LINE Thailand กับภารกิจสร้าง Life Infrastructure อยู่ในชีวิตคนไทย 24 ชม. 7 วัน

LINE Thailand

ทุกวันนี้คนไทยใช้เวลาท่องโลกอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ประมาณ 200 นาทีต่อคนต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นการใช้ “LINE” โดยเฉลี่ย 60 นาทีต่อคนต่อวัน

ในขณะที่ประเทศไทย มีผู้ใช้ “LINE” 44 ล้านคน หรือกว่า 90% ของยอดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยกว่า 50 ล้านคน และช่วงเวลาที่อยู่บน LINE คิดเป็น 1 ใน 3 ของการใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือ

เพราะฉะนั้นโจทย์ใหญ่ของ “LINE ประเทศไทย” ในวันนี้ จึงไม่ใช่การเพิ่มยอดจำนวนผู้ใช้งานเป็นหลักเหมือนเช่นในยุคแรกของการทำธุรกิจ แต่อยู่ที่การทำให้คนไทยใช้ชีวิตอยู่บนแพลตฟอร์ม “LINE” มากขึ้น ด้วยบริการต่างๆ ใน Ecosystem

แต่การไปถึงเป้าหมายนั้นได้ หัวใจสำคัญคือ การสร้าง “Life Infrastructure” ที่ภายในระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) มีบริการหลากหลาย และบริการนั้น ต้องตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้คน, เทคโนโลยีใช้งานง่าย-สะดวก, ตรงใจผู้บริโภคไทย และเป็น Business Solution ให้กับแบรนด์ – ผู้ประกอบการธุรกิจ SME

หากทำได้สำเร็จ เมื่อนั้นแพลตฟอร์ม LINE จะเป็น “Super App” หรือ “Everyday App” ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยตั้งแต่ตื่นนอน ถึงเข้านอน เรียกได้ว่า 24 ชั่วโมง 7 วันอย่างแท้จริง

การสร้าง “Life Infrastructure” เป็นภารกิจใหญ่ของ  LINE ประเทศไทย ในทุกวันนี้คู่แข่งที่เป็น Tech Company ต่างเร่งนำเสนอบริการที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อหวังจะเป็น “Super App” ที่ผู้บริโภคเลือกใช้มากที่สุด

“LINE” เปิดตัวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากก้าวแรกด้วย แอปพลิเคชันสนทนาและต่อด้วยการเปิดตัว LINE Stickers และ Line Official Account ซึ่งผลปรากฎว่า LINE Stickers ถูกจริตคนไทยอย่างมาก ส่งผลให้ LINE ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ขยายสู่การให้บริการ LINE Games เช่น Cookie Run ต่อด้วย LINE Creators Market ให้นักออกแบบสามารถมาออกแบบ LINE sticker ได้ยิ่งทำให้ธุรกิจ Sticker แข็งแรงขึ้น

LINE Stickers

ขยายเข้ามาสู่ธุรกิจคอนแทนต์มากขึ้น อย่าง LINE TV เป็นทีวีออนไลน์และ LINE Today รวบรวมข้อมูลข่างสารต่างๆ และยังขยายมายังบริการด้านการเงิน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ LINE ประเทศไทย ด้วย payment ภายใต้ชื่อ LINE Pay ที่ได้ร่วมลงทุนระหว่าง Rabbit , Line Pay และ AIS โดยผนึกรวมกันเป็น Rabbit Line Pay เพื่อเป็น Payment Gateway ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย

ยิ่งไปกว่านั้น Line ต้องการเป็น Financial Solution จึงได้ร่วมลงทุนกับธนาคารกสิกรไทย จัดตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัดเพื่อให้บริการ FinTech ด้านต่างๆ หลังจากนั้นมีการเปิดตัว Line Man ซึ่งนับเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จของ LINE Thailand และเปิดตัว LINE Jobs เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การหางานทางออนไลน์ ซึ่งเป็นบริการที่ทำให้คนไทยเข้ามามี engagement บน Line มากขึ้น

image.png

ล่าสุด LINE ได้เปิดตัว Line Shopping รวบรวมแหล่งออนไลน์ช้อปปิ้งมาไว้ในที่เดียว , Line Man Grocery บริการซื้อของใช้ในบ้าน , Line Melody เพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ใช้งานนำเพลงยอดนิยมมาตั้งเป็นMelody , Ringtone เสียงรอสายได้ image.png

ขณะเดียวกัน “LINE” เป็น Business Solution ให้กับแบรนด์ และผู้ประกอบการ SME ที่มีทั้ง LINE Official Account (OA) ปัจจุบันมี 3 ล้านราย โดย 1.3 ล้านรายอยู่ในกลุ่มธุรกิจรีเทล และ 180,000 รายอยู่ในธุรกิจร้านอาหาร รวมทั้งเป็นแพลตฟอร์มสื่อสารแบรนด์ ด้วยการขายพื้นที่โฆษณา ทั้งบน LINE TV, LINE Today, Chat list และโปรเจ็คใหม่ล่าสุด คือ “LINE IDOL” สำหรับกลุ่มศิลปิน ดารา และคนดัง ใช้เป็นช่องทางสื่อสารกับแฟนคลับ และได้เพิ่มหมวดหมู่ Business สำหรับคอนเทนต์ด้านธุรกิจ และกลุ่มกีฬา นำเสนอคอนเทนต์กีฬาต่างๆ เพื่อตอบสนองการสื่อสารในปัจจุบัน เช่น การสนทนากันจริงๆในฟังก์ชั่นไลฟ์แชทที่เหล่า Line idol จะมาพูดคุยกับทุกคนใน Chat ส่วนตัวแบบ Exclusive ที่เราจะรู้สึกว่าเราใกล้ชิดกับ Idol ที่เราโปรดปราน

image.png

จะเห็นได้ว่า LINE เป็นส่วนหนึ่งของ Life Infrastructure ของทุกๆ คน ของผู้ใช้ 44 ล้านคนใน ตื่นเช้ามา นอกจากส่งข้อความ – เช็คข้อความแล้ว ก็สามารถเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารได้ สามารถใช้หางานได้ ใช้ดู Entertainment Content ใช้ซื้อของได้ เรามี e-Commerce Platform และเราก็มี Payment Gateway ที่สามารถชำระค่าสินค้า-บริการ และค่าน้ำค่าไฟผ่านตรงนี้ได้

