Branding Surgery ศัลยกรรมแบรนด์

เมื่อเข้าสู่ยุคที่อุปทาน มากกว่าอุปสงค์ และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ ที่การผลิตมากเกินกับความต้องการของตลาดมาก (ในเกือบทุก segment) แม้จะมีบาง segment ที่อุปทาน มากกว่าอุปสงค์ แต่เป็นส่วนน้อย เรื่องของ Branding จึงมีความสำคัญอย่างมากในทุกธุรกิจ การสร้างแบรนด์ที่ดีจะนำไปสู่ผลดีมากมาย อาทิ น่าเชื่อถือกว่าแบรนด์ No name, สร้าง Brand loyalty ได้, ออกสินค้าใหม่ได้ง่ายขึ้น, ได้ Market share เพิ่มขึ้น และมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าตลาดได้ เป็นต้น

หลายแบรนด์ได้มีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ (Re-branding) ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ เพิ่มยอดขาย และขยายหรือเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย สิ่งที่เห็นเป็นประจำคือ การคิดเรื่องเปลี่ยนโลโก้ใหม่, แพ็กเกจจิ้งใหม่, โฆษณาใหม่, พรีเซนเตอร์ใหม่ เป็นต้น แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่แล้ว แต่พนักงานยังหน้าบูดหน้าเบี้ยวใส่ลูกค้า พูดจาไม่น่าฟัง ให้คำแนะนำลูกค้าไม่ดี หรือจัดส่งสินค้าล่าช้าเหมือนเดิม

plasticsurgeonsurgery-2

การเปลี่ยนแบบนี้ ถ้าเปรียบแบรนด์เป็นคน ก็คงเหมือนคนที่ไปศัลยกรรมหน้า ฉีดโบท็อก ร้อยไหม เปลี่ยนสไตล์เสื้อผ้าหน้าผมใหม่ หวังให้คนเข้าใจว่าตนเองเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งที่ความเชื่อ ทัศนคติ ความคิดความอ่าน และการกระทำก็ยังเหมือนเดิม ในช่วงแรกอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่หากสิ่งที่อยู่ข้างในไม่ดีอย่างที่เห็นภายนอก สุดท้ายก็จะวนกลับมาลูปเดิม เช่นเดียวกับคนที่ไปศัลยกรรมหรือเปลี่ยนลุคใหม่ ช่วงแรกอาจจะมีคนสนใจ กล่าวชม หรือเข้ามาจีบเยอะ เพราะภายนอกดูดี น่าดึงดูด แต่ถ้าหากคุยหรือคบกันไปซักพักแล้ว นิสัยข้างในคุณก็ยังเป็นคนที่ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ ความสวยงามภายนอกก็คงช่วยยื้อไว้ได้ไม่นาน

“ส่วนใหญ่การปรับแบรนด์มักจะเปลี่ยนที่ภายนอก แต่จริงๆ การปรับที่ภายในก็สำคัญมากไม่แพ้กัน”

การสร้างแบรนด์ เป็นศาสตร์ที่ถูกกล่าวถึงกันอย่างมากในช่วงระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ธุรกิจหลายประเภท ต่างให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ภายนอก (External Branding) โดยการสื่อสารกับโลกภายนอก เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่น ซึ่งจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อแบรนด์นั้นๆ แต่ยังมีองค์ประกอบหนึ่งที่มีส่วนขับเคลื่อนแบรนด์ให้มีชีวิตชีวา และประสบความสำเร็จ อีกทั้งมีส่วนสร้างประสบ การณ์ของแบรนด์ได้ไม่น้อยไปกว่าการสร้างแบรนด์ภายนอก ก็คือ การสร้างแบรนด์ภายใน (Internal Branding) โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกำลังสำคัญ คือ “คน” นั่นก็คือ พนักงานหรือทีมงาน แนวคิดนี้จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานกับแบรนด์ให้มีความแนบแน่นขึ้นและมีความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างแบรนด์ กับพนักงาน และเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็จะนำไปสู่การหลอมรวมให้แบรนด์นั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพนักงาน การสร้างแบรนด์ภายในจึงนับเป็นกลไกขับเคลื่อนในการสร้างประสบการณ์ให้กับแบรนด์ อีกทั้งทำให้แบรนด์นั้นมีชีวิตขึ้นมามากกว่าความเป็นสินค้าที่ไม่มีชีวิต ผู้บริหารแบรนด์จึงควรดูแล ใส่ใจ ส่งเสริมสนับสนุนและเชื่อมั่นในศักยภาพของพนักงานก่อน เมื่อพนักงานทุกคนได้รับสิ่งเหล่านั้น ก็จะเป็นการเสริมแรงให้พนักงานเชื่อมั่น ศรัทธา รู้สึกดีกับแบรนด์ ในท้ายที่สุดแล้วพนักงานเหล่านี้ก็จะทำหน้าที่เป็นทูตของแบรนด์ที่จะคอยขับเคลื่อนให้แบรนด์ประสบความสำเร็จได้

หากลองนึกถึงข่าวที่แชร์กันกระหน่ำใน Social media เกี่ยวกับพนักงานขายหรือพนักงานประจำสาขาของแบรนด์ต่างๆ ที่ผ่านมาดู คุณคงจะพอนึกออกว่ามีทั้งข่าวพนักงานทำตัวแย่ ให้บริการไม่ดี ต่อว่าลูกค้าด้วยถ้อยคำหยาบคาย และอื่นๆ อีกสารพัด ในความเป็นจริงแล้ว ข่าวพวกนี้มีความเร็วเปรียบได้ไม่น้อยกว่าความเร็วแสงเลย เพราะนี่คือข่าวร้ายของแบรนด์ที่ผู้คนพร้อมจะเชื่อและส่งต่อภายในเสี้ยววินาที แน่นอนย่อมต้องว่ามีผลกระทบต่อยอดขายทันที หรืออย่างน้อยข่าวแรงๆ ก็ส่งผลต่อยอดขายไม่ต่ำกว่าเดือน หรือสองเดือนในช่วงที่ข่าวถูกส่งต่อ

