เมื่อพูดถึงวงการ K-Pop หากไม่ใช่ติ่งตัวแม่ก็คงจะมีชื่อวงแค่ไม่กี่ชื่อผุดขึ้นมาในหัว เช่น วง แบล็คพิ้งค์ (BLACKPINK) จากค่ายดังอย่าง YG Entertainment ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในขณะนี้ หรือวงในตำนานอย่าง ดงบังชินกิ (TVXQ) ที่มีชื่อเสียงมายาวนานจนเป็นที่จดจำของหลายๆ คน
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่วงจากค่ายดังหรือวงที่เดบิวต์มานับสิบปีจะเป็นที่รู้จักของใครหลายคน แต่วงที่เพิ่งจะเดบิวต์ได้ไม่นาน แถมยังมาจากค่ายโนเนมอย่าง วอนนาวัน (Wanna One) เองกลับก็เป็นอีกวงที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจนเรียกว่าเป็นตำนานหน้าใหม่ของวงการ K-Pop เลยก็ว่าได้

เพราะอะไรวงน้องใหม่จากค่ายโนเนมนี้ถึงดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ แบบนั้นกันนะ?
ถ้าให้พูดกันตรงๆ ศิลปินเกาหลีก็เหมือนสินค้า และแฟนคลับอย่างเราๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้บริโภคที่มี Brand Loyalty สูงปรี๊ด ที่ไม่ว่าแบรนด์จะออกอะไรมาใหม่ก็พร้อมจะจ่ายเงินให้ทันที พวกวงดังๆ ก็คงเรียกได้ว่าเป็น Stars ของตลาด ส่วนพวกวงหน้าใหม่ปลายแถวก็หนีไม่พ้น Question Marks ที่รอวันดับ หากไม่คิดจะทำอะไรสักอย่าง
แน่นอนว่าถ้าอยู่ๆ วงน้องใหม่จากค่ายโนเนมมาประกาศเดบิวต์ก็คงจะไม่มีใครสนใจ ดังนั้นวิธีการดึงดูดความสนใจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในวงการ K-Pop ณ ขณะนี้ก็คือการทำ Storytelling

เมื่อ 3 ปีก่อน ช่องเคเบิลที่ทรงอิทธิพลกับวงการเพลงเกาหลีใต้อย่าง Mnet ได้เปิดตัวรายการ Survival Reality ที่ใช้ชื่อว่า Produce 101 โดยให้ค่ายเพลงทั้งเล็กและใหญ่ส่งศิลปินฝึกหัดในสังกัดของตัวเองมาร่วมแข่งขัน ปัจจุบันรายการมีทั้งหมด 4 ซีซั่น โดยแต่ละซีซั่นจะมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 101 คน ซึ่งผู้ชมทางบ้านจะทำหน้าที่เป็น Producer แห่งชาติ ในการคัดเลือกเด็กฝึกที่ตนชื่นชอบผ่านการโหวตให้กลายเป็น 11 คนสุดท้ายที่จะได้เดบิวต์เป็นวงชั่วคราว ที่มีอายุวงจำกัด ซึ่งวง วอนนาวัน (Wanna One) เองก็เป็นหนึ่งผลผลิตจากรายการนี้ ที่ถึงแม้จะยุบวงไปแล้วตามสัญญา แต่ก็ยังทิ้งชื่อไว้เป็นตำนานหน้าใหม่ของวงการ K-pop มาจนถึงปัจจุบัน
ในระหว่างการแข่งขันจะมีศิลปินรุ่นพี่ในวงการมาช่วยฝึกซ้อมและให้คำแนะนำต่างๆ เพื่อให้เด็กฝึกเหล่านี้พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้น และด้วยความที่เป็นรายการ Survival Reality ทำให้ผู้เข้าแข่งขันเหล่านี้มีพื้นที่บนสื่อต่างจากเด็กฝึกทั่วไปที่ต้องฝึกซ้อมแบบเก็บตัวตามกฏของค่าย ทำให้เราได้เห็นเรื่องราว ความทุ่มเทพยายาม และพัฒนาการของเหล่าเด็กฝึก ช่วยให้พวกเขากลายเป็นที่รู้จักและได้รับการสนับสนุนในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น
สังเกตเห็นอะไรจากการทำรายการรูปแบบที่ว่าไปบ้างไหม?