LINE Thailand เชื่อว่า Ecosystem ที่มี สามารภตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการในประเทศไทย แต่เราอยู่ใน “Tech Industry” ซึ่งผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมเร็ว รวมถึงมีคู่แข่งทางการค้า ที่สามารถเสนอผลิตภัณฑ์ที่มี Technology Innovation ต่างๆ ขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา

ณ สถานการณ์ปัจจุบันเรามี Infrastructure เพียงพอที่จะให้บริการได้ดี และมีเทคโนโลยีที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาได้ แต่ในอนาคต เราต้องมีโปรดักต์อื่นเข้ามาเติมเต็มมากขึ้น”

สำหรับตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ อย่างกรณีศึกษา “LINE MAN” มีในไทยที่เดียว

image.png

LINE MAN แม้จะไม่ได้เป็น First Mover แพลตฟอร์มสั่งอาหาร แต่เกิดขึ้นโดยวิศวกรไทย ที่เล็งเห็นช่องว่างธุรกิจที่แพลตฟอร์มสั่งอาหารที่อยู่มาก่อน นำเสนอร้านอาหารที่อยู่ในศูนย์การค้า ในขณะที่ธุรกิจอาหารกลุ่มใหญ่สุดในประเทศไทย คือ “ร้านสตรีทฟู้ด” ที่ผู้บริโภคประสบ Pain Point ทั้งเรื่องที่จอดรถ การเดินทาง ร้านมีที่นั่งจำกัด ไม่สะดวก ทำให้การเกิดขึ้นของ “LINE MAN” จึงเปิดบริการจัดส่งอาหารจากร้านสตรีทฟู้ด นอกเหนือจากร้านในศูนย์การค้า ถึงปัจจุบันแตกกิ่งก้านแล้ว 5 บริการ และได้ขยายไปสู่ “LINE MAN GROCERY”บริการซื้อของใช้ในบ้านจากซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต

 

image.png

ผ่านมา 6 ปี LINE มีผลิตภัณฑ์หลากหลายเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นถึงวันนี้ ถามว่า LINE คืออะไร LINE ต้องการเป็น Life Infrastructure ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน และความต้องการของผู้ใช้ในทุกๆ วัน

LINE ต้องการ Integrate อยู่ในการใช้ชีวิต หรืออยู่ใน Mobile Internet ของคนไทยในทุกๆ วัน โดยที่เขาไม่รู้สึกว่าสร้างความรำคาญให้เขา แต่รู้สึกสะดวก รวดเร็ว และเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้

 

น.ส. พิมพ์มาดา ลิ้มจินดา 5945097628

วางตนเป็นตัวร้ายก็สร้าง Brand love ได้ : บทเรียนจากการทำโฆษณาของ Burger King

burger-king-mcdonalds-today-main-190117_02005788809711fffdc20f79cc06d8fc.jpg

“ความรัก กับ ความดี เป็นคนละเรื่องกัน

บางครั้งคนดีจึงเจ็บปวด เพราะดีแทบตายเขาก็ไม่เลือกเรา”- ดีเจพี่อ้อย พี่ฉอด

 

ความรักเป็นเรื่องนามธรรมที่มองไม่เห็นด้วยด้วยตา และสัมผัสไม่ได้ด้วยกาย แต่รับรู้ว่ามันมีอยู่ได้ด้วยใจ หากมองความรักในเรื่องความสัมพันธ์ มันเป็นดั่งเชื้อเพลิงที่ส่งให้คนหนึ่งคนที่มีความรักคลุกกรุ่นในใจ มีแรงขับเคลื่อนไปทำสิ่งต่างๆ ให้คนที่ตนปรารถนาจะมอบความรักให้โดยอาจไร้ซึ่งข้ออ้างใดๆ จึงไม่แปลกอะไรที่ใครต่อใครต่างต้องการ “เป็นที่รัก” และพยายามปรับเปลี่ยน พัฒนา ผลักดันตนเองให้เข้าใกล้ “ความเป็นที่รัก” ยิ่งขึ้น

 

เช่นเดียวกับในทางการตลาด ตราสินค้าต่างๆ ล้วนต้องการสร้าง “Brand love” หรือการเป็นตราสินค้าที่ผู้บริโภครักอย่างเหนียวแน่น ด้วยเหตุผลเดียวกันกับความรักในความสัมพันธ์ นั่นคือ ต้องการให้ผู้บริโภคจงรักภักดีต่อตราสินค้าของตนโดยไม่หันไปมองตราสินค้าอื่นที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่แข่งขัน พร้อมทั้งโอบอ้อม ยอมจ่ายเงินให้กับทุกผลิตภัณฑ์ที่ออกมาสู่ตลาด เช่นนี้แล้ว แต่ละตราสินค้าจึงต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ สร้างความสัมพันธ์ในด้านที่ดีงามออกมาสู่สายตาผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของเขา แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่ใช่วิธีการสร้าง Brand love ของตราสินค้าอย่าง Burger King

 

ตราสินค้า Burger King ได้ชื่อว่า “เป็นที่สอง” ในตลาดสินค้าเบอร์เกอร์มาโดยตลอด ทั้งในด้านจำนวนสาขาทั่วโลกหรือจำนวนยอดขายก็มักพ่ายให้กับ ตราสินค้าอย่าง McDonald’s ผู้เข้าสู่ตลาดมาก่อนและครอง “ที่หนึ่ง” ในตลาดนี้มาตั้งแต่ต้น แต่หากมองไม่แง่ของการทำการตลาดแล้วนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้บริโภคให้ความรักความสนใจแก่ Burger King ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า McDonald’s เลยทีเดียว

 