บ่อยครั้งที่เจ้าของแบรนด์มักจะลืมว่า “คน” นี่แหละ เป็นตัวแปรสำคัญ ต่อให้คุณจ้างดารานักแสดง ระดับสามีแห่งชาติของวงการ มาเป็น Brand Ambassador แต่ถ้าพนักงานทำตัวแย่ จะไม่มีใครนึกถึงดาราสามีแห่งชาติคนนั้นหรอก แบรนด์คุณพร้อมจะพังในวินาทีที่พนักงานร้ายๆ ได้พบกับลูกค้า

Successful Business People Showing Thumbs Up.
เพราะโดยแท้จริงแล้วพนักงานนี่แหละคือ Brand Ambassador ตัวจริงเสียงจริงที่จะอยู่ในจุด Touch point กับ ผู้บริโภคโดยตรง หรือถ้าตัดเรื่องราวของการสร้างแบรนด์ออกไป อย่างไรพนักงานก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทและสินค้าอยู่ดี ดังนั้น อย่าลืมให้ความสำคัญกับการดูแลคนหรือพนักงาน เพราะไม่ว่าคุณจะเชื่อในทฤษฎี Branding หรือไม่ก็ตาม พนักงานเป็นตัวแปรสำคัญของธุรกิจเสมอ

บ่อยครั้งที่ลูกค้าติดพนักงาน ร้านอาหารบางแห่งรสชาติไม่ได้ดีมาก แต่พนักงานบริการดี พูดจาดี ลูกค้าก็พร้อมที่ใช้บริการ หรือร้านขายสินค้าประเภทเดียวกันแบรนด์เดียวกัน ลูกค้าก็เลือกซื้อกับร้านที่พนักงาน พูดจาดี ดูแลดี มากกว่าร้านที่พนักงานไม่สนใจไม่เทคแคร์อยู่แล้ว

แบรนด์ของคุณจะออกไปเป็นอย่างไรนั้น ส่วนหนึ่งมักจะถูกสะท้อนโดยคนในทีมของคุณ เพราะ Mindset ของพนักงานจะสะท้อนลงไปใน Mindset ของแบรนด์โดยตรง หลายแบรนด์วางโครงสร้างมาดี แต่มาพังตรงพนักงานงานก็ไม่น้อย คุณต้องเริ่มเน้นตั้งแต่การคัดเลือกพนักงาน การเทรนนิ่ง ซึ่งไม่เพียงแต่เทรนเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการเท่านั้น แต่คุณจะต้องขีดเส้นใต้เลยว่าต้องเน้นเทรนเรื่องของ Service mind วิธีการพูดจา วิธีการแก้ปัญหาและตอบคำถามลูกค้า รวมถึงมีกิจกรรมพนักงาน และสวัสดิการให้พนักงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ธุรกิจต้องขับเคลื่อนด้วยคน ถ้าคุณเลือกคนที่คุณสมบัติเพียบพร้อมมาได้ ก็นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าได้คนที่คุณสมบัติไม่พร้อม หน้าที่ของคุณคือ รีบทำให้เขาพร้อมให้ได้เร็วที่สุดและมากที่สุด มีจุดอ่อนตรงไหน รีบแก้ตรงนั้น ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพพนักงานให้มากเท่าๆ กับคุณภาพสินค้า แล้วคุณภาพของพนักงาน จะกลับมาเป็นความเติบโตขององค์กรและบริษัท

แต่บางกรณี บางแบรนด์นั้นเนื้อข้างในดีอยู่แล้ว ก็อาจจะเน้นปรับเปลี่ยนที่ภายนอก หรือทำศัลยกรรมเปลี่ยนโฉม เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาสัมผัสกับเนื้อแท้ก็ได้ การทำศัลยกรรมในแบรนด์จึงไม่ได้ใช่สิ่งที่ไม่ควรทำ

สรุปสั้นๆ คือ การจะปรับเปลี่ยนแบรนด์ เปลี่ยนแค่ภายนอกไม่ได้ มิเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการทำศัลยกรรม ที่เปลี่ยนได้แค่ด้านนอก มันต้องเปลี่ยนจากข้างในทั้งความคิด ความเชื่อ การกระทำ  และตัวแปรที่สำคัญคือ บุคลากร (Internal branding) ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนแบรนด์ และเป็นจุดสัมผัสระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

‘สวยและดี ทั้งภายในและภายนอก’

_____________________________________________________

Resources :

