางอันดับ 1 ของโลก และเหล่านักฟุตบอลหญิงทีมชาติอเมริกันที่เพิ่งคว้าชัยชนะถ้วย FIFA Women’s World Cup มาร่วมแคมเปญอีกด้วย โดยมีการเฉลยตอนหลังว่าเจ้าของเสียงที่บรรยายเรื่องราวเหล่านั้น คือ Kaepernick พร้อมกับประโยคที่ว่า “Believe in something, even if it means sacrificing everything.” หรือ “เชื่อมั่นในบางสิ่ง แม้อาจจะต้องสละทุกสิ่ง” ซึ่งหากเป็นนักกีฬาคนอื่นที่ไม่ใช่เขา แคมเปญนี้ก็คงจะเป็นแคมเปญทั่ว ๆ ไป ที่แบรนด์ออกมาพูดอะไรให้ดูดี แต่เมื่อเป็นเคเปอร์นิคแคมเปญคำพูดนี้จึงทรงพลังมาก เพราะเขาคือคนที่ยอมสละทุกอย่างในชีวิต เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อว่ามันถูกต้อง 

419c33d6-9fdf-4ef1-8a45-e8890c5acbf1.jpeg

และสำหรับ Nike เองนั้น การทำแคมเปญนี้ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน และกล้าที่จะเสี่ยงอย่างมาก ทว่าในอีกมุมหนึ่ง การแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่ได้ใจผู้คนรุ่นใหม่อีกจำนวนมากเช่นกัน ซึ่ง  Ian Schafer CEO เอเจนซี่โฆษณาที่เคยทำงานกับ Nike มาก่อนได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “Nike น่าจะไม่รู้สึกกังวลกับกระแสต่อต้านหรือการเลิกซื้อสินค้าของ Nike โดยกลุ่มคนเหล่านี้เท่าไหร่นัก เพราะต่อจากนี้ไป ทุกคนที่ใส่รองเท้า Nike จะไม่ใช่แค่นักกีฬาหรือศิลปิน แต่ทุกคนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ในการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา 

Hit the RIGHT Target

การทำแคมเปญโฆษณาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า Nike รู้จักกลุ่มเป้าหมายของตัวเองเป็นอย่างดี  เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าปัจจุบัน กลุ่มคนรุ่นใหม่นั้นมีหัวต่อต้านความไม่เท่าเทียมทางเชื้อชาติอยู่แล้ว อีกทั้ง Gino Fisanotti รองประธานของ Nike ในอเมริกาเหนือยังออกมากล่าวว่า “เราต้องการเน้นย้ำความหมายและนำเสนอแท็กไลน์ Just Do It ของเรา สู่นักกีฬารุ่นใหม่”

NIKE เชื่อว่าแคมเปญนี้จะสร้างยอดขายมากกว่าขาดทุน เพราะ 2 ใน 3 ของลูกค้าของ NIKE มีอายุน้อยกว่า 35 ปี และเป็นกลุ่มหลากหลายทางเชื้อชาติ 

พอแคมเปญนี้ออกมาก็แน่นอนว่า งานนี้ Nike เลยได้ใจกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ รวมทั้งคนหลากหลายเชื้อชาติที่คิดว่าตนเองไม่ได้ความเป็นธรรมในสังคม และแน่นอนยังได้ใจคนที่ไม่เห็นด้วยกับโดนัลด์ ทรัมป์อีกด้วย

Allen Adamson ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกลยุทธ์แบรนด์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และผู้ร่วมก่อตั้ง Metaforce.co ได้ให้ความเห็นว่า Nike รู้ดีว่าเขาไม่สามารถดึงดูดทุกคนได้ หรือกล่าวง่ายๆคือไม่สามารถสื่อสารแบบแมสๆ ให้เข้าถึงทุกคน มิเช่นนั้นสารที่ต้องการสื่อจะไม่ชัดเจน พวกเขาจึงเลือกที่จะสร้างจุดยืนในแบบตัวเอง เป็นการตลาดที่สุดโต่ง เพราะไม่สามารถที่จะทำให้ทุกคนมีความสุขได้ตลอดเวลา ซึ่งในระยะหลังก็มีแบรนด์ต่างๆออกมามีส่วนร่วมกับประเด็นปัญหาทางสังคมมากมาย บ้างก็สร้างความพึงพอใจ บ้างก็เกินความเหมาะสมจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากการนำเสนอมุมมองเหล่านี้เป็นประเด็นที่อ่อนไหวและละเอียดอ่อน นักการตลาดต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่อย่างไรก็ตาม เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า If You Don’t Stand for Something, You’ll Fall for Anything ถ้าคุณไม่ยืนหยัดเพื่ออะไรสักอย่าง คุณก็จะไม่มีตัวตนในทุกๆ อย่าง ขณะเดียวกัน ถ้าคุณอยากเป็นไปซะทุกอย่างคุณก็จะไม่ได้เป็นอะไรเลยสักอย่างเลยเช่นกัน … หรืออาจจะถึงเวลาแล้วลที่นักการตลาดยุคนี้ต้องกล้าลุกขึ้นมาสร้าง Storydoing หรือสร้างเรื่องราวพร้อมลงมือทำจริง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสังคมให้เหมาะสมตาม Brand Identity และวิสัยทัศน์ของตนเอง แต่รับรู้ไว้เลยว่าเส้นทางนี้ไม่ง่ายแน่นอน

 

แหล่งอ้างอิง

แคมเปญโฆษณา Colin Kaepernick จาก Nike คว้ารางวัลโฆษณายอดเยี่ยมบนเวที Creative Arts Emmy

Nike Boycott เผารองเท้าจนหุ้นร่วง แต่ยอดสั่งซื้อออนไลน์พุ่งกระฉูด 31% และ 3 ประเด็นที่นักการตลาดเรียนรู้จากเรื่องนี้

ทางเลือกของแบรนด์ในกระแสเห็นต่าง : เมื่อ Nike ตัดสินใจเลือกข้างเพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่

สิ่งที่นักการตลาดต้องเรียนรู้จากดราม่าโฆษณา Nike

โดย ประณิศา  รัตนจิตร์ 5945082128

Brand Purpose ที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

 “วันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนคนหนึ่งมีอยู่สองวัน

วันแรกคือวันที่เขาเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

ส่วนวันที่สอง คือวันที่เขารู้ว่า เขาเกิดมาเพื่ออะไร”

ข้อความข้างต้นเป็นคำกล่าวของ Mark Twain นักเขียนระดับตำนานชาวอเมริกัน ที่พูดถึงความสำคัญของการค้นพบความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ (Purpose) ความจริงแล้วการให้เหตุผลในการที่จะทำอะไรสักอย่าง ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของผู้คนเท่านั้น ในการทำธุรกิจหรือการสร้างแบรนด์ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเราต้องการที่จะสร้างแบรนด์นั้นขึ้นมาเพื่ออะไร หรือการมี “Brand Purpose” นั่นเอง

Brand Purpose คือ เหตุผลของการมีอยู่ของแบรนด์ ๆ หนึ่ง ที่บอกให้ทราบว่า

แบรนด์นั้นมีอยู่เพื่ออะไร เพื่อใคร ช่วยแก้ปัญหาหรือสร้างคุณค่าให้ใครได้บ้าง

Brand Purpose นั้นสำคัญไฉน?

Brand purpose ไม่เพียงแต่ช่วยบอกผู้บริโภคว่าแบรนด์มีอยู่เพื่ออะไร แต่ยังเป็นเหมือนเข็มทิศที่ชี้แนวทางในการทำงานให้กับแบรนด์ ว่าจะไปในทิศทางไหนหรือไปไกลขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่นเฟสบุ๊คที่มี Brand purposeคือ “Bring the world closer together” หรือ การทำให้โลก “ใกล้กัน”

IMG_8537.JPG

ภายใต้ Brand purpose นี้ ทำให้เฟสบุ๊คสามารถที่จะมีสินค้าและบริการได้หลากหลาย ที่ช่วย “Bring the world closer” เช่น Facebook Messenger ที่ช่วยให้ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถพูดคุยกันได้ทุกที่ทุกเวลา, Facebook Page ให้ผู้บริโภคได้ติดตาม ได้ใกล้ชิดกับบุคคลหรือแบรนด์ที่ชื่นชอบ, Facebook Group ที่เป็นเหมือนสถานที่ที่พาคนที่สนใจสิ่งเดียวกันให้มาอยู่ใกล้กัน, Facebook Ads การเป็นพื้นที่โฆษณา ทำให้แบรนด์และกลุ่มเป้าหมายได้มาเจอกัน หรือแม้กระทั่งการขยายไปสู่ Platform อื่น ๆ อย่างเช่น Instagram ที่เป็นโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถติดตาม อัปเดตชีวิตของเพื่อน ๆ ผ่านภาพและวิดีโออย่างใกล้ชิด เป็นไปตาม Brand purpose ที่ต้องการที่จะ “Bring the world closer together” ของเฟสบุ๊ค