แต่ในเมื่อไม่สามารถสู้ได้ทั้งยอดขายและจำนวนสาขา Burger King จึงต้องทำให้ตัวเองนั้นแตกต่างจากคู่แข่งขัน ด้วยการวางตำแหน่งของตนเองให้มีภาพลักษณ์เป็นคน “ช่างจิกกัด” คู่แข่งตัวสำคัญอย่าง McDonald’s เสียเลย โดยไม่ว่าเมื่อ McDonald’s ออกแคมเปญโฆษณาใดมา ถ้าประสบพบโอกาส Burger King จะโต้ตอบกลับด้วยโฆษณาที่ประชดประชัน กระทบกระทั้งไปอย่างทันท้วงที และส่วนใหญ่ก็ดันประสบความสำเร็จเสียด้วย

 

ดังเช่นในกรณีแคมเปณ Burn that Ad ของ Burger King ประเทศบราซิล ที่สร้างสรรค์มาเพื่อปั่นป่วนโฆษณาของ McDonald’s อย่างแท้จริง โดยเนื่องจากทุกที่ในประเทศบราซิลเต็มไปด้วยโฆษณาของ McDonald’s จนยากที่ Burger King จะเข้าไปแย่งชิงพื้นที่การสื่อสารได้ แต่ด้วยความเป็น “ตัวร้าย” จึงเกิดแนวคิดที่จะทำลายโฆษณาเหล่านั้นเพื่อแย่งชิงพื้นที่โฆษณาคืนมาอย่างชาญฉลาด ด้วยการนำ AR เข้ามาสร้างสรรค์แอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์ที่เมื่อเปิดกล้องและส่องไปที่โฆษณาของ McDonald’s จะเกิดไฟลุกโชนเผาทำลายโฆษณาคู่แข่งผ่านหน้าจอจนหมดสิ้น เมื่อไฟมอดก็จะปรากฏเป็นภาพคูปองส่วนลดให้นำมาซื้อสินค้าจาก Burger King แทน การเปลี่ยนสื่อของคู่แข่งให้กลายมาเป็นสื่อของตัวเองด้วยวิธีการ “ร้ายๆ” แต่แปลกใหม่เช่นนี้สร้างประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมสนุกไปกับแบรนด์อันจะนำมาซึ่งความผูกผันและก่อเป็นความรักต่อไปได้ แคมเปณดังกล่าวการันตีความสำเร็จด้วยการได้รับรางวัลระดับโลกของวงการสร้างสรรค์โฆษณาอย่าง Cannes Lions ปี 2019 ไปครอง

burger-king-uses-augmented-reality-and-burns-that-ad-digitally

การทำการสื่อสารของตราสินค้า Burger king ที่กล่าวไปข้างต้น แสดงให้เห็นถึง การคว้าโอกาสด้วยความสามารถและสิ่งที่แบรนด์มีนั้นก็ คือ Data และ เทคโนโลยี ในการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ไม่เพียงเกิดความประทับใจและจดจำแคมเปญของแบรนด์เข้าไปอยู่ในความทรงจำ หากยังนำไปสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าอีกด้วย

 

หรือในกรณีล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา ตราสินค้า McDonald’s ได้ประกาศโครงการ CSR ว่าจะบริจาคยอดขาย Big Mac เมนูชื่อดังของทางร้าน 1 วัน ให้กับองค์กรการกุศลด้านมะเร็งในเด็ก ในวันเดียวกันนั้นเอง Burger King ก็ได้ออกมาประกาศงดขาย Whopper เมนูชื่อดังของตน 1 วัน เพื่อจะแสดงตนว่าสนับสนุนการกระทำของ McDonald’s จนทำให้แคมเปณงดขาย Whopper ของ Burger King นั้นเป็นที่พูดถึงในวงกว้างแทรกหน้าแคมเปณของ McDonald’s ไปเสียอย่างนั้น เรียกได้ว่าจะเป็นคนดี สนับสนุนโครงการดีๆกับเขาเสียที ก็ยังไม่ทิ้งลาย “ความร้าย” ให้ McDonald’s เจ็บใจเล่น

99819.kingMain

จากการสร้าง Brand Love ตามฉบับของ Burger King นั้นทำให้เราได้เห็นว่า การทำการตลาดที่จะได้มาซึ่งความรัก ความชื่นชม ความสนใจในตราสินค้าจากผู้บริโภคนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ใครมาก่อนมาหลังหรือการวางตัวให้ดูดี ดูเป็นมิตรเท่านั้น แต่มันขึ้นอยู่ที่ว่า ณ เวลานั้นใครดึงข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังของลูกค้ามา
สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และกลยุทธ์ที่โดนใจผู้บริโภคมากกว่ากันต่างหาก

 

 

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก

ถอดกลยุทธ์ Burger King สร้างยอดขายอย่างไรผ่าน #แคมเปญที่สร้างความหายนะ ให้กับคู่แข่ง จากเวที Cannes Lions 2019

https://www.adgully.com/burger-king-s-whopper-of-a-gesture-for-mcdonald-s-is-a-win-win-88584.html

        ภาวิตา แจ่มคล้าย 5945105028

เรื่องเล่ามันเก่าแล้ว ถึงตาแบรนด์ต้องทำจริง Storydoing กับ “JUST Water”

17

เขาว่ากันว่าสมัยนี้แบรนด์ต้องมี Story เพราะ Story จะช่วยเพิ่มทั้งคุณค่าและมูลค่าให้กับแบรนด์ ดังนั้นเราจึงเห็นแบรนด์หลายแบรนด์หันมาใช้วิธีที่เรียกว่า Storytelling ซึ่งเป็นหนึ่งในการทำ Content marketing ในการทำการตลาดกันมากขึ้น

หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า Storytelling กันมาแล้ว Storytelling ก็คือการเล่าเรื่องราวของแบรนด์หรือสินค้าหนึ่งๆ อย่างน่าติดตาม บอกเล่าตัวตน แบรนด์มีดีอะไร ที่มาเป็นอย่างไร เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคมีอารมณ์ร่วม แบรนด์ที่พยายามเล่า Story มักจะตั้งราคาสินค้าเอาไว้สูง แต่ด้วยการเล่าเรื่องว่ากว่าจะมาเป็นแบรนด์นี้ต้องผ่านอะไรมา ลูกค้าจะได้รับอะไรที่เป็นบริบทนอกจากตัวสินค้าไปบ้าง ทำให้สามารถเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ สุดท้ายลูกค้าก็จะรู้สึกว่าราคาแสนแพงในตอนแรกกลับดูถูกลงและคุ้มราคาขึ้นมา

Actions Speak louder than word

อย่างไรก็ตาม  Storytelling เป็นแค่การเล่าเรื่อง แต่ยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ทำแบบนั้นจริง ลูกค้าบางคนอาจเชื่อ แต่บางคนอาจจะยัง ดังนั้น เหนือไปกว่าการทำ Storytelling คือ Storydoing ที่ต่างจาก Storytelling ตรงที่แบรนด์ต้อง“กระทำ”บางอย่างเพื่อแสดงถึงตัวตนของแบรนด์ คุณค่าของแบรนด์ และต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งบริษัทและการจัดทำสินค้านั้น ๆ ขึ้นมา โดยการกระทำที่ว่าหมายรวมตั้งแต่การออกสินค้า กิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการสื่อสารทุกอย่าง แล้วแบรนด์จึงจะนำสิ่งที่ทำแล้วเห็นผลนั้นออกมาเล่า เมื่อผู้บริโภคได้เห็นว่าแบรนด์ทำจริงอย่างที่พูด ก็จะยิ่งเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์มากขึ้น ผู้บริโภคก็จะเชื่อและชื่นชอบแบรนด์มากขึ้นกว่าแค่การที่แบรนด์เล่าเรื่องราวเพียงอย่างเดียว

ทางบทความจาก Harvard Business Review ก็ได้บอกถึงข้อดีของการทำ Storydoing เอาไว้ทั้งหมด 4 ข้อด้วยเช่นกันว่า

  1. คนจะพูดถึงแบรนด์ที่ทำ Storydoing ในแง่บวกมากกว่า เพราะผู้บริโภคจะรู้สึกผูกพันกับการกระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของ Storydoing รู้สึกดีกับสิ่งที่ทำและอยากนำไปบอกต่อ
  2. ทำ Storydoing แล้วมีรายได้มากกว่า Storytelling เพราะการกระทำของแบรนด์มันสะท้อนว่าแบรนด์นี้พูดจริงทำจริง จึงทำให้ผู้บริโภคกลับมาอุดหนุนสินค้าของแบรนด์อีก
  3. หุ้นเติบโตดี  แบรนด์ที่ซื่อสัตย์ จะยิ่งได้ใจผู้บริโภคไป ส่งผลให้หุ้นเติบโตดีขึ้น
  4. ใช้เงินน้อย แต่คนพูดถึงเยอะ เพราะผู้บริโภคมีประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ ทำให้พวกเขาอยากบอกเรื่องราวให้คนอื่นได้รู้ แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินไปกับการโฆษณาเยอะ แต่ได้ Word of mouth

JUST WATER IS NOT JUST WATER

2

นี่อาจเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ที่ทำ Storydoing นั่นคือกรณีของน้ำดื่ม JUST water ของเจเดน สมิธ ลูกชายของวิล สมิธ ที่ดำเนินธุรกิจมาได้เพียง 4 ปี แต่ในปัจจุบันได้รับการประเมินมูลค่าสูงถึง 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ แล้วทำไมน้ำดื่มยี่ห้อนี้ถึงสามารถสร้างมูลค่าได้สูงในเวลาอันรวดเร็วขนาดนี้กัน

3-2.jpgJUST water เกิดขึ้นมาจากการตระหนักและกังวลถึงปัญหาขยะพลาสติกของเจเดนเมื่อเขามีอายุได้ 11 ปี วันหนึ่งขณะที่เขากำลังโต้คลื่นอยู่ เขาเห็นขวดพลาสติกลอยอยู่กลางทะเล ทำให้เขารู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ จนมีความคิดอยากจะแก้ปัญหานี้และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้โลกใบนี้ดีขึ้น เขาศึกษาและปรึกษาครอบครัวและคนรู้จัก จนในที่สุดก็เกิดเป็นแบรนด์ JUST Water ขึ้นในปี 2015 ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยโลกและทำให้คนทั่วไปตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกมากขึ้น

ทั้งการสรรหาทรัพยากรการผลิต กระบวนการผลิต การขนส่ง ผลิตภัณฑ์ ยันกิจกรรมที่ทำ ล้วนยึดความตั้งใจที่จะทำเพื่อโลกเป็นสำคัญ มาเริ่มกันที่ตัว Packaging หรือตัวขวดกันก่อนเลย ขวดของเจ้า JUST เนี่ยเป็น Paper-based bottle เพราะทำมาจากกระดาษถึง 54% กระดาษที่ใช้ก็ไม่ได้ได้มาจากต้นไม้อะไรก็ได้ แต่ต้องเป็นต้นไม้ที่ตัดโดยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องเท่านั้น ส่วนไหล่ขวดและฝาขวดคิดเป็น 28% ก็ทำมาจากพลาสติกที่ทำจากพืช (Plant-based Plastic) อย่างอ้อยจากบลาซิลที่เป็นประเทศที่ปลูกอ้อยจำนวนมาก ส่วนอีก 18% ที่เหลือมาจากฟิล์มพลาสติกป้องกัน 15% และ อลูมิเนียม 3% ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและรักษาขวดให้สมบูรณ์

4

ส่วนตัวน้ำของเจ้า JUST ก็เป็นน้ำพุธรรมชาติ จาก Glens Falls เขตทางตอนเหนือของนิวยอร์กที่มีน้ำจำนวนมาก นำมาผ่านกระบวนการกรองแบบหนึ่งซึ่งเขาบอกว่าสิ้นเปลืองน้อยกว่าการกรองน้ำประปาที่ใช้พลังงานมากกว่าและยังมีน้ำเสียออกมาด้วย