จากการเก็บตัวซ้อมเด็กฝึกเพื่อเดบิวต์แล้วมาลุ้นเอาว่าจะปังหรือแป้ก กลายมาสู่การสร้าง Story ให้กับวง ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวความพยายามของเด็กฝึก นำเสนอให้เห็นถึงพัฒนาการว่ากว่าจะกลายมาเป็นวงๆ หนึ่งได้ เด็กฝึกเหล่านี้ต้องทุ่มเท เดินตามความฝัน และพยายามอย่างหนักหน่วงแค่ไหนในการพัฒนาตัวเอง แข่งขันกับเพื่อนร่วมฝันนับร้อยชีวิตและก้าวสู่การเป็นไอดอลหน้าใหม่ รวมถึงการสร้าง Consumer Engagement ระหว่างวงและแฟนคลับก่อนที่จะเดบิวต์ โดยให้ผู้ชมรายการเป็นผู้โหวตเลือกศิลปินที่จะได้เดบิวต์ เป็นการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของวงว่าตัวฉันเองเป็นคนเลือกสมาชิกและสร้างวงนี้ขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ความผูกพันที่เกิดจากการเฝ้าดูพัฒนาการของพวกเขาและเป็นเสียงในการโหวตให้พวกเขาได้เดินตามความฝัน และความผูกพันนี้เองก็จะนำไปสู่ความภักดีต่อวงที่จะไม่เปลี่ยนใจไปชอบวงอื่น
การสร้าง Story ของรายการ Survival Reality ไม่ได้มีผลแค่กับวงที่ได้เดบิวต์จากรายการ แต่รวมไปถึงเด็กฝึกคนอื่นๆ ที่ตกรอบด้วย เพราะแค่ได้เข้าร่วมแข่งขันและกลายเป็นที่รู้จัก มีแฟนๆ คอยติดตาม ก็จะส่งผลดีต่อการโปรโมทวงใหม่เมื่อกลับค่ายตัวเองไปในอนาคต คนอาจจะพูดถึงพวกเขาว่า “อ๋อ คนนั้นไงที่เคยไปออกรายการ Produce 101” ทำให้รู้สึกคุ้นเคยและสร้างความสนใจให้กับวงใหม่ได้มากขึ้น สร้างโอกาสให้พวกเขามีพื้นที่บนสื่อมากขึ้นด้วยนามสกุล Produce 101 เหมือนที่เด็กฝึกคนหนึ่งได้เคยพูดไว้
“ถ้าชนะได้เดบิวต์ก็เหมือนถูกรางวัลแจ๊คพอท แค่ไม่ตกรอบแล้วอยู่ถึงวันออกอากาศวันสุดท้ายก็คุ้มค่ามากพอแล้วกับการเข้าร่วมแข่งกัน”
ทุกวันนี้แทบจะไม่มีวงไหนที่ไม่มีสมาชิกที่เคยผ่านรายการ Survival Reality มาก่อน ยิ่งมี Story ของวงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเรียกความสนใจจากคนได้มากเท่านั้น ดังนั้นถ้าไม่อยากจะเป็นแค่ Question Marks ในตลาดอีกต่อไป Storytelling ก็นับว่าเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจในการเอาชนะเหล่า Stars ที่กำลังครองตลาด K-Pop นี้อยู่ได้
เขียนโดย ชนนิกานต์ ศิลมัฐ 5945022528
อ้างอิง:
– http://www.hallyukstar.com/2016/07/26/idol-world-why-survival/
