IMG_8542

จะเห็นได้ว่า การที่ เฟสบุ๊คเลือกวาง Brand purpose เช่นนี้ ทำให้ Facebook สามารถเป็นได้มากกว่าโซเชียลมีเดีย การวาง Brand purpose ที่ดีนอกจากจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงสิ่งที่แบรนด์จะให้แล้ว ยังช่วยให้แบรนด์ไปได้ไกลมากขึ้น คือช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจและช่วยลดโอกาสการถูก disrupt จากการผูกแบรนด์ไว้กับการเป็นสินค้าหรือบริการเพียงอย่างเดียว

ลองคิดดูว่าหากเฟสบุ๊ควางตัวเองไว้ว่าเป็นเพียงแค่โซเชียลมีเดียช่องทางหนึ่ง ในอนาคตก็อาจจะถูกโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีกว่า เข้ามาแข่งขันและทำลายเฟสบุ๊คก็เป็นได้ เหมือนกับโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับความนิยมและเสื่อมความนิยมไปในที่สุด

Brand Purpose…ตั้งอย่างไร ให้ได้ใจผู้บริโภค 4.0

ในยุค Digital Disruption มีสินค้าและบริการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย อีกทั้งผู้บริโภคก็สามารถเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงสินค้าบริการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น การจะทำให้ผู้บริโภคคิดถึงแบรนด์เป็นอับดับแรก ๆ นั้น แบรนด์จะต้อง “Being useful” คือ แบรนด์ที่สร้างประโยชน์ ทำให้ชีวิตของผู้บริโภคดีขึ้น และสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภคได้

ดังนั้น ​Brand purpose ที่ดีจึงควรจะต้องโฟกัสที่ผู้บริโภค ต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคมีปัญหา หรือ pain point อะไร แล้วดูว่าแบรนด์สามารถเสนออะไรที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้บ้าง

นอกจากนั้น Brand purpose ยังควรจะต้องมีความยืดหยุ่น เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ความต้องการของผู้บริโภคก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น Brand purpose ที่ดีจึงต้องมีความยืดหยุ่นด้วย

ตัวอย่างเช่น

GoogleIMG_8541 2กูเกิลมี Brand purpose คือ “To organize the world’s information and make it universally accessible and useful.” นั่นคือ กูเกิลมองว่าตนเองเป็นแบรนด์ที่จะช่วยจัดการข้อมูลของโลกและทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

IMG_8538.PNG

Picture1จาก Brand purpose นี้ ทำให้ทุกวันนี้มีสินค้าและการบริการต่าง ๆ มากมายของกูเกิลที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราและช่วยทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น เช่น บริการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์, บริการแปลภาษา, ค้นหาเส้นทาง, ปฏิทิน, บริการให้สร้างเว็บบล็อก, อีเมล, การจัดการงานเอกสารต่าง ๆ , ระบบปฏิบัติการ, ความบันเทิง, เครื่องมือด้านการตลาด และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

 

 

แม้ว่าการเริ่มต้นธุรกิจของกูเกิลจะเริ่มมากจากการเป็นSearch Engineที่ให้บริการค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ แต่การที่กูเกิลเลือกวาง Brand purpose โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ ไม่ผูกตัวเองอยู่กับการเป็น search engineเพียงอย่างเดียว ทำให้กูเกิลสามารถพัฒนาและขยายบริการได้มากมายที่สามารถตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเช่นทุกวันนี้

.

Grab

แกร๊บเป็นแบรนด์เทคโนโลยีสัญชาติสิงคโปร์ ที่ให้บริการเรียกรถ, แท็กซี่, วินมอเตอร์ไซค์, ส่งพัสดุ และสั่งอาหาร ผ่านทางแอปพลิเคชันบนมือถือ ซึ่งให้บริการในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

IMG_8539.PNG

แกร็บเริ่มต้นมาจากคำถามที่ว่า “ทำไมเราถึงไม่มีวิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่าการโบกรถ?” และ “ถ้าหากเราสามารถทำให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นล่ะ?” ธุรกิจแรกของแกร๊บจึงเป็นแอพลิเคชั่นที่ใช้เรียกรถ แต่แกร๊บก็ไม่ได้ยึดติดตัวเองในการเป็นแค่แอพลิเคชั่นสำหรับเรียกรถเพียงอย่างเดียว

แกร๊บมี Brand purpose คือ “Forward Together” คือต้องการเป็นแบรนด์ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคมีความสะดวกสบายขึ้นในทุกเรื่อง ในชีวิตประจำวัน

 

IMG_8540

 

การตั้ง Brand Purpose ของแกร๊บที่ไม่ยึดติดอยู่กับแค่บริการใดบริการหนึ่งนี้ ทำให้ทุกวันนี้แกร๊บสามารถขยายบริการได้มากมายเช่น การเดินทาง, ส่งของ, สั่งอาหาร, สั่งจองสินค้า ไปจนถึงการเป็นตัวกลางในการช่วยแก้ปัญหาทางสังคมอื่น ๆ เช่น การสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ โดยการเปิดโอกาสให้คนได้ทำงานเป็น Grabwin ขับรถรับส่ง หรือแม้แต่คนที่ไม่มีรถก็สามารถมีรายได้ได้ จากบริการ Grab walk เดินส่งอาหาร ที่แกร๊บเพิ่งเริ่มเปิดให้บริการในปีนี้

 

 

การมี Brand purpose ที่มุ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค ทำให้แกร๊บสามารถพัฒนาต่อยอดบริการต่าง ๆ ได้มากมาย และยังสามารถพัฒนาต่อไปในอนาคตได้อีก ในทางกลับกันถ้าหากว่าแกร๊บเลือกที่จะผูกแบรนด์ไว้กับแค่บริการรับส่ง ก็คงไม่สามารถขยายธุรกิจได้มากมายเช่นนี้ และนอกจากนั้น วันหนึ่งก็อาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และคงไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่เข้ามาในตลาดมากขึ้น พร้อม ๆ กับการที่มีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่พร้อมจะเข้ามาเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสต่อแบรนด์ในยุค Digital Disruption เช่นทุกวันนี้

การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

การมี Brand purpose ที่มีความยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เป็นประโยชน์กับแบรนด์ทั้งในแง่ของการเป็นกรอบแนวทางในการสร้าง, การสื่อสารและส่งมอบคุณค่าให้กับผู้บริโภค รวมถึงช่วยเพิ่มโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ป้องกันแบรนด์จากการถูก disrupt จากการผูกแบรนด์ไว้กับแค่สินค้าและบริการใดบริการหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เราคงคุ้นเคยกันดีกับคำกล่าวที่ว่า “การกระทำ สำคัญกว่าคำพูด” โดยเฉพาะในยุคที่ ผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารมากมาย อีกทั้งยังเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตลอดเวลา ทำให้ทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เชื่ออะไรง่าย ๆ อีกต่อไป ดังนั้น แม้ว่าแบรนด์จะมีจุดยืนที่ดีเพียงใด หากการกระทำของแบรนด์ไม่ได้สอดคล้องไปกับแนวทางนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์

ดังนั้นนอกจากต้องมี Brand purposeที่ดีแล้ว ยังจำเป็นที่จะต้องสร้างและสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นด้วย

แหล่งอ้างอิง

สรุป 6 สิ่งเกี่ยวกับ Brand Purpose ที่นักการตลาดและนักโฆษณาควรรู้ จากงาน Cannes Lions Insider 2019

“สร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้วย Brand Purpose” ทอล์คดีๆ จากผู้บริหาร Ogilvy ประเทศไทย

อยากให้แบรนด์เด่น..ดัง..ปัง… เค้าทำได้อย่างไรกัน ต้องมาลองดูวิธีนี้สักนิด

บริการของ Google มีอะไรน่าสนใจบ้าง

Grab

 

พรปวีณ์ เรืองจรัส 5945090128

Bonchon : Chic-ken Restaurant

“บางครั้ง เราก็ไม่รู้นะ. ว่าการได้มาทานอาหารร้านที่เก็บเซอร์วิสชาร์จมากกว่า 15% กับกระเป๋าตังค์หาย เราควรเลือกสิ่งใด.”

– ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ท่านหนึ่ง

“การที่บอนชอนเก็บ vat + service charge 17% ก็ไม่ได้แปลว่าก-ูจะไม่เสียเงินไปอีก คือไปกินทุกครั้งก็บ่นว่าเก็บห่-าไรเยอะแยะแต่ก็เดินเข้าไปแ-ดก”

–   ผู้ใช้งานทวิตเตอร์อีกท่านหนึ่ง

 

ขอแค่มีการพูดถึงร้านอาหารที่เก็บทั้ง service charge ทั้ง vat อีกจนเยอะแบบงง ๆ ในโซเชียล ชื่อร้านที่ผุดเข้ามาในหัวชาวไทยเรา ๆ กันครึ่งต่อครึ่งคงหนีไม่พ้นร้านบอนชอน เห็น 10% กับ 7% ที่เพิ่มมาตรงท้ายบิลทีไรก็ต้องบ่นกันทุกที (อย่างเช่นทวิตข้างต้น) แต่ถึงอย่างนั้น จำนวนลูกค้าที่เข้าร้านบอนชอนและรอคิวกันในแต่ละวัน รวมถึงจำนวนพี่ ๆ เดลิเวอรี่ที่จอดรอกันหน้าร้าน Bonchon Express กลับสวนทางกันกับความไม่พอใจที่คนส่วนมากมีร่วมกันได้อย่างน่าประหลาด

ถ้าอย่างนั้น อะไรเป็นสาเหตุที่ร้านไก่เกาหลีเจ้าดังนี้ยังคงเป็นร้านยอดนิยมในหมู่ผู้บริโภค ทั้ง ๆ ที่เก็บเงินเพิ่มกันอย่างขูดรีดขูดเนื้อขนาดนี้?

hero

การเดินทางของบอนชอน : จากเกาหลี สู่อเมริกา และมาประเทศไทย

ร้านบอนชอน เปิดขึ้นครั้งแรกที่ปูซาน เกาหลีใต้ ในปี 2545 แต่ความนิยมในประเทศบ้านเกิดนั้นนับว่าไม่ได้โดดเด่นไปกว่าร้านไก่ทอดเกาหลีเจ้าอื่น ๆ เท่าไร ชื่อเสียงของบอนชอนเริ่มขึ้นหลังจากการเปิดสาขาที่อเมริกาในปี 2549 ก่อนจะขยายสาขาเข้าสู่ประเทศไทยในปี 2554 ผ่านบริษัท มาชิสโสะ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งโดย คุณธัญญา ศรีพัฒนาสกุล (ลี่) และ คุณพรพิมล วงศ์ศิริกุล (พอลลี่) ซึ่งรู้จักร้านบอนชอนตอนเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และมองเห็นโอกาสของร้านนี้ในการนำแฟรนไชส์มาเปิดที่ประเทศไทย

ในตลาดอาหาร QSR (Quick Service Restaurant) ที่ประเทศไทยในขณะนั้น กลุ่มธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงที่สุดคือตลาดไก่ทอด ไม่ว่าจะด้วยร้านฟาสต์ฟู้ดเจ้ายักษ์ที่มีสาขาทั่วโลกอย่าง KFC ไปจนถึงร้านไก่ทอดทั่วไปที่เจอได้ทุกเส้นถนนในประเทศไทย ทั้งในช่วงปี 2554 นั้น ยังเป็นช่วงที่กระแสเกาหลีฟีเวอร์เริ่มกระจายไปทั่วประเทศไทย ทำให้ร้านอาหารเกาหลีเริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่ในตลาดอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

 

Screen Shot 2562-10-20 at 16.42.26

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากสถิติยอดขายและกำไรของร้านข้างต้นแล้ว อาจเรียกได้ว่า ปัญหาที่กล่าวมา ไม่นับเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของบอนชอนเลยแต่อย่างใด

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะ Positioning ของบอนชอนไม่เหมือนไก่ที่ไหน ด้วยการเป็นร้าน International Brunch แบบ Modern Korean ทั้งยังแตกต่างจากร้านอาหารเกาหลีร้านอื่น ๆ  ด้วยการขายความเกาหลีแบบโมเดิร์น มีความเป็น International ด้วยเมนูอาหารที่มีการฟิวชั่นกับอาหารแบบฝรั่ง เช่น นอกจากไก่ทอดและซุปกิมจิแบบเกาหลีแล้ว ก็มีสลัดกับเฟรนช์ฟรายส์ด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับจุดเริ่มต้นความโด่งดังของร้าน ที่มีจุดกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกา

นอกจากจุดยืนทางการตลาดที่แตกต่างไปจากร้านอื่น ๆ และรสชาติไก่กรอบ ๆ แบบเกาหลีที่ถูกปากผู้บริโภคแล้ว บอนชอนยังประสบความสำเร็จจากปัจจัยความเป็นไก่ชิค ๆ แบบบอนชอนอีก 4 ประการเช่นกัน

 

1.ไก่ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภค

กลุ่มเป้าหมายหลักของบอนชอนนั้น ถูกเซ็ทมาตั้งแต่ร้านดั้งเดิมว่าเป็นกลุ่ม Millennials ที่มีฐานะปานกลางไปจนถึงดี (Middle Class to Upper-Middle Class) และต้องการ Authentic Expereince ในการรับประทานอาหารที่ร้านแบบ Unchain Chain ดังนั้น แฟรนไชส์ที่ทำร้านออกมาเหมือนกันเสียทุกกระเบียดนิ้วและมีแต่เมนูอาหารแบบเดิม ๆ จึงไม่ใช่ร้านโปรดของพวกเขา เนื่องจากในการจ่ายออกไปหนึ่งครั้ง พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่รสชาติอาหารที่ถูกปาก แต่ยังต้องการประสบการณ์ในการบริโภคที่น่าเชื่อถือและไม่จำเจอีกด้วย

บอนชอนทำในจุดนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการเป็นแบรนด์ที่มีการยืดหยุ่นสำหรับแฟรนไชส์แต่ละที่ ร้านบอนชอนในแต่ละประเทศจะมีเอกลักษณ์ของร้านที่แตกต่างกัน ปรับให้เข้ากันกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละประเทศ เช่น ร้านบอนชอนที่อเมริกา จะถูกออกแบบมาในลักษณะกึ่งบาร์ ให้สามารถทานไก่คู่ไปกับเบียร์ได้ ขณะที่ร้านบอนชอนในประเทศไทย จะเป็นร้านอาหารแบบนั่งสบาย ตกแต่งโมเดิร์นสวยงาม มักตั้งอยู่ในห้าง เพื่อให้เป็นสถานที่ที่เพื่อนและครอบครัวสามารถมาทานข้าวด้วยกันได้ ทั้งยังมีการปรับเมนูให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคของชาวไทยที่จะทานข้าวคู่กับไก่ ด้วยการเพิ่มข้าวเหนียวเข้าไปในเซ็ทไก่ด้วย ในขณะที่เซ็ทต้นตำรับนั้นจะมีเพียงไก่และโคลวสลอว์เท่านั้น

 

Bonchon_DSC_0059
ร้านบอนชอนที่อเมริกา ภาพจาก http://www.roidesign.com

 

2.ไก่ที่จับต้องได้

กลยุทธ์ในการตั้งราคาของบอนชอน เป็นการตั้งราคาแบบ Competition Price คือ ราคามีความใกล้เคียงกับร้านไก่คู่แข่งด้วยกัน (เมนูละประมาณ 100 บาทตั้งต้น) เป็นราคาที่กลุ่มเป้าหมายสามารถจะจ่ายได้ และพร้อมที่จะจ่ายเพื่ออาหาร ประสบการณ์ และความพึงพอใจที่จะได้รับจากการบริโภค

 

3.ไก่ที่อยู่ถูกที่และไปถูกทาง

กลยุทธ์ในการเลือกที่ตั้งร้านของบอนชอนนั้น เป็นการตั้งร้านแบบกระจายจากใจกลางเมืองออกสู่นอกเมือง และเน้นตั้งร้านในจุดที่กลุ่มเป้าหมายจะไป โดยสาขาแรกที่เปิดนั้นเป็นสาขาที่ทองหล่อ ซึ่งเป็นจุดรวมของกลุ่มเป้าหมายคนเมืองที่มีกำลังซื้อสูง และมีโอกาสที่จะแชร์ภาพลงบนโซเชียลมีเดีย ทำให้มีโอกาสที่ผู้บริโภคคนอื่นจะเห็นและทำให้กลายเป็นที่พูดถึงได้ ก่อนจะกระจายออกสู่จุดต่าง ๆ ในกรุงเทพ เช่น เซ็นทรัลอีสวิลล์ เอ็มควอเทียร์ ไอคอนสยาม เทอมินอล 21 

ปัจจุบันบอนชอนมีทั้งสิ้น 40 สาขาทั่วประเทศไทย รวมถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และที่จังหวัดนครราชสีมากับพัทยาอีกด้วย

นอกจากที่ตั้งที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายแล้ว บอนชอนยังปรับตัวไปกับเทรนด์การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเป็นเจ้าแรก ๆ ที่มีการร่วมมือกันกับบริษัทขนส่งเจ้าใหญ่ๆอย่าง Grab, Lineman, Foodpanda ทั้งยังมีร้านแบบ Bonchon Express ที่เปิดแยกเพิ่มออกมา โดยยังคงเป็นบริเวณใจกลางเมือง แต่ไม่ได้ตั้งอยู่ในห้าง และเน้นทำอาหารแบบเดลิเวอรี่ เป็นจุดที่ให้บริษัทขนส่งเหล่านี้มารับอาหารไป ทำให้ผู้บริโภคที่ไม่ชอบรอคิวที่ร้านนานๆและอยากรอรับอาหารที่บ้านสามารถมีตัวเลือกเพิ่มเติมได้ ทั้งยังทำให้การบริการของร้านอาหารในห้องไม่ต้องสะดุดให้กับการเตรียมอาหารเพื่อส่งเดลิเวอรี่ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคต้องรอนานได้

 