8

นอกจากนั้นด้วยลักษณะของขวดทำให้ JUST สามารถบรรจุ 1.5 ล้านขวดภายในรถบรรทุกคันเดียว ในขณะที่น้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกของแบรนด์อื่นต้องใช้รถบรรทุกถึง 13 คัน ทำให้ JUST สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปได้ถึง 74% เลยทีเดียว

แม้ว่า JUST จะมีบรรจุภัณฑ์ที่ดีอยู่แล้ว แต่ JUST ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เพราะ JUST ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวัสดุใหม่ ๆ สำหรับทำบรรจุภัณฑ์และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

“มันก็เหมือนไอโฟน ที่ต้องมีอัพเดทรุ่นใหม่ๆ ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ทุกปี เราเองก็พยายามจะอัพเดทPackaging ของเราให้ดีขึ้นทุกปีเหมือนกัน” – Jaden Smith

การสื่อสารของ JUST ในเว็บไซต์และช่อง YouTube ของแบรนด์เอง นอกจากจะบอกเรื่องราวและความตั้งใจของแบรนด์ ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างน่าสนใจ ตั้งแต่ที่มาของทรัพยากรในการผลิต ว่าไปหามาจากที่ไหน ทำไมเลือกที่นี่ คำนึงถึงอะไรบ้าง รายละเอียดกระบวนการการผลิต การขนส่ง และอื่น ๆ ที่ล้วนสอดคล้องกับความตั้งใจอยากจะช่วยโลก แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า “คิดมาแล้ว”

กิจกรรมช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมกับ Allbirds

6

นอกจากเรื่องบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกแล้ว JUST ยังทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของแบรนด์ที่ต้องการทำเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอีกด้วย โดยเมื่อไม่นานมานี้ JUST ได้ร่วมมือกับ Allbirds แบรนด์รองเท้า Sneaker จัดทำคอลเลคชั่น Tree Runner และ Tree Topper โดยนำเงินที่ได้จากยอดขายทั้งหมด 100% เข้ากองทุนช่วยเหลือไฟป่าบริเวณป่าแอมะซอนของลีโอนาโด ดิคาปริโอ

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่า การที่ JUST แสดงออกว่ารักษ์โลกอย่างจริงจัง ผ่านการใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตและการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ตั้งแต่การคิดค้นบรรจุภัณฑ์ การสรรหาทรัพยากรการผลิต แหล่งทรัพยากร กระบวนการผลิต การขนส่ง กิจกรรม และอื่น ๆ ล้วนพยายามลดผลกระทบที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดและสอดคล้องกับเจตนารมณ์แรกเริ่มของแบรนด์ที่หวังจะเป็นอีกแรงในการช่วยลดขยะพลาสติกและช่วยส่งเสริมให้คนตระหนักถึงปัญหานี้แล้วเริ่มหันมาช่วยโลก เมื่อ JUST ลงมือทำทุกอย่างที่ว่ามาแล้ว เขาจึงนำสิ่งนี้ออกมาเล่าให้ทุกคนได้รู้

ผู้บริโภคเองนอกจากจะได้น้ำดื่มกลับไปแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การที่ผู้บริโภครู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลกให้ดีขึ้นทำให้เขารู้สึกดีกับทั้งตัวเองและแบรนด์ เกิดประสบการณ์ที่ดีร่วมกับแบรนด์ นำไปสู่การเกิด Brand Love การบอกต่อ และสนับสนุนแบรนด์ต่อไป

IMG_9553    IMG_9554    IMG_9559

นอกจากชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง เทรนด์ที่คนเริ่มหันมาสนใจสิ่งแวดล้อม อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้ JUST เติบโตมาจนถึงวันนี้ได้คือความตั้งใจและการทำให้เห็นจริง นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ว่า การทำ Storydoing หรือการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ มากกว่าแค่เล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว จะยิ่งช่วยเสริมสร้างแบรนด์ให้มีคุณค่ามากขึ้นและนำแบรนด์ไปสู่ความสำเร็จในที่สุด

By Yanisa Khajornrat 5945033428

Reference

Storytelling vs Storydoing แพ้ชนะวัดกันที่ “เรื่องเล่า”

Storytelling VS Storydoing เล่าแบบไหนโดนใจคนมากที่สุด

รู้จัก JUST Water น้ำดื่มสุด Eco มูลค่า 100 ล้านเหรียญ จากวัสดุรีไซเคิล 100%

ร้อยล้านแล้วจ้า!! น้ำดื่มดีต่อโลก ‘JUST Water’ ของ ‘เจเดน’ ลูกชายวิล สมิธ ขึ้นแท่นสตาร์ทอัพมูลค่าทะลุร้อยล้านเหรียญ

JUST Water

6 เคล็ดลับ เอาชนะใจผู้บริโภคด้วย Micro-Moment

ok

ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่สมาร์ทโฟนและสื่อสังคมออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อชีวิตของเรา ทำให้พวกเราทุกๆ คนสามารถรับข่าวสารจากสื่อต่างๆ บนโลกออนไลน์ได้แทบจะตลอดเวลาที่ต้องการ หรือในเวลาที่ต้องการจะหาข้อมูล เพียงปลายนิ้วคลิกก็สามารถตามหาสิ่งที่ต้องการได้  ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ส่งผลทำให้เกิด ‘ช่วงเวลา’ หรือ ‘Moments’ ขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเราวันละหลายร้อยครั้ง ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่คนเราต้องการจะรู้หรือทำอะไรสักอย่าง เราก็มักจะอยากตอบสนองความต้องการเหล่านั้นให้ได้ในทันทีเพียงแค่ยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาเท่านั้น