By Palm 5845070528

Momentum Marketing เพราะการตลาดเเบบสร้างกระเเสเป็นสิ่งที่เเบรนด์ขาดไม่ได้

Image result for momentum marketing
         ทุกวันนี้ในสังคมออนไลน์ ทุกคนต่างมีความกลัวหนึ่งที่เรียกว่า Fear of Missing out (FoMo) หรือโรคกลัวตกกระเเส โรคนี้เกิดจากการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ ทั้งการกดไลค์ กดเเชร์ หรือการมีReaction ต่างๆกับข่าวสารนั้นๆ เพราะเราอยู่ในโลกออนไลน์ที่มีความเชื่อร่วมกันว่า “เธอรู้ ฉันไม่รู้ไม่ได้” จึงเกิดการเเบ่งปันข่าวสารข้อมูลต่างๆไปในวงกว้าง ซึ่งสิ่งนี้เป็นพื้นฐานของการเกิดViral หรือการเเบ่งปันเนื้อหาให้สะพัดไปทั่วโลกออนไลน์ เเต่ก็เหมือนเป็นดาบสองคมให้กับเเบรนด์ เพราะเเบรนด์ไม่สามารถเข้าไปกำหนดทิศทางของสาร (Message) ที่เเบรนด์ต้องการจะสื่อสารไปยังผู้บริโภคได้ เพราะอิทธิพลของSocial Media ที่ได้เปลี่ยนบทบาทของผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง เราไม่ได้อยู่ในโลกที่เป็นการสื่อสารทางเดียวอีกต่อไป เเต่โลกออนไลน์คือการสื่อสารเเบบสองทาง (Two-Way Communication) ที่ทั้งผู้บริโภคเเละเเบรนด์ต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ทำให้อำนาจในการบงการทิศทางของสารจากเเบรนด์ได้ถูกลดลง เเต่วันนี้เราจะมาโฟกัสกันที่การสร้างเเรงกระเพื่อม (Momentum) ให้กับเเบรนด์ ผ่าน Momentum Marketing
        ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกับการตลาดเเบบสร้างกระเเส เราควรมารู้จักกับ Diffusion of Innovation Model หรือ ทฤษฎีการเปิดรับนวัตกรรมใหม่ เพื่อที่เราจะได้ทำความรู้จักกับพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการสร้างกระเเสบนโลกออนไลน์ โดยทฤษฎีการเปิดรับนวัตกรรม เเบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1. Innovative = กลุ่มคนมีความรู้ ชอบทดลองสิ่งของเเละไอเดียใหม่ๆ
2. Early Adopters = ผู้นำทางความคิด ที่กล้าทดลองสิ่งใหม่
3. Early Majority = ตัดสินใจอย่างรอบคอบไม่รีบร้อน
4. Late Majority = ยอมรับสินค้าก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่ให้การยอมรับเเล้ว
5. Laggards = ตัดสินใจเมื่อมีข้อพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นดีจริง ไม่ตามกระเเส
         เมื่อเรารู้จักกับทฤษฎีการเปิดรับนวัตกรรมใหม่เเล้ว สิ่งที่เเบรนด์ต้องทำคือเข้าหากลุ่มคนที่เป็น Early Adopter หรือ กลุ่มคนที่ “มีก่อน ใช้ก่อน” บนโลกออนไลน์ ที่สามารถเป็น Influencer ในการสร้างความเชื่อถือเเละความมั่นใจในสินค้าใหม่ของเเบรนด์ได้ เช่น การทำรีวิว การทำBlog การกดไลค์กดเเชร์พร้อมเเคปชั่นต่างๆ เพื่อที่คนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างความมั่นใจเเละเปิดใจผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆได้ ซึ่งถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่มีส่วนกระตุ้นยอดขาย ขยายการยอมรับ เเละสร้างความตระหนักรู้ในตัวสินค้า ทั้งนี้สิ่งที่เเบรนด์ควรให้ความสำคัญในการทำ Momentum Marketing คือ Brand Fit! ทุกสิ่งที่เเบรนด์ทำต้องมีความสอดคล้องกับภาพลักษณ์เเละอัตลักษณ์ของเเบรนด์ จึงจะทำให้การสื่อสารทางการตลาดมีประสิทธิภาพเเละอยู่ในความทรงจำของผู้บริโภค
         กลุ่ม Early Adopter มีการเปิดรับสื่อและโซเชียลมีเดียสูงเป็นอันดับหนึ่ง ผ่าน Facebook, Line, Instagram และ Twitter รองลงมาคือ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ ดังนั้น เพื่อที่จะเข้าไปสื่อสารกับคนกลุ่มนี้เเบรนด์จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ, มีผู้นำทางความคิดที่สนับสนุนสินค้า, สินค้าต้องมีคุณภาพเเละมีการพัฒนาเพื่อจูงใจให้เกิดการเเบ่งปันข้อมูลบนโลกออนไลน์, สร้างความผูกพันธ์กับผู้บริโภคผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กัน, สินค้าต้องเติมเต็มความต้องการเเละสามารถบรรเทา Pain Points ของผู้บริโภค,นำเทรนด์เเละโดดเด่น,ใช้ข้อจำกัดทางด้านเวลา (Limited) หรือราคา (Promotion) ในการกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค และสุดท้ายคือ ต้องติดตาม Feedback จากผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง : https://brandinside.asia/about-momentum-marketing-cmmu/
พิม บัวรุ่งโรจน์
584 50837 28

ถามทำไม…

…ฉันพบสมบัติล้ำค่าจากคาบบรรยายของพี่ป๊อปเมื่อสามสัปดาห์ก่อน…

The Golden Circle

ทำไมต้อง The Golden Circle

     The Golden Circle หรือ วงแหวนทองคำ เป็นวงกลมสามวงที่ซ้อนทับกัน ซึ่งประกอบด้วย WHY, HOW และ WHAT ตามลำดับ เป็นการสื่อสารแบบ Inside-out เริ่มคิดจากต้นตอของปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาGOLDEN.001

“ทำไม…” สำคัญไหม

    ในมุมมองของการสื่อสาร การตั้งคำถามว่าทำไม… เป็นการพยายามทำความเข้าใจทั้งผู้บริโภคและแบรนด์ โดยหน้าที่ของพวกเราคือการหาความเชื่อมโยงระหว่างความต้องการของผู้บริโภค และความสามารถของแบรนด์ เพื่อนำมาใช้สร้างการสื่อสารอันทรงพลัง

“ทำไม…” ถามแล้วได้อะไร

     สำหรับการวางแผนโฆษณา การถาม “ทำไม (WHY)” เปรียบเสมือนการหา Insight หาเหตุผล ความเชื่อ หรือค่านิยม อันเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการกระทำนั้น ๆ ทั้งของผู้บริโภคและของแบรนด์ โดย Insight ที่ดีจะนำไปสู่การกำหนด Strategy ที่แข็งแกร่ง ซึ่ง Strategy นั้นเกิดจากความพยายามในการตอบคำถาม “อย่างไร (HOW)” แบรนด์ต้องสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างไร ดังนั้น HOW จึงเป็นขอบเขตที่สำคัญในการสร้าง Execution ในส่วนของ Execution เป็นการตอบคำถามที่ว่า แบรนด์จะใช้อะไร (วิธีการ/สินค้า/บริการ) ในการสื่อสาร หรือคำถาม “อะไร (What)” นั่นเองGOLDEN.002

 ทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จ

      ฉันขอยกตัวอย่าง 3 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมาให้ทุกคนได้อ่านกัน

เริ่มต้นกันที่ Lazada เว็บซื้อของออนไลน์อันดับหนึ่งในประเทศไทยGOLDEN.010

ต่อกันที่ Air Asia สายการบินราคาประหยัดในเอเชียGOLDEN.011และบินข้ามฝั่งไปอเมริกา กับรายการ The Ellen DeGeneres ทอล์คโชว์ชื่อดังGOLDEN.009

      จากทั้ง 3 ตัวอย่าง หวังว่าทุกคนน่าจะพบความเชื่อมโยงของวงแหวนแต่ละวง และเข้าใจการทำงานของ The Golden Circle มากยิ่งขึ้น

ทำไมไม่ถาม

     หลายครั้ง ๆ ที่คนรู้สึกสงสัย แต่ไม่กล้าถามคำถาม เพียงเพราะกลัวว่าคนจะมองว่าไม่ฉลาด ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ พวกเราทุกคนต่างก็เป็นนักตั้งคำถามกันทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้นลองคิดเสียว่าพวกเราเป็นเด็กใหม่แห่งวงการโฆษณา ย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ตั้งข้อสงสัย และหาคำตอบจากคำถาม “ทำไม…” เพื่อเป็นไอเดียในการวางแผนโฆษณากัน

…ฉันเอาวงแหวนทองคำมาฝาก…

(ไม่ต้องถามฉันนะว่า “ทำไม…”)

584 50180 28

 

แหล่งอ้างอิง: Simon Sinek. (2009). Start with why — how great leaders inspire action. เข้าถึงจาก https://www.youtube.com/watch?v=u4ZoJKF_VuA

เด็ก x โฆษณา = ค่านิยม

 

จำได้ไหมตั้งแต่เด็กๆ เราถูกปลูกฝังอะไรผ่านสื่อบ้าง

ถ้าคุณยังสามารถร้องเพลงแลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตรได้

ถ้าคุณยังสามารถจำเจ้านกขุนทอง อรุณเบิกฟ้านกกาทำรังได้

คุณก็คือคนหนึ่งคน ที่สื่อสามารถสร้างอิทธิพลบางอย่างไว้กับคุณตั้งแต่เด็ก

สื่อโฆษณา ก็เป็นหนึ่งในสื่อเหล่านั้น

สื่อที่สามารถสร้างอิทธิพลแก่เด็กน้อยเหล่านั้นได้

สร้างเด็กที่ชอบกินขนมขบเคี้ยว

สร้างเด็กที่ชอบแกล้งเพื่อน

สร้างเด็กที่ขี้เอาแต่ใจ

หากเด็กถูกปลูกฝังด้วยสื่อเหล่านี้ตั้งแต่เด็กละก็

อนาคตก็ยากที่จะเปลี่ยนความคิดของเขาไปได้

0424926c5854c37e604cdca4f6f675c9

เช่นเดียวกับ ค่านิยมที่ว่า คนสวย = ขาว

ซึ่งถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก จากสื่อโฆษณาต่างๆ

อย่างพวกโฆษณาขายครีม ขายสบู่ หรือแม้กระทั่งขายยาสีฟัน

สื่อเหล่านี้ ทำงานภายใต้ความคิดที่ว่าอยากให้คนมาซื้อของ

โดยไม่สนใจถึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาว

 

บางครั้งการคิดแต่ว่า อยากขายของ โดยไม่สนผลกระทบต่อสังคม

ก็อาจทำให้เกิดค่านิยมผิดๆ ที่ทำให้สังคมเสื่อมโทรม

หลายคนอาจจะคิดว่า แค่อยากขาวมันทำให้สังคมเสื่อมโทรมยังไง

 

ถ้าลองคิดดีๆ การมองว่าขาว = สวย นั้น

นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่เท่าเทียมในสังคม

ใครตัวดำคือไม่สวย ไม่น่ามอง ไม่สนใจ ไม่ได้โอกาสเท่าคนอื่น

และสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ การที่คนเราได้รับโอกาสไม่เท่ากันเพียงเพราะ สีผิว นี่แหละครับ

 

หากเราสามารถเปลี่ยน การสร้างค่านิยมแบบผิดเหล่านั้นได้ เราก็ควรจะทำ

ไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่หรือจรรยาบรรณเท่านั้น

แต่เพื่อลูกหลานของตัวคุณเอง จะได้อยู่ในโลกที่น่าอยู่

โลกที่ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน

 

_________________________________________

 

ชลชาติ (โจ๊ะ)

 

 

การตลาดกับยูทูบเบอร์

ปรากฎการณ์รีวิวอาหารบนแพลทฟอร์ม Youtube ที่สร้างโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

เทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันนั้นมีสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยและเกิดการแชร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน การอ่านรีวิวสินค้าในอินเตอร์เน็ต อ่านความเห็นจากเว็บไซต์ก่อนตัดสินใจซื้อ และการที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มจะเชื่อสารจากคนบนโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ดังนั้นการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียจึงสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างหลากหลาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในช่วงหลังมีอาชีพนักรีวิวสินค้าเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงผู้ผลิตคอนเทนท์บนแพลทฟอร์ม Youtube หรือที่เรียกว่า “ยูทูบเบอร์” ก็ได้เพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวกับการรีวิวสินค้าในชาแนลของตัวเองเช่นกัน