4.ไก่ที่สื่อสารอย่างเข้าใจความคิดของผู้บริโภค

การสื่อสารของบอนชอน เน้นการสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นหลักและมักเปิดรับข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยบอนชอนจะอัปเดตแบรนด์และทำให้แบรนด์ดูเฟรชอยู่เสมอด้วย Event และ Promotion ที่น่าสนใจ สื่อสารกับผู้บริโภคด้วย Content ที่มาจาก Insight ตรงใจผู้บริโภค และเข้ากับเทศกาลหรือกระแสในช่วงนั้น รวมถึงมี Content ที่ทำให้เกิด Engagement ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคออกมาอยู่เรื่อย ๆ  ทำให้บอนชอนเป็นร้านไก่ทอดที่แปลกใหม่และอยู่ในของผู้บริโภคเสมอ ทั้งยังมีการใช้ Influencer ที่มีความคล้ายคลึงกันกับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ดี มีลักษณะความเป็น Community ของผู้บริโภคที่มีความเหมือนกัน ซึ่งการเลือกใช้ Influencer ที่ดูดีสำหรับกลุ่มเป้าหมาย จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่า การบริโภคบอนชอน จะทำให้ตนมีภาพลักษณ์ที่ดูดีเช่นเดียวกัน

 

 

ลักษณะโปรโมชั่นของบอนชอนนั้น จะไม่ใช่โปรโมชั่นที่เน้นการลดแลกแจกแถม เนื่องจากแบรนด์เล็งเห็นว่า การลดราคาบ่อย ๆ จะทำให้มูลค่าของสินค้าลดลง และผู้บริโภคจะรอซื้อแค่ช่วงที่มีโปรโมชั่นเท่านั้น ดังนั้น เมื่อพูดถึงโปรโมชั่นของบอนชอน จึงจะมาในลักษณะของการลุ้นรับ Gift Voucher ผ่าน Challenge ต่างๆที่แบรนด์จัดขึ้น หรือการ Collab กับแบรนด์อื่นๆ เพื่อสร้างเมนูพิเศษสำหรับช่วงหนึ่ง ๆ เสียมากกว่า

 

 

ตัวอย่างเช่นกิจกรรม #BonchonChicBBQ นั้น ทางบอนชอนให้ผู้ร่วมกิจกรรมถ่ายภาพขณะทาซอส Chic BBQ แล้วโพสตฺลงเฟซบุ๊คหรืออินสตราแกรมของผู้ใช้งาน เพื่อลุ้นรีบ Gift Voucher มูลค่า 500 บาทเพื่อใช้ทานในร้านบอนชอน กิจกรรมนี้ช่วยให้ได้ฟรีมีเดียจากการโพสต์ภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคน ทั้งยังขายจุดเด่นของเมนูใหม่ที่ต้องทาซอสลงบนไก่ก่อนรับประทานไปด้วยในตัวจากการบังคับท่าโพสของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งยังได้ยอดขายจากการที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมาซื้อเมนูใหม่นี้ทานเพื่อถ่ายภาพ ทั้งรางวัลของผู้ชนะนั้น ยังทำให้ได้ผู้บริโภคที่กลับมาทานที่ร้านซ้ำอีกครั้งด้วย

นอกจากนี้ กิจกรรมนี้ยังเป็นกิจกรรมที่ตรงกับลักษณะของความเป็น Consumer 4.0 ของเป้าหมาย คือเป็น Digital Natives ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคและการตัดสินใจซื้อล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับช่องทางออนไลน์ และมี Community ของตนเองเป็นอิทธิพลหลักในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า การโพสภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะทำให้เพื่อนในวงสังคมออนไลน์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้จักเมนูใหม่ของบอนชอน ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากรู้อยากลองได้ เนื่องจากเห็นภาพของคนในวงสังคมที่ได้ไปลองเมนูใหม่นี้มาแล้ว สอดคล้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับแบรนด์บอนชอน ว่า กว่าร้อยละ 58 ของผู้บริโภคบอนชอนนั้น รู้จักมาจากเพื่อน/คนรู้จักทั้งสิ้น

 

สรุปได้ว่า ความเป็นไก่ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภค จับต้องได้ อยู่อย่างถูกที่ถูกทาง และสื่อสารอย่างเข้าใจความคิดของผู้บริโภคนี้ ช่วยให้บอนชอนเป็นร้านไก่ที่ประสบความสำเร็จในตลาดปัจจุบัน ซึ่งคุณสมบัติความเป็นไก่ทั้ง 4 ข้อนี้ ก็คือ Marketing Mix พื้นฐานทั้ง 4 ข้อ : Product, Price, Place, Promotion นั่นเอง

 

นวลจันทร์ แซ่หลิม 5945074128


อ้างอิง :

Forbes : Fast-Growing Korean Fried Chicken Chain Bonchon Is Gaining On KFC

BillionMindset : เรียนรู้ 3 เทคนิคสำคัญ ทำให้ “ไก่ทอดบอนชอน” สร้างยอดขายปีละ 1,100 ล้าน

AmericanAcademy : ไขสูตรลับธุรกิจดัง บอนชอน ขายไก่ยังไงให้ได้ 1000 ล้าน!

BrandBuffet : บทเรียนธุรกิจ 5 ปี ‘บอนชอน’ ลูกค้าไม่บริโภคแบรนด์ แต่บริโภค “คุณภาพ”

เกตุวดี สมบูรณ์ทวี ฐานีย์ บุญประดิษฐ์ และวรรณมาศ ใจหนัก : ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเชื่อมั่นในตราสินค้าบอนชอนของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร

SMEThailandClub : เพราะอะไร BonChon Chicken ถึงจับใจลูกค้าได้อยู่หมัด

Krungsri : เผยเคล็ดลับความสำเร็จธุรกิจแฟรนไชส์สไตล์เกาหลีกับสองสาวคนเก่งแห่ง Bonchon Chicken

Tweet from @KomsakAddams

Tweet from @thenesdaeqirlx

Landing page ‘หน้าพิเศษ’ ของ Online Marketing

landing-page-optimization-1024x536

Landing Page คืออะไร?

“Landing Page” คือ หน้าแรกที่จะปรากฏหลังจากคุณคลิกโฆษณามาจากแคมเปญการตลาดออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาบน Google, Facebook, YouTube หรือช่องทางอื่นๆ  โดยหน้านี้มักจะแสดงข้อความที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมจากโฆษณา โปรโมชั่น หรือแบบฟอร์มให้คนกรอกข้อมูลส่วนตัว เพื่อที่จะเปลี่ยนจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายมาเป็นลูกค้าของแบรนด์

Landing Page ในมิติของการตลาดออนไลน์นั้น เป็นเสมือนเว็บไซต์หน้าพิเศษ ที่ถูกสร้างแยกออกมาจากหน้าหลักและหน้าทั่วไปของเว็บไซต์ โดยหน้า Landing page นี้มีหน้าที่เป็นเหมือนพนักงานขาย ที่ต้องเก่งที่สุด ที่รับลูกค้ามากที่สุด เนื่องจากเขาต้องรับลูกค้ามากที่สุด เขาจึงต้องเก่งที่สุด เขาต้องเก่งในการโน้มน้าว เชิญชวนให้ลูกค้าปิดการขาย กรอกข้อมูล หรือว่าติดต่อแบรนด์ของเรามา โดยเร็วที่สุด

Capture

ประโยชน์ของหน้า Landing page

เหมาะสำหรับการนำเสนอโปรโมชั่นและขายสินค้าโดยตรง ทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างแคมเปญ

ด้วยความที่ว่า Landing Page ไม่ได้รวมอยู่กับหน้าหลักอื่นๆ ทั้งยังสามารถสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือโอกาสพิเศษใดก็ได้ตามต้องการ ดังนั้น จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้สำหรับส่งเสริมแคมเปญของแบรนด์ นำเสนอโปรโมชั่น นำเสนอสินค้า หรือใช้สำหรับเก็บข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย ในรูปแบบของแบบฟอร์มสั้นต่างๆ รวมถึงนำเสนอเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างโดยเฉพาะ โดยที่ไม่ต้องปะปนอยู่กับหน้าอื่นๆ  นั่นเอง

เพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว

หากว่าเราสร้างหน้า Landing มาเพื่อมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ หรือนำเสนอขายสินค้าแล้วล่ะก็ โอกาสในการปิดการขาย หรือกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายทำในบางสิ่งบางอย่างที่เรากำหนดไว้ ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ยิ่งขึ้น  ด้วยเพราะในหน้านี้ เราสามารถออกแบบปุ่ม Call to action ได้หลากหลาย ทั้งการระบุข้อความเชิญชวนอย่าง “สั่งซื้อ”  “สมัครเลย” หรือ “รับโปรโมชั่น”  รวมไปถึงการออกแบบให้น่าสนใจ เช่น การกำหนดขนาดตัวอักษร และการเลือกใช้สีสันที่ชวนสะดุดตา ซึ่งเมื่อกลุ่มเป้าหมายได้เข้ามาอ่านข้อมูลที่กระชับโดนใจ ประกอบกับเห็นปุ่มดังกล่าวได้อย่างชัดเจน  การตัดสินใจจึงเป็นไปได้ง่าย และเกิดการกระทำได้อย่างทันที