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google จึงได้ให้คำนิยาม “ช่วงเวลา” เหล่านั้นไว้ว่า Micro-moments ซึ่งคือ “ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคสามารถตอบสนองความต้องการเหล่านั้นด้วยสมาร์ทโฟนได้ในทันทีทันใด” โดยแบ่งได้เป็น 4 กรณีที่เป็น Game-Changing Moments ได้แก่ I want to know moment หรือ ฉันต้องการรู้เดี๋ยวนี้, I want to go moment หรือ ฉันอยากจะไปตอนนี้, I want to do moment หรือ ฉันอยากจะทำเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ และ I want to buy moment หรือ ฉันอยากจะซื้ออันนี้เดี๋ยวนี้ ซึ่ง Moment  สุดท้ายนั้นสำคัญมากในการตลาดยุคปัจจุบัน

ok2

เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสมากมายในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า Google จึงได้แนะนำให้นักการตลาดทำตามหลักการ 4 ข้อ ได้แก่

  • ‘Be There’ คือการที่แบรนด์สามารถเข้าถึงง่ายและพร้อมช่วยเหลือลูกค้า เมื่อลูกค้ามีความสนใจสอบถามเรา
  • ‘Be Useful’ คือการที่แบรนด์ให้คำตอบตรงประเด็นและบริการที่สะดวกรวดเร็ว เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้า
  • ‘Be Accountable’ คือการที่แบรนด์สร้างประสบการณ์ที่เป็นองค์รวมผ่านทุกช่องทาง เพื่อสร้างความประทับใจต่อเนื่อง
  • และอย่าลืมว่าจะต้อง ‘Be Quick’ คือการที่แบรนด์สามารถที่จะตอบรับอย่างฉับไวต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยม

ok3

นอกจากคำแนะนำทั้ง 4 ข้อของ Google แล้ว ทางผู้เขียนจึงได้รวบรวมอีก 6 เคล็ดลับที่จะทำให้การทำธุรกิจของคุณชนะใสๆ ในยุคของ Micro-Moment แบบนี้ เคล็ดลับเหล่านั้นก็คือ…

  1. Make Yourself Visible ขั้นตอนแรกของการเอาชนะใจผู้บริโภคในยุคของ Micro-Moment คือการทำให้ตัวเองถูกพบเจอ โดยอาจจะเริ่มจากสร้างเว็บไซต์ของแบรนด์ หรือลองสมัคร Official Account ของแบรนด์บน Social Media ก็จะเป็นวิธีที่สุดแสนจะง่ายในการที่จะทำให้ผู้บริโภคตามหาเราเจอ ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นมนุษย์ล่องหนในขณะที่ผู้บริโภคกำลังมีปัญหาและมองหา Solution ของพวกเขาล่ะ!
  2. Show Up When Your Customer Needs You การดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคในยุคนี้ไม่ใช่การที่เราไล่ตามผู้บริโภคหรือการที่เราไปโผล่ตัวอยู่ในทุก Touch Point ของผู้บริโภค แต่คือการที่เขาเห็นเราในจังหวะที่เขากำลังต้องการอย่างพอดิบพอดี แบรนด์ที่เอาชนะคู่แข่งได้คือแบรนด์ที่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายจะค้นหาอะไร ตอนไหน และต้องการข้อมูลอะไร แล้วจึงใช้ ‘Moment’ นั้นในการดึงดูดความสนใจ โดยการโผล่ไปอย่าง ‘ถูกจังหวะ’ เช่น การวางกลยุทธ์ SEO ที่ดีเพื่อเพิ่มโอกาสในการที่ผู้บริโภคจะพบเจอเราเมื่อพวกเขากำลังค้นหาอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้อง
  3. Think Mobile & Make Your Website Mobile-Friendly ในยุคสมาร์ทโฟน หน้าเว็บไซต์ของคุณจะต้องไม่ใช่แค่สามารถรองรับหน้า Desktop ได้ดี แต่ต้องมั่นใจว่าบนโทรศัพท์และแท็บเล็ตของผู้บริโภคจะสามารถมองเห็น User Interface ที่สวยงามและใช้งานง่ายอีกด้วย ซึ่งนี่เป็นหนทางที่ดีอย่างยิ่งในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งคนอื่นๆ
  4. Connect the Dots Across Screens อย่าลืมว่าในยุคดิจิตอลนี้ ผู้บริโภคมีความสามารถที่จะ Move ไปมาได้อย่างลื่นไหลในระหว่าง Device และ แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ (เช่นการจะซื้อของสักอย่าง เราไม่ได้เข้าแค่แอพพลิเคชั่น E-Commerce อย่างเดียว แต่เรามีการหาข้อมูลจากหลายๆ เว็บไซต์ หลายๆ แพลตฟอร์ม บางคนอาจจะมีการโทรสอบถามทางแบรนด์ หรือบางคนอาจต้องการลองสินค้าจริงที่หน้าร้าน) ดังนั้น อย่าใส่ใจแค่ช่องทางใดช่องทางเดียว แต่ต้องดูให้ลึกซึ้งถึง Consumer Journey ของผู้บริโภคว่ามี Touch point ใดบ้างที่ผู้บริโภคพบเจอ เพื่อสร้างประสบการณ์อันยอดเยี่ยมและต่อเนื่องกันในแต่ Touch point แก่ผู้บริโภคตลอด Journey ของพวกเขา
  5. Deliver Valuable Content ถ้าอยากสร้างความได้เปรียบในแง่การแข่งขัน ในเคล็ดลับนี้จะขออธิบายต่อจากหลักการ ‘Be Useful’ ของ Google ซึ่งคือการมอบข้อมูลอันล้ำค่าแก่การตัดสินใจของผู้บริโภค โดยประกอบไปด้วย 3 หลักการ ดังนี้
    • หาโอกาสในการสอน: สร้าง Content ที่สามารถบอกได้ว่าแบรนด์ได้ให้คุณค่าอะไรแก่ผู้บริโภค ทำไมเราจึงแตกต่าง และทำไมเขาจึงต้องใช้เราในการแก้ไขปัญหาของเขา
    • ทำให้ง่ายต่อการอ่าน: คนที่ค้นหาข้อมูลส่วนใหญ่ต้องการทราบข้อมูลที่กำลังสงสัยอย่างรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก อยากให้ลองเปลี่ยนลักษณะของการถ่ายทอดข้อมูลผ่านตัวอักษร เป็นการใช้ Infographic หรือ Video ที่กระชับเข้าใจง่ายแทน
    • สร้างความเกี่ยวพัน: จงใช้ Content ของคุณแสดงให้กลุ่มเป้าหมายเห็นว่า คุณไม่ใช่แค่สิ่งที่สามารถแก้ปัญหาบางอย่างให้แก่เขาได้ แต่คุณเข้าใจ Pain point ของปัญหาที่เข้าเผชิญอยู่อย่างลึกซึ้งราวกับร่วมเผชิญมาปัญหาด้วยกัน
  6. Analyze Your Performance เมื่อได้ลองนำแนวคิด Micro-Moments ไปใช้ในกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของแบรนด์แล้ว อย่าลืมติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะนำไปพัฒนากลยุทธ์ต่อไปในอนาคตว่าแท้จริงแล้วกลุ่มเป้าหมายของเรานั้นต้องการหรือไม่ต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือที่สามารถช่วยในการเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้หลายตัว เช่น Ahrefs เป็น Web Analysis Tool ที่สามารถติดตามตรวจสอบ Site Explorer, Keyword and Domain Mentions Tracker และ Backlink Checker