การรีวิวร้านอาหารก็เป็นอีกหนึ่งคอนเทนท์ที่ยูทูบเบอร์หลายช่องนิยมทำกันมาก โดยเฉพาะร้านที่มีจุดขายแตกต่างจากร้านอื่นจะยิ่งมีคลิปรีวิวจากหลายๆช่อง จนมีคนเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “ของเล่นใหม่ยูทูบเบอร์” คือเมื่อมีร้านใดร้านหนึ่งที่เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา ยูทูบเบอร์หลายคนก็จะตามไปรีวิวลงในช่องของตัวเองด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ เนื่องจากยูทูบเบอร์ในแต่ละช่องนั้นจะมีวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน เสนอเนื้อหาในแง่มุมที่ไม่เหมือนกัน คนดูจะมีความคาดหวังต่อเนื้อหาจากช่องต่างกัน ส่งผลให้แต่ละช่องมีลักษณะของผู้ติดตามที่แตกต่างกันตามไปด้วย ดังนั้นถึงแม้ยูทูบเบอร์หลายคนจะรีวิวสินค้าเดียวกัน สินค้านั้นก็จะถูกพูดถึงในต่างแง่มุม เพื่อคุยกับผู้บริโภคซึ่งเป็นกลุ่มคนดูที่แตกต่างกัน

ในที่นี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างร้าน Homeburg ที่ถูกรีวิวอย่างมากมายบนชาแนล Youtube ซึ่งเป็นร้านขายแฮมเบอร์เกอร์โฮมเมด โดยที่ Homeburg มีจุดขายที่ชัดเจนคือใส่ใจในส่วนผสมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง เนื้อวัว หรือแม้กระท่ังซอส และมีการใส่ Storytelling ลงไปในทุกขั้นตอนการผลิต ทำให้การทำแฮมเบอร์เกอร์หนึ่งชิ้นใช้เวลาประมาณ 20 นาที นอกจากนี้ร้านยังสร้างความพิเศษโดยการจำกัดจำนวนลูกค้าต่อวันอยู่ที่ 4-6 คน และมีทีเด็ดคือไม่มีตั้งราคาสินค้า แต่ให้ลูกค้าจ่ายราคาเท่าไรก็ได้ตามที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสม โดยทางร้านให้เหตุผลว่าเพราะยังอยู่ในขั้นทดลองตลาดนั่นเอง

เพราะความน่าสนใจของคอนเสปต์ร้าน ทำให้ร้าน Homeburg มียูทูบเบอร์ดังๆหลายช่องมาถ่ายรีวิว ซึ่งได้รวมถึง BoomTharis, Bearhug และ KRUA dot CO ด้วยเช่นกัน ซึ่งในแต่ละช่องนั้นจะมีวิธีการพูดแนะนำเสนอในประเด็นที่แตกต่างกันแม้ว่าจะกำลังพูดถึงสินค้าตัวเดียวกันอย่างแฮมเบอร์เกอร์ โดยเนื้อหาของช่อง BoomTharis จะเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์การกินอาหารที่แปลกใหม่พร้อมกับสอดแทรกความมีสาระ ส่วน Bearhug จะเน้นความแปลก ความอินดี้ของเชฟ ผสมกับความบันเทิงเบาสมองด้วยเนื้อหาที่ย่อยง่าย ในขณะที่ KRUA dot CO จะเล่าถึงความคราฟท์ของการทำอาหารรวมถึงแพสชั่นที่เจ้าของมีต่อร้าน ซึ่งผู้ชมของแต่ละช่องนั้นจะเป็นผู้บริโภคคนละกลุ่ม และนี่เองที่เป็นโอกาสที่สินค้าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และทำให้ผู้บริโภคต่างกลุ่มจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าในด้านที่แตกต่างกัน และผลจากการที่มียูทูบเบอร์หลายช่องไปถ่ายทำเกี่ยวกับร้านดังกล่าว ทำให้เกิดการแชร์ในโซเชียลอย่างมากมาย ส่งผลให้ร้านมีคิวจองล่วงหน้ายาวถึง 4 เดือน

ซึ่งปรากฎการณ์รีวิวนี้ก็ได้เกิดขึ้นในการรีวิวสินค้าประเภทอื่นด้วยเช่นกัน ทำให้เห็นว่าการที่สินค้าชิ้นเดียวกันถูกถ่ายทอดในมุมมองที่แตกต่างกันและไปสู่ผู้ชมของหลายๆช่องนั้นเป็นการเพิ่มโอกาสให้มีคนรู้จักร้านมากขึ้นกว่าให้ร้านทำการตลาดด้วยตัวเอง

เทรนด์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นข้อดีสำหรับแบรนด์ใหม่ๆที่กลุ่มเป้าหมายของตัวเองยังไม่ชัด การได้รับการโปรโมทจากยูทูบเบอร์หลายคนจะทำให้สินค้าของตัวเองจะถูกพูดถึงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นการช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่หลากหลาย ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายสำหรับแบรนด์ในยุคนี้คือต้องวางภาพลักษณ์ของตัวเองให้ชัดเจนและน่าสนใจพอที่จะครองใจผู้บริโภคได้นั่นเอง

อ้างอิง

มีนามณี ลีวิวิธนนท์
5845104228

Secret Reveal of KOL via Mirror Neuron

ไขความลับ! เหตุผลในการใช้ KOL ผ่านเซลล์กระจกเงา 

mirror_neuron.jpg

เคยสงสัยกันหรือไม่? ว่าทำไมแบรนด์สินค้าหลายๆแบรนด์ถึงหันมาใช้ KOL (Key Opinion Leaders) หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิดกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์อินฟลูเอนเซอร์หรือเเม้กระทั่งเน็ตไอดอลที่น่าสงสัยคงไม่ใช่คำถามที่ว่าแบรนด์ใช้กลุ่มคนเหล่านี้ไปทำไมเพราะผู้บริโภคอย่างเราๆก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่าการใช้คนดังในการโฆษณาสินค้าส่งผลดีต่อแบรนด์อย่างไรบ้างแต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือทำไมการใช้ KOL ของแบรนด์ถึงได้ผลดีชะงัดทั้งๆที่ผู้บริโภคต่างรู้เหตุผลเบื้องหลังของการใช้กลุ่มคนเหล่านี้เป็นอย่างดีนั่นเป็นเพราะสมองของมนุษย์มี “เซลล์กระจกเงา” ตัวการสำคัญที่ทำให้เราอยากเลียนเเบบพฤติกรรมในการซื้อสินค้าของ KO

เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron) เป็นเซลล์ประสาทที่ตื่นตัวในขณะที่เรากำลังมองดูหรืออ่านเรื่องราวของพฤติกรรมของผู้อื่นอยู่เช่นเวลาที่เรานั่งดูคลิปรีวิวเครื่องสำอางของบล็อกเกอร์คนโปรดในยูทูปหรือเวลาที่เราอ่านรีวิวร้านอาหารของ Food Influencer บนเฟสบุ๊คเป็นต้นเซลล์กระจกเงาจะตอบสนองราวกับว่าเราได้ทำในสิ่งที่ KOL เหล่านั้นกำลังกระทำอยู่

เซลล์กระจกเงาทำให้พฤติกรรมของผู้อื่นมีผลต่อความคิดความรู้สึกและการตัดสินใจของเราจนเกิดเป็นการเลียนเเบบพฤติกรรมในการซื้อโดยพฤติกรรมของผู้อื่นสามารถเข้ามาเปลี่ยนทัศนคติที่เรามีต่อสินค้านั้นๆได้จากไม่ชอบกลายเป็นชอบหรือจากเฉยๆกลายเป็นเกลียดหรือเเม้เเต่การเห็นสินค้านั้นบ่อยๆก็อาจทำให้เรารู้สึกอยากได้ขึ้นมาเฉยๆสิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจาก “เซลล์กระจกเงา”

นอกจากนี้เซลล์กระจกเงายังทำหน้าที่ในการตอบสนองต่อสิ่งที่เราเห็นในอินเตอร์เน็ตอีกด้วยเนื่องจากมนุษย์มีความต้องการที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจเป็นจำนวนมากบางอย่างเราก็ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ในทันทีเราจึงหาวิธีตอบสนองต่อความอยากของตัวเองเช่นการดู Vlog ท่องเที่ยวของเน็ตไอดอลที่เราชื่นชอบเพื่อเบาบางความอยากในจิตใจหรือการดูรีวิว Luxury Makeup Product ในยูทูปเพราะยังไม่มีเงินซื้อในขณะนั้นเป็นต้นสาเหตุสำคัญที่เซลล์กระจกเงาทำให้เรารู้สึกมีความสุขในการเฝ้ามองหรือเลียนแบบพฤติกรรมของผู้อื่นนั้นเป็นเพราะมันทำงานร่วมกับโดพามีนสารที่มีหน้าที่สร้างความพึงพอใจในร่างกายมนุษย์

จากทั้งหมดที่กล่าวมาเราในฐานะผู้บริโภคควรระมัดระวังเเละใช้วิจารณญาณในการซื้อสินค้าให้มากขึ้นเพราะการโฆษณาในยุคปัจจุบันและในอนาคตข้างหน้าล้วนเเล้วเเต่เกี่ยวข้องกับเซลล์กระจกเงาที่มีอิทธิพลต่อความคิดความรู้สึกความภักดีต่อแบรนด์ตลอดจนสัญชาตญาณในการซื้อของเรา

 

อ้างอิง : หนังสือ buy.ology โดย Martin Lindstrom

พิม บัวรุ่งโรจน์

584 50837 28

ถูกทันที เพราะมี Insight

จาก Class ‘Power of Insight’ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ผู้เขียนนึกถึงข้อคิดดีๆ ข้อคิดหนึ่ง ที่ได้จากการไปฝึกงานมาว่า

“การรู้ Insight ของกลุ่มเป้าหมายและนำไปประยุกต์ใช้อย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะทำให้ถูกต้อง ถูกโจทย์ลูกค้า หรือถูกใจกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แต่ในบางกรณียังทำให้ งบที่ใช้ในการทำ Campaign ถูกลง ด้วย “

ซึ่งข้อคิดนี้ผู้เขียนได้มาจาก “#DesigningVeranda” เป็น Online Campaign ของ วีรันดา รีสอร์ท พัทยา  ซึ่งเป็นงานของทีมครีเอทีฟที่ผู้เขียนได้ไปฝึกงานด้วย

#DesigningVeranda เกิดจาก Insight ที่ว่า คนชอบถ่ายภาพลง Instagram เวลาไปเที่ยว ทีมจึงได้นำพฤติกรรมนี้มาใช้โปรโมท วีรันดา รีสอร์ทเปิดใหม่ ที่เต็มไปด้วยมุมสวยๆให้ถ่ายรูป โดยแผนคือ สร้าง Trend บน Instagram ด้วย #DesigningVeranda

เริ่มต้นการสร้างกระแสด้วยการส่ง Invitation Card ให้ Infuencer สายที่ชอบถ่ายภาพผ่านทาง Inbox ใน Instagram โดยมีการชื่นชมภาพถ่ายของพวกเขาและเชิญให้มาพักที่ วีรันดา ฟรีแลกกับการแชร์ภาพและติด #DesigningVeranda ด้วยคำเชิญที่ท้าทายการถ่ายภาพทำให้มี Influencer ตอบรับคำเชิญกว่า 80%

IMG_6319.jpg

หลากหลายมุมมองที่สวยงามของรีสอร์ทได้ถูกถ่ายถอดออกมาผ่านภาพของ Influencer ที่มาเข้าพัก สร้างกระแสให้ #DesigningVeranda ได้สำเร็จ จนวีรันดากลายเป็น Social Resort  ผลตอบรับที่ได้คือ รูปภาพเกินกว่า 2,000 รูปถูก แชร์ภายใต้ #DesigningVeranda แบรนด์ชุดว่ายน้ำต่างมาร่วมเกาะกระแสเพื่อโปรโมทสินค้า มีนิตยสารชื่อดังติดต่อมาถ่ายแฟชั่นเซ็ต ได้รีวิวผ่านทางเว็บท่องเที่ยวต่างๆ