สามารถนำ Traffic ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดได้

กลุ่มเป้าหมายสามารถมายังหน้า Landing ของเราได้ทั้งจากการคลิกโฆษณา ผ่าน Banner หรือ Google Display Network ที่เราได้ไปติดตั้งไว้ รวมถึงการคลิกเข้ามาโดยตรงจากการพบในหน้าการค้นหาด้วย ซึ่ง Traffic ที่เกิดขึ้นนี้ สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอด และสร้างแนวทางที่เป็นประโยชน์ให้กับแบรนด์ได้

ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลทางประชากรศาสตร์ มาวิเคราะห์เพื่อดีไซน์โปรโมชั่น การนำเสนอสินค้า หรือสร้างแคมเปญให้เหมาะสมและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น  รวมไปถึงนำมาพัฒนาการนำเสนอ content  ให้ตอบโจทย์และน่าสนใจในครั้งต่อไป อีกทั้งยังส่งกลับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับข้อมูลจากแบรนด์ได้ เป็นต้น

สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการได้โดยเฉพาะ

หน้า Landing เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้โดยตรง เนื่องจากว่าเป็นหน้าพิเศษ ที่ไม่ได้ปรากฏให้เห็นในรูปแบบธรรมดาเหมือนกับหน้าทั่วไป  จึงสามารถเลือกที่จะนำเสนอบางสิ่งบางอย่างให้กับกลุ่มเป้าหมายใดกลุ่มเป้าหมายหนึ่งได้เฉพาะ  ซึ่งสร้างความสะดวก และถือเป็นการเชื่อมความต้องการของทั้งสองฝ่ายให้มาพบกันได้เป็นอย่างดี

เราจะเห็นได้ว่า Landing page เป็นหน้าพิเศษ ที่จะช่วยทำให้การตลาดออนไลน์ประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างมาก การออกแบบ Landing page ให้มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญมากเช่นกัน

8 เทคนิคการออกแบบ Landing page ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

Landing-Page-Anatomy

  1. นำ Navigation ออก
    เพื่อให้ผู้เข้าชมอยู่ในหน้าLandingในระยะเวลานาน ๆ คุณควรจะนำลิงก์ที่ทำให้ไปสู่หน้าต่าง ๆ ออกให้หมด และเราต้องการให้ผู้เข้าชมดูหน้านี้อย่างละเอียด เพราะหากมี Navigation ในหน้านี้จะทำให้ผู้เข้าชมเกิดความไขว้เขวและไปสู่หน้าอื่น ๆ ได้ง่าย
  2. พาดหัวข้อให้มีความน่าสนใจ
    สำหรับชื่อหัวข้อนั้นควรมีลักษณะดังนี้
  • ชื่อหัวข้อควรน่าสนใจ กระชับ และรัดกุม
  • เมื่ออ่านต้องสามารถรู้ได้ทันทีว่าหากคลิกเข้ามานั้นจะได้ความรู้และประโยชน์อย่างไรต่อผู้เข้าชมบ้าง
  • สามารถแบ่งประเภทของหัวข้อได้ เช่น หากเป็นวิดีโอ ให้ระบุไปว่าวิดีโอด้วย
  • สูตรง่าย ๆ สำหรับการตั้งหัวข้อคือ กริยา + ข้อเสนอพิเศษ + ประโยชน์ของผู้เข้าชม
  1. Sub-headline
    สามารถใช้หัวข้อย่อยในการแบ่งสัดส่วนของเรื่องที่จะสื่อในหน้าLanding หรือเอาไว้อธิบายหัวข้อแบบสั้น ๆ กระชับให้ได้ใจความ
  2. คำอธิบายและประโยชน์ที่จะได้รับ
    ควรทำประมาณ 1 – 3 ประโยค ตรวจสอบเนื้อหาให้แน่ใจว่าผู้ได้รับประโยชน์จากการอ่านในส่วนนี้นั้นเป็นใคร จะได้เขียนหรือเสนอข้อเสนอพิเศษได้อย่างเจาะจง
  3. มีรูปภาพเพื่อดึงดูด
    รูปภาพสามารถอธิบายได้ทุกสิ่ง หากเราใช้รูปภาพได้เหมาะสมกับหน้าและหัวข้อของคุณ และคนจะเสพรูปภาพได้ง่ายกว่าข้อความ
  4. มีแบบฟอร์มให้กรอกข้อมูล
    ฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูลควรให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ นามสกุล อีเมล์ เป็นต้น ไม่ควรขอข้อมูลที่มากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าเยอะไป ไม่อยากกรอก และควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟอร์มอยู่ในครึ่งหน้าแรก เพื่อที่ผู้เข้าชมจะได้ไม่ต้องเลื่อนลงเพื่อหาแบบฟอร์ม
  5. ช่องทาง Social Sharing
    ผู้เข้าชมอาจจะอยากแบ่งปันเรื่องราวที่เกี่ยวกับ Landing pages อาจทำให้เกิด Traffic เข้ามาเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นช่องทาง Social Sharing จึงเป็นอีกช่องทางที่สำคัญ
  6. ส่วนท้ายของหน้า
    การ ออกแบบ Landing pages ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนที่ไม่สำคัญแต่ก็อย่าละเลย ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถทำงานได้สอดคล้องกับหน้านี้ไหม

หากออกแบบเว็บไซต์และ Landing page ให้ถูกกับหลักโครงสร้างและเหมาะสมแล้ว ก็จะสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างความประทับใจให้ผู้เข้าชมได้อีกด้วย

ที่มา

Landing Page คืออะไร? เทคนิคเพิ่มอัตราการซื้อ Conversion Rate

เรียนรู้วิธี ออกแบบ LANDING PAGES ให้เหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ

LANDING PAGE อีกหนึ่งการทำการตลาดออนไลน์ ที่ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับแบรนด์

รุ่งรวิน  บุญสิทธิ์ศิริกุล   5945111728

“SOCIALPRENEURSHIP” เมื่อธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว

431182-637056265390040870-16x9

หากมองย้อนกลับไปในสมัยก่อน การดำเนินธุรกิจหรือการทำการตลาดนั้นเริ่มจากการให้ความสำคัญกับการมุ่งแสวงหาผลกำไรเป็นหลัก (Profit Centric)น้นประสิทธิภาพของการผลิตให้ได้ปริมาณมาก และต่อมาก็หันไปใช้กลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างให้กับตราสินค้า นำเสนอสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจ (Customer Centric) จนมาสู่ยุคที่ธุรกิจต่างๆเริ่มหันมาทำ CSR เพื่อที่จะสื่อสารกับลูกค้าว่าธุรกิจเราเป็นคนดี มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

ในปัจจุบันจากการพัฒนาและความก้าวหน้าของเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคทุนนิยม ได้สร้างความมั่งคั่ง และผลการประกอบการอย่างมหาศาลให้กับผู้ดำเนินกิจการ แต่ในทางกลับกันก็สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงให้กับมนุษย์และโลก ทั้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาธุรกิจที่มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหา และธุรกิจเองก็ต้องปรับเปลี่ยนจากการมุ่งแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นธุรกิจที่ทำไปเพื่อเป้าหมายบางอย่างต่อสังคม (Purpose Centric) 

‘ฟิลิป คอตเลอร์’ (Philip Kotler) ปรมาจารย์ด้านการตลาดที่มีชื่อเสียงของโลก ได้กล่าวบนเวที World Marketing Summit  Asia 2019 ว่า “ความยั่งยืน” คือกระแสที่กำลังมาแรงและจะแรงขึ้นอีกในอนาคต และธุรกิจจะอยู่ยากหากมองแต่เรื่องของรายได้และผลกำไรเท่านั้น เนื่องจาก คนยุค Millennium เป็นกลุ่มกำลังสำคัญในอนาคต และคนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดี คำนึงถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทุกๆ คน ไม่ใช่เพียงเฉพาะผู้ถือหุ้นหรือลูกค้า รวมถึงการมีบทบาทในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจากภายในของแบรนด์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การทำ CSR

SOCIALPRENEURSHIP มาจากคำว่า Social + Entrepreneurship หมายถึงความเป็นผู้ประกอบการที่ใส่ใจสังคม โดยดำเนินธุรกิจด้วยหลัก ไตรกำไรสุทธิ (Triple Bottom Line : 3Ps) คือการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้หวังเพียงแค่ผลกำไร (Profit) แต่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของคน (People) และโลก (Planet) หรืออีกนัยหนึ่งคือการทำธุรกิจที่แบรนด์ได้อะไร สังคมได้อะไร และสิ่งแวดล้อมได้อะไร

peopleplanetprofit

ในปัจจุบันมีหลากหลายแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ Purpose Centric อย่างเช่น  Frietag แบรนด์กระเป๋ารักษ์โลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ทุกส่วนของกระเป๋าทำมาจากวัสดุรีไซเคิลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผ้าใบตัวกระเป๋าที่ผลิตจากผ้าใบคลุมรถบรรทุก สายสะพายผ้าไนลอนที่ได้จากสายเข็มขัดนิรภัยรถยนต์เหลือทิ้ง นอกจากลูกค้าจะได้รับความรู้สึกเท่ห์และความไม่เหมือนใครจากการใช้กระเป๋า ยังได้รับความรู้สึกดีๆที่ว่ากระเป๋าใบนี้ยังช่วยให้โลกนั้นดีขึ้นได้

rhjfgjyuB72DCC9D10A740E292C980698F3CDC02

อีกหนึ่งแบรนด์ที่ Purpose  ของแบรนด์คือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งเรื่องของสังคมและสิ่งแวดล้อม คือ “ดอยตุง DoiTung” แบรนด์ที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม ดำเนินธุรกิจโดยสนับสนุนเพื่อเปลี่ยนเเปลงให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นตลอดมา ตั้งแต่การฟื้นฟูป่าที่แห้งแล้งจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว มาสู่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยชาวบ้านให้ช่วยเหลือตัวเองได้ ส่งเสริมและสร้างอาชีพให้กับคนบนดอย และดำเนินงานภายใต้แนวคิด Circular Economy ขยะเหลือ 0 เช่น การนำเศษวัตถุดิบที่เหลือจากการแปรรูปผลผลิต มาต่อยอดกลายเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าหัตถกรรม สร้างกำไรเพื่อนำมาพัฒนาและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป

DoiTung-coffee10001191_739121152793498_4213263796553520046_o

สุดท้ายการเป็น SOCIALPRENEURSHIP นั้นต้องมาจากการดำเนินการตาม Purpose ของธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่การทำฉาบฉวยเพียงชั่วคราว เพราะในมุมมองของผู้บริโภคเขากำลังมองหาแบรนด์ที่ให้ความสนใจและตระหนักถึงการแก้ไขปัญหา ส่งเสริมให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นจากจิตวิญญาณภายในของแบรนด์ ไม่ใช่แบรนด์เพียงแค่อ้างว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การกระทำอย่างต่อเนื่องในระยะยาวยังส่งผลถึงการสะสมความรู้สึกดี ความรัก ความศรัทธาของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ ทำให้เกิดความภักดีของผู้บริโภคต่อแบรนด์ต่อไปได้ในอนาคต

 

ที่มา

สรุป Marketing trend ยุคต่อไป จากทัศนะปรมาจารย์ด้านการตลาดระดับโลก ‘ฟิลิป คอตเลอร์’

A BETTERMENT MARKETING การตลาดยุคใหม่ ธุรกิจต้องไปต่อ…เพื่อโลกที่ดีกว่าเดิม

https://m.mgronline.com/smes/detail/9610000064613

https://today.line.me/TH/article/ajVrL2?utm_source=ttshare


เขียนโดย : สุภิญา ศรีฟ้า 5945137028

Forever21ยังล้ม อวสานร้านค้าปลีก?

UPDATE_Forever-21-ยื่นล้มละลาย-เตรียมปิดสาขา-350-แห่งทั่วโลก.jpg

ข่าวช็อตวงการแฟชั่น เมื่อหนึ่งในร้านเสื้อผ้าฟาสแฟชั่นเบอร์ต้นอย่าง Forever21 หมดหนทางจนต้องยื่นล้มละลายตามมาตรา 11 ของกฎหมายสหรัฐอเมริกา เตรียมตัวยุติการทำธุรกิจใน 40 ประเทศทั่วโลก หวังปรับโครงสร้าง และกลับมาสู้อีกครั้งด้วยการตลาดโฉมใหม่

“นี่ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญและจำเป็นเพื่อเป็นหลักประกันว่าธุรกิจจะสามารถกลับมาดำเนินได้อีกในอนาคตภายหลังจากปรับโครงสร้างใหม่ เราหวังว่าจะสามารถกลับไปทำสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดได้” ลินดา จาง รองประธาน Forever 21 กล่าว

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าเราทุกคนต่างมอง Forever21 เป็นแบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่นยอดนิยมครองใจวัยรุ่นที่ต้องการใส่เสื้อผ้าที่ทันสมัยหรือเหมือนดาราดังในราคาจับต้องได้ ซึ่งแน่นอนว่าการยื่นล้มละลายนี้กลายเป็นกระแสระดับโลก ไม่ใช่แค่ในวงการแฟชั่น แต่แวดวงธุรกิจอื่นๆก็ต่างพากันช็อคไปตามๆกัน

หรือนี่……..อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ‘อวสานร้านค้าปลีก’ ????

UPDATE_Forever-21-ยื่นล้มละลาย-เตรียมปิดสาขา-350-แห่งทั่วโลก2.jpg

ธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์าแรง เช่น แฟชั่น โนวา (Fashion Nova)  เอซอส (Asos)  มิสไกดิด (Missguided) และ ลูลูซ (Lulus ) ต่างเติบโตและได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด แต่แบรนด์แฟชั่นที่มีหน้าร้านกลับเผชิญภาวะขาลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจาก Forever21 ในช่วง 4 ที่ผ่านมาแบรนด์เสื้อผ้าแบบฟาสต์แฟชั่นเจ้าใหญ่จากประเทศสวีเดนอย่าง H&M ก็ประสบกับปัญหาทางธุรกิจเช่นกันจากกำไรที่ลงลดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงานวิจัยของ คอร์ไซต์ รีเสิร์ช (Coresight Research) พบว่าร้านค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาได้ทำการปิดตัวลงมากถึง 8,200 ร้านในปี 2562 นี้ และยังคาดว่าจะมีร้านค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาปิดตัวลงอีกรวมทั้งสิ้งเป็น 12,000 แห่งในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งร้านค้าปลีกที่ได้ทำการปิดกิจการไปแล้ว ได้แก่ ร้านสรรพสินค้า J. P. Penney และร้านเสื้อผ้า Gap, Victoria’s Secret และ Abercrombie & Fitch เป็นต้น

แต่แล้วทำไมกัน แบรนด์ระดับโลกเหล่านี้จึงเดินมาถึงจุดวิกฤตขนาดขั้นล้มเลิกกิจการได้ ?

ecommerce-FB.png

‘พฤติกรรมของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไป’ คำตอบคลาสสิกที่สำหรับธุรกิจทุกวันนี้ที่ทุกคนคงฟังจนเบื่อ

เมื่อเทคโนโลยี e-commerce สามารถสนองความต้องการในเรื่องของความสะดวกสบายในยุคเร่งรีบนี้ได้ ผู้คนก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้ความสำคัญกับการเสียเวลาเดินช้อปปิ้งเท่าแค่ก่อนอีกต่อไป ส่งผลให้ร้านค้าต่าง ๆ ต้องแบกรับค่าเช่าพื้นที่จำนวนมหาศาล และหนี้สินก้อนใหญ่ ในขณะที่รายได้และกำไรจากการขายหน้าร้านลดลงเรื่อยๆ ซึ่งด้วยยอดขายที่ต่ำอย่างต่อเนื่องในทุกๆปีเช่นนี้ จึงเป็นทีทคาดหมายกันมานานแล้วว่า ธุรกิจร้านค้าปลีกจะมาถึงจุดจบในอีกไม่นาน

เหมือนเรือไททานิกที่ค่อยๆ จมลงเพราะไปชนกับภูเขาน้ำแข็ง……

ดังนั้น หากแบรนด์ธุรกิจร้านค้าปลีกต่างๆ ไม่ทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา และไม่ปรับตัวเข้ากับกระแสตลาดให้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อให้ธุรกิจใหญ่แค่ไหนก็ใช่ว่าจะอยู่รอด เพราะถ้าปรับตัวไม่ทันก็อาจพัง ไม่ต่างอะไรกับเหล่าแบรนด์ร้านค้าปลีกระดับโลกที่ได้ทำการปิดกิจการลงไป เช่นเดียวกับ Forever21

 

ที่มา

https://mgronline.com/celebonline/detail/9620000095909

‘จากจ๊าบสู่เจ๊ง’ เปิดสาเหตุความล้มเหลว Forever 21

‘จากจ๊าบสู่เจ๊ง’ เปิดสาเหตุความล้มเหลว Forever 21

อวสานของธุรกิจร้านค้าปลีก อะไรคือกลยุทธ์เพื่อการอยู่รอด

 

ภัททิยา เด่นดีวณิช 5945102028

Inbound Marketing การตลาดแบบดึงดูดที่ไม่ควรมองข้าม

487493871.png

Inbound Marketing การ ‘ให้’ ก่อนได้ ‘รับ’ 

การตลาดเพื่อที่ดึงดูด (Pull) ให้ผู้บริโภคเข้ามาหา คล้ายแม่เหล็ก

อาศัยการสร้าง Content และเว็บไซต์ที่ดีให้มีคุณค่าและคุณภาพ ให้น่าสนใจ น่าติดตาม ตอบโจทย์กับความต้องการ มีการวางแผนมาก่อนอย่างดี เพื่อเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เข้ามาสนใจและกดติดตาม โดยการตลาดนี้จะช่วยสร้างเครดิตและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้อย่างดี เป็นการสื่อสารแบบ two-way ระหว่างตัวแบรนด์กับลูกค้า

Inbound-Marketing-คืออะไร.png

โดยเริ่มจาก

Attract : คนที่ไม่รู้จักแบรนด์ ถือว่าเป็น คนแปลกหน้า (Strangers) ที่จู่ๆเกิดให้ความสนใจในแบรนด์ จากนั้นเมื่อเขาค้นหาข้อมูลของแบรนด์จากทางช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Social Media Website หรือ Content ต่าง ๆ ของแบรนด์ และกดเยี่ยมชมก็จะกลายเป็น ผู้เยี่ยมชม (Visitors)