*รายละเอียดสถิติและกรณีศึกษาเกี่ยวกับ Micro-Moment โดย Google:
Your Guide to Winning the Shift to Mobile

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก:

MICRO-MOMENT : โมเมนต์การตลาดเล็กๆ สไตล์ GOOGLE

Mobile Makes Micro-Moments Possible: 11 Must Do’s to Capture these Moments

How to Use Micro-Moments to Capture Your Audience

The Modern Marketer’s Guide to Micro-Moments

The Foolproof Guide To Guaranteed Success in Micro-Moment Marketing


พุทธรักษา ทรงพงษ์ 5945098228

Co-Branding ยิ่งโคยิ่งปัง

การรวมแบรนด์ หรือ Co-Branding เป็นการนำเอาตราสินค้ายี่ห้อหนึ่ง มารวมกับตราสินค้าอีกยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นการเสริมในส่วนที่ขาดของฝ่ายหนึ่ง และเติมเต็มในส่วนที่ดีอยู่ของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทั้งสองฝ่าย เป็นวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจ เพื่อโปรโมทแบรนด์ทั้งคู่ที่มีเป้าหมายร่วมกันขึ้นมา ทำให้แบรนด์ที่ทำร่วมกันทั้งคู่นั้นสามารถสร้างการรับรู้ได้มากขึ้น ข้อดีของการทำ Co-Branding นี้คือการสามารถขยายฐานการตลาดจากแบรนด์หนึ่งไปยังอีกแบรนด์หนึ่งได้ ทำให้ได้ประโยชน์กันทั้งคู่

cobranding

อีกวิธีการหนึ่งในการทำ Co-Branding ขึ้นมา คือการร่วมมือจากแบรนด์หรูหราหรือแบรนด์ที่เป็นภาพลักษณ์ในรูปแบบหนึ่งแล้วต้องการขยายตลาดไปอีกรูปแบบหนึ่ง จึงต้องหาทางขยายแบรนด์ขึ้นมาโดยการเจาะตลาดใหม่ๆ ด้วยการเข้าไปจับกับแบรนด์ที่กลุ่มเป้าหมายนั้นชื่นชอบ หรือมีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายนั้นขึ้นมา ซึ่งถ้าจับแบรนด์ที่จะทำร่วมได้ถูกต้อง ก็จะสามารถสร้างกระแสความต้องการหรือสร้างแบรนด์ในภาพลักษณ์ใหม่ๆ เข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้ทันที แถมได้ earned media ในการสร้างความแปลกใหม่ที่แบรนด์ไม่เคยทำมาด้วย เช่น Louis Vuitton ที่ทำแบรนด์รวมกับ Supreme แบรนด์วัยรุ่นที่นิยมอย่างมากในยุคนี้ หรือด้วยวิธีการนำตัวคนดังๆ มาร่วมออกแบบ เพื่อชุบชีวิตแบรนด์เข้าไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เช่นที่ทำสำเร็จมากับ Nike รองเท้า Jordan ส่งผลมายังปัจจุบันกับรองเท้าอย่าง Yeezy ที่ให้ Kanye West ออกแบบขึ้นมาทำให้แบรนด์ Adidas ตอนนี้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นสุดหรูในทันที

 

นอกจากนั้นการ Co-Branding ระหว่างผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถืออันดับหนึ่งของโลกคือ Apple ที่ส่งนาฬิกาไฮเทครุ่น Apple Watch ให้ไป Co-Branding กับผลิตภัณฑ์เครื่องหนังอันดับหนึ่งของโลกยี่ห้อ Hermes การ Co-Branding ระหว่าง Apple Watch กับ Hermes ถือเป็น Luxury Brand กับ Luxury Brand มารวมตัวกัน ผลลัพธ์จึงออกมาเป็น Super Luxury

maxresdefault
ด้วยวิธีการ Co-Branding นี้สามารถทำให้แบรนด์สร้างกระแสและทำให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ๆขึ้นมา โดยที่ภาพลักษณ์เก่าและตำนานของแบรนด์ก็ยังคงอยู่ได้ขึ้นมา ซึ่งด้วยการทำแบรนด์หรือเลือก Partner Brand อื่นที่ถูกก็จะสามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ๆ แถมดึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ เข้ามายังแบรนด์หรือสนใจสินค้าอื่น ๆ ของแบรนด์เหล่าได้ด้วย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงเวลาต้องทำ Co-Branding ของแบรนด์มีดังนี้