IMG_6320.jpg

ที่สำคัญคือ ได้ Earned Media มูลค่ากว่า 20 ล้านบาทมาฟรีๆ โดยไม่ได้เสียค่า Media Spending เลยแม้แต่บาทเดียว ยอดคนจองทะลุเป้าครึ่งปีแรกภายใน 2 เดือน วีรันดากลายเป็นรีสอร์ทที่ใครๆ ก็อยากมาพัก

ลองย้อนกลับไปว่า ถ้าเราทำ Campaign นี้แต่ไม่ได้หยิบ Insight พฤติกรรมบนโลกออนไลน์นี้มาใช้ การโปรโมทรีสอร์ทที่เปิดตัวใหม่ก็อาจจะเป็นแค่ทำคลิปวิดีโอทั่วๆ ไป ที่ต้องเสียค่าทั้งค่า Production ค่า Media และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องตามมาอีก

นอกจากนี้ #DesigningVeranda ยังเป็น Online Campaign ที่จับจุด Touchpoint ของกลุ่มเป้าหมายได้จริงๆ อีกทั้งยังมี Interactive ระหว่าง รีสอร์ทและกลุ่มเป้าหมาย ที่สร้าง Experiences ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้มาเข้าพักที่รีสอร์ทจริงๆ ด้วย

ส่วนลูกค้า วีรันดา เองก็ประทับใจกับผลงาน #DesigningVeranda Online Campaign มาก จนให้ส่วนลดค่าที่พักกับเอเจนซี่มาตลอดจนทุกวันนี้

เพราะมี Insight ก็ ถูกต้อง ถูกโจทย์ลูกค้า ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย แถมค่าใช้จ่ายก็ถูก

ครบ จบ ที่ Insight ที่เดียว 

 

ยู 5845034028

 

 

 

 

 

 

 

วางแผนสื่อสารการตลาด เริ่มตรงไหน?

linecamera_shareimage

ด้วยผู้เขียนเคยทำงานทั้งฝั่งเอเจนซี่โฆษณา และ ฝั่งลูกค้า หลายครั้งที่เห็นไอเดียดีๆ โดนยิงทิ้งไปเสียง่ายๆ อย่างไม่ไยดี เพราะเหตุผลสั้นๆ เคลียร์ๆ ว่า “ไม่ตอบโจทย์” คำตอบของคำถามที่จั่วหัวไว้ ก็ตามนั้นเลยคือ งานวางแผนการสื่อสารการตลาด เริ่มที่การ “เข้าใจโจทย์” แล้วจึงค่อยคิดงานที่ “ตอบโจทย์” As simple as that.

เพราะการเข้าใจโจทย์ เป็นหัวใจสำคัญ เป็นสัจธรรม เป็นธรรมชาติ ของการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ปัญหาการตลาด แต่คือทุกสิ่งอย่างของชีวิต การแก้ปัญหาเริ่มตรงนี้ ลองสังเกตเบบี้ตัวน้อยๆ ที่ร้องไห้งอแงไม่หยุด แม่อุ้มก็แล้ว ยังไม่เงียบ พ่อร้องเพลงโปรดให้แล้ว ยังไม่เงียบ แม่จับเข้าเต้าจะป้อนนมแสนอร่อย ก็ยังบ่ายหน้า ตีสามแล้ว เกรงใจบ้านข้างๆ บ้างลูก พ่อเริ่มมองบน ว่าเลี้ยงลูกมันยากจริงวุ้ย แม่เริ่มมองต่ำ…อะฮ้า ทำไมขาแข้งลูกสะบัดไม่หยุด อ่ะ ลองแกะผ้าอ้อมออกให้ จบ หยุด เงียบเหมือนกดปุ่ม stop ความสงบกลับคืนสู่เพื่อนบ้าน ที่แท้แล้ว ลูกร้องงอแงเพราะไม่สบายตัวที่ผ้าอ้อมเปียกฉี๊ฉี่นั่นเอง เมื่อเข้าใจโจทย์แล้ว ก็แก้ปัญหาตรงจุด ด้วยการเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ให้ ลูกน้อยก็ยิ้มได้ จากนั้นจะป้อนนม หรือร้องเพลงให้ฟัง ก็ตามสบายเลยแม่

เกาให้ถูกที่คัน Seek first to understand. ถึงจะชนะ ดูอย่างเคสของเบบี้แงๆ พอรู้ว่าปัญหาที่แท้คืออะไร หาวิธีแก้มันง่ายนิดเดียว (มั้ง 55) ที่อยากจะบอกก็คือ ให้อุทิศเวลา สติปัญญา ในการหาว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ก่อนที่จะกระโจนไปสู่ solution

เคยเห็นมั้ย คนที่สับสนในชีวิตของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร จุดยืนคืออะไร จะก้าวเดินต่อไปในชีวิตอย่างไร นั่นแหละค่ะ คล้ายๆ กัน แบรนด์สินค้าและบริการ ก็มีอาการแบบนี้ได้ แม้แต่คนที่ปั้นแบรนด์มากับมือ ก็อาจมีโมเมนท์สับสนได้เหมือนกัน แต่ละวันวุ่นอยู่กับงาน execution จนไม่มีเวลาดูภาพใหญ่ รู้ตัวอีกที เราเสีย competitive advantage ไปซะแล้ว เราจึงต้องรู้จัก step back แล้วทบทวนตัวเองว่า

#เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร – -‘

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าปัญหาที่แท้จริง คืออะไร

ถ้าเอาตามหลักวิชาการ ก็จะบอกให้ไปทำ situation review, competitive analysis, consumer research มีเครื่องมือ วิเคราะห์นู่นนี่นั่นมากมายบอกไม่หมด หาอ่านได้ฟรี แค่เสิร์ชในกูเกิ้ล เดี๋ยวนี้อยากเรียนรู้อะไรง่ายนิดเดียว ขอแค่ขยันค้นคว้า