Convert : จากนั้น ผู้เข้าชมอาจจะมีความสนใจในแบรนด์มากขึ้นและมีการกด Subscribe ทางอีเมล์ กรอกชื่อ-นามสกุล เบอร์โทร หรือเพิ่ม See First ใน Facebook (Call to Action – CTA) ก็จะกลายเป็น ผู้มุ่งหวัง (Leads) หรือเรียกได้ว่า ใกล้กับการเป็นลูกค้าของแบรนด์มากขึ้น 

Close : สุดท้ายเมื่อมีการซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ก็จะกลายเป็น ลูกค้า (Customers) 

Delight : และสามารถกลายเป็น Promoters ได้จากการที่แนะนำและช่วยกระจายข่าวสารของสินค้าหรือบริการต่างๆ (Customer Experience) ให้กับ คนแปลกหน้า (Strangers) อีกครั้งหนึ่ง 

นับว่าเป็นการทำ Inbound Marketing ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


b2becommerce-lg.png

 

ธุรกิจที่เหมาะทำ Inbound Marketing

สำหรับธุรกิจอยู่ 3 รูปแบบที่เหมาะกับวิถีทางการตลาดในรูปแบบนี้

  • ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business: B2B) ใช้การตลาดแบบนี้เพื่ออธิบายข้อมูลสินค้าที่มีความซับซ้อน เข้าใจยาก ให้เข้าใจง่ายได้อย่างรวดเร็ว
  • ธุรกิจเกี่ยวกับการเน้นแก้ไขปัญหาต่างๆให้ผู้คน (Solution) เช่น ธุรกิจด้านการเงิน การศึกษา การให้ปรึกษาด้านต่างๆ เพราะสิ่งสำคัญของ Inbound Marketing คือการให้ข้อมูลเพื่อช่วยอธิบายแก้ไขปัญหากับผู้ที่เข้ามาอ่านContent
  • ธุรกิจที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูง (High Involvement)  โดย Inbound Marketing ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความน่าไว้วางใจต่อแบรนด์ใน Content และจะปรากฏเข้าไปอยู่ในทุกขั้นตอนการตัดสินใจของผู้บริโภค ให้ผู้บริโภคใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจซื้อสั้นลง

3 องค์ประกอบที่สำคัญในการทำแคมเปญ Inbound Marketing 

1. Content 

การทำ Content เป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่ง ให้เน้นที่คุณภาพ มีประโยชน์ ตอบโจทย์ผู้คน ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ผ่าน Content นอกจากนี้ยังต้องมีการโพสต์อย่างสม่ำเสมอให้คนเข้ามาติดตามอยู่เรื่อยๆ 

 

Screen-Shot-2562-01-31-at-5.55.02-PM

2. Search Engine Optimization (SEO) 

Google ในแต่ละวันนั้น มีจำนวนผู้ใช้งานมากกว่าล้านครั้งต่อนาที ดังนั้นเมื่อทำ Content ที่มีคุณภาพออกมาแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องปรับ Content ให้สอดคล้องกับหลัก SEO เพื่อให้มีโอกาสติดอันดับบนผลการค้นหาของ Google เป็นอันดับต้น ๆ และถูกกดเข้าไปอ่าน โดยที่แบรนด์ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาให้กับ Google 

ultimate-seo-guide.jpg

3. Social Media 

ตัวช่วยในการแชร์ให้กับ Content ที่แบรนด์สร้างขึ้น ให้กลุ่มเป้าหมายที่อยู่บน Social Media Plateform ต่าง ๆ มีโอกาสได้พบเห็น Content ของแบรนด์ ได้มากยิ่งขึ้น และเมื่อเกิดการแชร์กันบนโลกโซเชียล ก็จะกลายเป็นการตลาดแบบปากต่อปาก เพื่อนบอกเพื่อน แนะนำต่อ ๆ กัน และนำพาผู้คนไปยัง Website เพิ่มมากยิ่งขึ้น 

social-networking-solutions-hero


ข้อดีของ Inbound Marketing 

  • ให้ผลดีกับการทำการตลาดในระยะยาว ช่วยประหยัดงบประมาณด้านการตลาดและเวลา
  • มีความน่าเชื่อถือหรือสร้างเครดิตในแบรนด์จากผู้บริโภค ผ่านContent ในรูปแบบต่าง ๆ ที่นำเสนอ
  • แบรนด์มี Awareness จากการที่กลุ่มเป้าหมายอยากรู้และไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้เกิดการจดจำ
  • มีฐานลูกค้าประจำที่เป็น Loyalty ต่อแบรนด์

ที่มา

 https://stepstraining.co/strategy/10-reasons-inbound-marketing-and-how-to
https://www.thumbsup.in.th/inbound-marketing-and-business
https://blog.icweb.co.th/inbound-marketing-real-method-for-marketer
https://www.marketingoops.com/exclusive/how-to/5-benefits-of-inbound-marketing/

เขียนโดย ฑริกา อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ 5945036328

PATAGONIA: เมื่อแบรนด์ขายของ โดยการบอกลูกค้าว่า “อย่าซื้อ”

ในยุคสมัยปัจจุบันที่แบรนด์ต่างๆ ทำการแข่งขันกันอย่างดุเดือด คงไม่มีแบรนด์ไหนอยากจะยอมเสียโอกาสในการโน้มน้าวใจและดึงดูดผู้บริโภคให้มาซื้อสินค้าของตน แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป โดยเฉพาะกับ Patagonia แบรนด์ที่บอกกับลูกค้าอยู่เสมอว่า “อย่าซื้อสินค้าของเรา”

patagonia-logo-1.jpg

Patagonia เป็นแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา Outdoor ที่ก่อตั้งโดย Yvon Chouinard นักธุรกิจชาวอเมริกันที่ชื่นชอบในการปีนเขาและชีวิต Outdoor แม้จะใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ Chouinard ตระหนักว่าเขาเองก็มีส่วนในการบุกรุกธรรมชาติเช่นกัน เขาจึงมีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์ธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด Patagonia จึงมีเป้าหมายคือ ต้องการลดปริมาณการบริโภคและช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม

นอกจากเรื่องเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา Outdoor ที่โด่งดังแล้ว Patagonia ก็ยังเป็นที่รู้จักดีในฐานะแบรนด์ที่แสดงจุดยืนในการพยายามรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างยั่งยืน และนับว่าเป็น “Activist Company” เช่นเดียวกับแบรนด์อย่าง TOMS และ Ben & Jerry’s 

เมื่อก่อตั้ง Patagonia มีพันธกิจ 3 อย่างด้วยกัน คือ

  1. ผลิตสินค้าที่ดีที่สุด
  2. หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดพิษภัยต่อธรรมชาติโดยไม่จำเป็น
  3. ใช้การทำธุรกิจเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ก่อเกิดหนทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

จึงไม่แปลกที่เรามักจะเห็น Patagonia ทำแคมเปญเพื่อสร้างจิตสำนึกรักษาธรรมชาติอยู่บ่อย ๆ

แคมเปญที่นับว่าโด่งดังที่สุดแคมเปญหนึ่งของ Patagonia เกิดขึ้นในวัน Black Friday เป็นที่รู้กันว่าวัน Black  Friday เป็นวันที่ยอดขายจะสูงที่สุดวันหนึ่งของปี แบรนด์ต่าง ๆ พากันออกโปรโมชั่นมากมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนมาซื้อของกัน แต่ในวัน Black Friday ปี 2011 สิ่งที่ Patagonia ทำคือลงโฆษณาขนาดเต็มหนึ่งหน้าหนังสือพิมพ์ New York Times ขอให้ลูกค้าอย่ามาซื้อสินค้าของตน ในแคมเปญ “Don’t Buy Our Jacket” 

patagonia-lead_1.jpg

จุดประสงค์ของแคมเปญ “Don’t Buy Our Jackets” นี้คือ ต้องการสร้างจิตสำนึกของผู้บริโภคให้คิดก่อนซื้อ ซื้อของเท่าที่จำเป็น เพราะการซื้อเกินความจำเป็นนั้นนอกจากจะเป็นการสร้างขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นความสูญเสียและสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งสวนทางแนวการตลาดแบบทุนนิยมที่มุ่งแต่จะสร้างความต้องการให้บริโภคกันอย่างพร่ำเพรื่อ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังเน้นขายสินค้าคุณภาพดีที่สุดเพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ รวมทั้งยังสนับสนุนให้ลูกค้าซ่อมเสื้อผ้าของตนเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ หรือส่งมาให้ทางบริษัทซ่อมให้เพื่อให้ลูกค้ายืดอายุเสื้อผ้าไปให้นานที่สุด แต่ถ้าไม่อยากซ่อมแล้ว Patagonia ก็ยินดีรับเสื้อผ้าเก่าของแบรนด์เพื่อนำไปรีไซเคิล และลูกค้ายังสามารถรับส่วนลดเพื่อนำไปใช้ในการซื้อเสื้อผ้าครั้งต่อไปได้อีกด้วย 

1105x622_27340_BKAT_CLOSEUP_Hemp.jpg

แม้ว่า Patagonia จะเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่แปลกและสวนทางกับแบรนด์อื่นอย่างสิ้นเชิงอย่างการออกแคมเปญ Anti-Consumerism ในวันที่ทุกแบรนด์พยายามกระตุ้นการซื้อของผู้บริโภค แต่การ “ขายแบบไม่ขาย” ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกันนั้นก็สามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคและตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังแสดงถึงความจริงใจของแบรนด์ ที่พยายามพร่ำบอกลูกค้ามาตลอดว่า อย่าซื้อสินค้า ถ้าไม่ได้ต้องการจริง ๆ และสุดท้ายแล้วก็ยังสร้างยอดขายได้ด้วย ซึ่งช่วยให้ Patagonia เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ และมีรายได้พุ่งสูงขึ้นถึง 30% ในปี 2011

Patagonia ได้แสดงออกถึงจิตสำนึกรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านการสื่อสารเสมอมา และทำแคมเปญ “Don’t Buy Our Jacket” อย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในปี 2016 แบรนด์ยังเลือกที่จะบริจาคเงิน 100% ที่ได้จากยอดขายในวัน Black Friday ให้กับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

จากการสื่อสารและการแสดงออกต่าง ๆ ที่สม่ำเสมอ ทำให้ Patagonia นับว่าเป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่มีจุดยืนที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่นำไปสู่ Brand Loyalty ที่ผู้บริโภคในปัจจุบันมีน้อยลงทุกทีอย่างที่รู้กัน

จากการเก็บข้อมูลของผู้บริโภคจำนวน 14,000 คน ใน 14 ประเทศ Edelman บริษัทด้านการประชาสัมพันธ์ เผยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งกล่าวว่า พวกเขาตัดสินใจซื้อสินค้าจากความน่าเชื่อถือของแบรนด์เป็นหลัก นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการนิ่งเงียบของแบรนด์ที่มีต่อประเด็นร้อนในสังคม ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเขาอยากให้แบรนด์แสดงออก ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภค 65% ไม่ซื้อสินค้าจากแบรนด์ 

เมื่อ Patagonia แสดงออกอย่างหนักแน่นถึงจุดยืนของแบรนด์ในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจและเป็นกังวล จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดขายของบริษัทพุ่งสูงขึ้นหลังจากออกแคมเปญดังในวัน Black Friday

แม้ Patagonia จะบอกลูกค้าตลอดว่าอย่าซื้อสินค้าของตน แต่กลายเป็นว่าการทำการตลาดแบบ “ขายแบบไม่ขาย” นี้กลับทำให้ Patagonia ประสบความสำเร็จทั้งทางการเงินและการสร้าง Brand Love ได้เป็นอย่างดี

ท่ามกลางสังคมที่ทุกคนพยายามแข่งกันขายของ แบรนด์อาจต้องกล้าพอที่จะลองสื่อสารกับผู้บริโภคด้วย Approach ใหม่ๆ ที่อาจจะฟังดูประหลาดและไม่น่าเป็นไปได้ เพราะอย่างน้อย Patagonia และอีกหลายแบรนด์ในตลาดก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้

 

พิชญาภา ปักษิณ 5945095328

References:

The Success of Patagonia’s Marketing Strategy

Patagonia is marketing a lifestyle and encouraging you to not buy their products

“เมื่อคำนึงถึงความยั่งยืน…จึงเกิดความยั่งยืน”

การแสดงจุดยืนของแบรนด์ต่อกระแสสังคม มีผลต่อความเชื่อใจของผู้บริโภค

ถึงเวลาพักนักการตลาด เมื่อยุคนี้มี Marketing Automation

cover1

การทำงานด้านการตลาดในสมัยที่ยังขาดเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาสนับสนุนนั้น ไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์กลยุทธ์ใหม่ ๆ ออกมาสื่อสารเท่านั้น แต่ยังต้องใช้แรงงานคนจำนวนมากในการเก็บข้อมูลและยิงการสื่อสารเดิม ๆ ออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรมนุษย์ เงินทุน และเวลาไม่น้อย

ในยุคที่อะไรก็สั่งการให้เป็นอัตโนมัติได้ งานด้านการตลาดก็ทำได้เช่นกัน ด้วย Software Platform อย่าง Marketing Automation หรือ การตลาดแบบอัตโนมัติ ที่จะช่วยให้ทีมสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการวางแผนระบบ คีย์คำสั่งการ แล้วไปนั่งจิบกาแฟ ปล่อยให้โปรแกรมทำงานไป ทั้งการเก็บข้อมูล แยกกลุ่มเป้าหมาย และยิงสารที่ตั้งไว้ให้ตรงตามช่วงเวลา ช่องทาง และความถี่ที่กำหนดไว้ได้

Marketing Automation มีประโยชน์ที่น่าสนใจ 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่

  1. ทำให้รู้จักกลุ่มเป้าหมายและ Personalized ได้มากยิ่งขึ้น จากการติดตามข้อมูลบนออนไลน์ของผู้บริโภคและทำการเก็บข้อมูลอัตโนมัติ และ Real Time ทำให้มีข้อมูลในการวิเคราะห์และทำการตลาดต่อได้ในทันที
  2. การทำงานเดิมซ้ำ ๆ ในปริมาณมาก อย่างการเก็บข้อมูล แยกกลุ่ม และสื่อสารผ่านช่องทางที่กำหนด จะใช้เวลาน้อยกว่าและเกิดข้อผิดพลาดน้อยกว่าการทำงานของมนุษย์ โดยไม่จำเป็นต้องคอยป้อนคำสั่งเดิมซ้ำอีก
  3. เชื่อม Marketing กับ Sales เข้าด้วยกัน เมื่อมีการทำการตลาดไปจนถึงจุดที่ผู้บริโภคพร้อมซื้อ ระบบก็สามารถนำผู้บริโภคไปสู่หน้าที่ทำการซื้อขายได้ทันที ขณะเดียวกันหากผู้บริโภคไม่ตัดสินใจซื้อ ข้อมูลพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดจากกิจกรรมออนไลน์ก็ยังสามารถเก็บไปให้ฝ่ายการตลาดวิเคราะห์เพื่อทำการสื่อสารชุดต่อไปได้
  4. ใช้ทุนน้อยกว่าทั้งในแง่ของจำนวนคนและจำนวนเงิน จากการลดการจ้างงานคนจำนวนมากให้น้อยลง เหลือเพียงผู้วิเคราะห์ วางแผน และระบบจำนวนหนึ่งเท่านั้น และแน่นอนว่าการลงทุนกับ Software ย่อมน้อยกว่าจ่ายเงินเดือนให้พนักงานอีกหลายคนมาทำงานที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวก็จัดการได้

Web Design Website Coding Concept

การทำงานของ Marketing Automation ให้มีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ข้อ คือ

  1. การเลือก Software ที่เหมาะสม มีอุปกรณ์ครอบคลุม ใช้งานง่าย ในราคาที่คุ้มค่าการลงทุน
  2. การวาง Workflows อย่างรอบคอบ ชัดเจน ตอบวัตถุประสงค์ และตรงกลุ่มเป้าหมาย

ในส่วนของความสามารถของ Solution ทางการตลาดตัวนี้ ก็ครอบคลุมความจำเป็นหลัก ๆ ได้ดีทีเดียว นอกจากการเก็บข้อมูลและแยกกลุ่มผู้ติดต่อแล้ว ยังสามารถสร้างระบบ Form และ E-mail เพื่อสื่อสารในสิ่งที่ลูกค้าสนใจในช่วงเวลา และช่องทางที่เหมาะสม รวมถึงกำหนดเส้นทางและประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับตั้งแต่ต้นจนจบได้ ว่าจะเจออะไรบนหน้าเพจไหน ตามลำดับอย่างไรได้ โดยมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ

Marketing Automation จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงและเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รับช่วยต่อในการปฏิบัติการหลังจากวิเคราะห์วางแผนได้ดีกว่าแรงงานคน เหล่านักการตลาดก็คงได้เวลาพักแล้วจริง ๆ เพียงแต่ว่าการพักเหนื่อยในการทำงานตรงส่วนนี้จะเป็นพักยาว ๆ จากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี หรือจะเป็นเพียงการพักเหนื่อยสั้น ๆ ให้สมองหายล้า พร้อมกลับไปสร้างสรรค์งานใหม่ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เพื่อมาตีตลาดที่ไม่หยุดนิ่งนี้กันต่อไป

professional-asian-businesswoman-working-her-office-via-laptop_7861-1636


อ้างอิงข้อมูลจาก

https://contentshifu.com/marketing-automation-101/

http://heroleads.co.th/blog/marketing-automation/

https://blog.ourgreenfish.com/marketing-automation-คืออะไร-ช่วยอะไรคุณได้บ้างในการทำ-digital-marketing

https://www.beartai.com/article/tech-article/303552

https://www.freepik.com/


เขียนโดย น.ส.ศวิตา หานศุภิชน 5945122628