จุดเริ่มต้นของปัญหา มันอาจจะเริ่มจากอาการว่า “ยอดขายตกทำยังไงดี” การทำ analysis ก็คือ การไปเข้าใจเหตุและผลของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้เราขุดค้นต่อ ว่ายอดขายตกที่ไหน เริ่มตกเมื่อไหร่ ตกเพราะใครรึเปล่า ตกแบบตกชั่วคราว หรือดูแนวโน้มว่าจะซึมไปยาวๆ ลองตั้งสมมติฐาน แล้วพิสูจน์ไปเรื่อยๆ สุดท้าย อาจจะขัดเกลาโจทย์ของการทำงานออกมาว่า “ยอดขายตกเพราะจุดขายที่เราเคยโดดเด่น มันไม่เด่นอีกต่อไปแล้ว คู่แข่งก็ทำได้” การทำ analysis ทำให้โจทย์มีความชัดเจน มันก็จะชี้ทิศทางของการทำงานได้เคลียร์ ว่าเราต้องวางแผนเพื่อหา point of difference อันใหม่ ถ้าไม่ใช้เวลาวิเคราะห์ตรงนี้ คิดไปง่ายๆ “ยอดขายตกทำไงดี” ตอบทันที “ลดราคาเลยจัดโปรๆๆ” นี่มันจะใช่การแก้ปัญหาในระยะยาวมั้ยจ๊ะ

คิดอะไรไม่ออก…ก็ลองไปคุยกับลูกค้าดู แต่จะคุยยังไงให้ได้คำตอบที่แท้จริง เพราะบางครั้งเค้าก็ไม่ตอบเรื่องจริง คุยกับลูกค้า จึงต้องตั้งคำถามให้เป็น คุ้ย และ แคะ จนได้ “insight” ออกมา ยกตัวอย่างจากเคสของรุ่นพี่ที่เคยมาเล่าสู่กันฟังในคลาสของเรา ลูกค้าทำโรงแรมเล็กๆ ลักษณะ hostel มีอยู่หลาย location ในย่านที่ backpacker อยู่กันมาก ตกแต่งโรงแรมได้แบบฮิบมาก เก๋มาก ฝรั่งชอบแน่นอน ลูกค้าทำการตลาดผ่านเวปจองโรงแรมยอดนิยม ดูจากเวปแล้วก็ไม่มีอะไรผิดแม้แต่นิดเดียว ถ่ายภาพสวยๆ ข้อมูลครบๆ แต่โรงแรมก็ยังไม่ได้เป็นขวัญใจของนักท่องเที่ยวเท่าที่ควร เอเจนซี่ได้รับบรีฟจากลูกค้ามาให้โปรโมทโรงแรมให้หน่อย สิ่งที่ครีเอทีฟทำ คือ ขอเข้าไปพักอาศัย ทำตัวเป็น backpacker อยู่ที่นี่ 7 วัน 7 คืน นี่คือการ research ชั้นเยี่ยม ได้เข้าไปคลุกคลีกับแขกที่มาเข้าพัก ได้ค้นพบว่า แขกเป็นคนรุ่นใหม่ อยากได้ประสบการณ์ที่บ้าบอเก็บไว้ในความทรงจำ ได้สังเกตการทำงานของพนักงานที่นั่น ที่เป็นกันเองกับแขกขนาดที่ว่าพาไปเที่ยวไม่เมาไม่พากลับที่พัก ซึ่งแขกชอบมาก เป็นต้น สุดท้ายทีมครีเอทีฟจึงกลั่นกรอง consumer insight ออกมาเป็น culture ของโรงแรมนี้ เป็นประมาณ “your (widest) best buddy” ทุกสิ่งอย่างของ hostel ให้ reflect culture นี้ ทำโฆษณาโปรโมทที่ crazy แต่ก็ได้รับความสนใจมาก เช่น ใครพูด “เช้ากินผัดฟัก เย็นกินฟักผัด” ได้คล่อง ก็พักฟรีหรือได้ส่วนลดกันไปเลย ห้องยิมที่นี่ ก็จัดเป็นเวทีสอนชกมวยไปซะ เป็นต้น

Key point สำคัญคือ อย่าไปหาแต่ข้อมูลๆๆ มา แล้ววิเคราะห์ไม่ออก พาไปสู่ solution ไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้น คุณได้มาแค่ Finding แต่ไม่ใช่ Analysis งานวิเคราะห์ไม่ง่าย แต่ฝึกฝนได้ มือใหม่หัดวิเคราะห์อาจจะเกิดอาการที่เรียกว่า “Data Overwhelming” งุนงงอยู่ในถังข้อมูล ใครช่วยฉุดฉันขึ้นมาที! ผู้เขียนก็เคยเป็น อาการแบบนี้รักษาหายได้ค่ะ อ่านมากๆ คอยถอดรหัสความสำเร็จของแบรนด์ต่างๆ ในตลาด ว่าจุดเริ่มต้นเค้าเกิดจากการตีโจทย์ไว้อย่างไร ฝึกไป ฝึกไปจ้ะ

หากมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับเอเจนซี่หรือที่ปรึกษา ให้คุยกันบ่อยๆ ระหว่างเจ้าของแบรนด์กับเอเจนซี่ (collaborate) แชร์ข้อมูลกัน และเปิดรับมุมมองใหม่ๆ แบรนด์ต้องมองว่า เราช่วยเอเจนซี่ ให้เค้ารู้เท่าๆ แล้วความคิดสร้างสรรค์เขาจะช่วยเราได้ (help you – help me) ถ้าแบรนด์ไม่อยากพูดมาก เอเจนซี่ก็ต้องคุ้ยแคะทุกอย่างจากแบรนด์มาให้ได้ (help me – so I can help you)

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการวางแผนงานสื่อสารการตลาด ในความเห็นของผู้เขียน ดูจะหนักหน่วง ต้องไปหาข้อมูลเยอะแยะมากมาย แต่ก็นั่นแหละ เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

จริงๆ นะ

 

By K.J 28/8/2018

Hello.

A small class in Bangkok learning about Marketing Communication. We are friends who would like to share our thoughts to people outside the class. Right or wrong, agree or disagree, it’s part of our learning. Let the journey begins…