  1. ชื่อเสียงของแบรนด์ในการที่จะทำ ถ้าทำแล้วแบรนด์ของเราจะแย่ลงกว่าเดิมหรือทำให้ชื่อเสียงแบรนด์เราเสียไป มีความเสี่ยงที่จะเลวร้ายลงอย่าทำ หรือถ้าจะทำแล้วก็จงดูว่าจะคุ้มไหมในการทำ
  2. ใครจะดูแลการตลาดและสื่อสารกับใคร จริงๆ อันนี้เป็นการตกลงกันระหว่าง 2 แบรนด์ว่าจะร่วมมือกันอย่างไร ในการสื่อสารทางการตลาดออกมา นอกจากนี้ยังต้องคิดถึงวิธีการสื่อสารใหม่ๆ ที่จะเข้ากับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่จะเข้าไปเจาะด้วย ว่าแบรนด์ที่จะทำคืออะไร รวมทั้งสื่อสารกับลูกค้าเก่าของเราว่าแบรนด์ที่จะร่วมกันทำงานคือแบรนด์อะไรเพื่อให้เกิดความเข้าใจใน story ที่ทำขึ้นมา
  3. ความสำคัญของแบรนด์ที่ Co-Branding ด้วยว่าจะสำคัญแค่ไหน หลายๆครั้ง Co-Branding นั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า หรือยุ่งยากเพราะข้อตกลงความสำคัญของแบรนด์ในการทำ Co-Branding นี้เอง การตกลงกันให้ดีว่าจะใช้กันแค่ไหน หรือมีเงื่อนไขอย่างไร นั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากเพื่อมาใช้ในงานออกแบบ

ตัวอย่างศึกษาแบรนด์ที่ได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
            การ Co-Branding ระหว่างโทรศัพท์มือถือ Huawei กับกล้องถ่ายรูป Leica ก็เช่นเดียวกัน เพราะการ Co-Branding ระหว่างโทรศัพท์มือถือ Huawei บริษัทสัญชาติจีน กับกล้องถ่ายรูป Leica บริษัทสัญชาติเยอรมนี ไม่ต่างไปจากการ Co-Branding สินค้าและบริการอื่นๆ ที่ได้กล่าวมา การ Co-Branding นี้ เกิดขึ้นเมื่อความนิยมของโทรศัพท์มือถือ Huawei กำลังมาแรงแซงทางโค้ง โดยเฉพาะยอดขายของโทรศัพท์มือถือ Huawei ได้ไต่อันดับอย่างเงียบๆ มาจ่อ Samsung และ iPhone การ Co-Branding ระหว่างโทรศัพท์มือถือ Huawei กับกล้องถ่ายรูป Leica จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งคู่ จากสถานะแบรนด์ดั้งเดิมของ Huawei ที่วางตำแหน่งของตนเองเอาไว้ที่สินค้าในตลาดโทรศัพท์มือถือระดับกลางลงล่าง กลายเป็นโทรศัพท์มือถือระดับกลางขึ้นบน ทำให้ภาพลักษณ์ของ Huawei ดูดีขึ้นในสายตาลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกันลูกค้าดั้งเดิมของ Huawei ก็ภูมิใจในแบรนด์ของตนที่มีคุณค่ามากขึ้น
ทางฝั่งของ Leica ก็เช่นเดียวกัน การ Co-Branding ระหว่างโทรศัพท์มือถือ Huawei กับกล้องถ่ายรูป Leica ทำให้ภาพลักษณ์ของ Leica ที่ซบเซาลงไป หวนคืนสู่ความทรงจำของผู้คนในวงกว้างอีกครั้ง และอาจส่งผลทางอ้อมถึงสินค้าและบริการด้านกล้องถ่ายรูปของ Leica ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น เมื่อมีการรับรู้แบรนด์เพิ่มมากขึ้น การ Co-Branding ในครั้งนี้ จึงถือเป็นทางแก้ปัญหา ที่ Win-Win ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งฝั่งของ Huawei และ Leica

 

เราอยู่ในยุคที่ทุกแบรนด์ต่างก็หากลยุทธ์ เพื่อเอาตัวรอดในสงครามที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง และแบรนด์ไหนก็สามารถมาโลดแล่นบนโลกโซเชียลได้ การจะชิงพื้นที่สื่อคงต้องใช้กลยุทธ์ที่เค้นไอเดียที่ถูกคัดกรองกันอย่างหนักหน่วงแน่นอน การใช้กลยุทธ์ Co-Branding จึงเป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจและน่าจับตามองที่สุดในปี 2019 เพราะตอนนี้หลายแบรนด์ซุ่มจับมือกันสร้างคอลเลคชั่นพิเศษแล้ว แล้วแบรนด์คุณล่ะเตรียมตัวจะเซอร์ไพรส์ลูกค้าของคุณหรือยัง

business-graph-growth

Continue reading “Co-Branding ยิ่งโคยิ่งปัง”

การปฏิวัติการตลาดแบบ Rihanna


“ฉันสร้าง FENTY BEAUTY ขึ้นมาเพื่อผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะผิวสีไหน ตัวตน ทัศนคติ วัฒนธรรมที่พวกเธอใช้ชีวิต และเชื้อชาติกำเนิดจะเป็นแบบไหน ฉันอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าพวกเธอไม่ได้ถูกละเลย”

 Rihanna


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ fenty beauty

      Robyn Rihanna Fenty ชื่อเต็มของนักร้องชื่อดังอย่าง Rihanna ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ที่สร้างเสียงฮือฮาเมื่อปี 2017  ”Fenty Beauty” เนื่องจากการปฏิวัติกฎการตลาดแบบเดิมๆจาก Insight ส่วนตัวบวกกับประสบการณ์ตรงสู่การสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในระยะเวลาสั้นๆ

      เรียกได้ว่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราแทบจะเห็นแบรนด์แฟชั่นและเครื่องสำอางเกือบทุกแบรนด์หันมาใช้ประโยชน์จาก  เทรนด์นางแบบผิวสี ซึ่งก็มีทั้งที่ใช้แล้วพีคแล้วก็แบรนด์ที่ใช้แล้วพังไม่เป็นท่า แต่ถ้ามองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Fenty Beauty by Rihanna เป็นแบรนด์แรกๆที่เริ่มต้นเทรนด์นี้ ซึ่งเป็นการฉีกกฎของทั้งวงการแฟชั่นและวงการการตลาดแบบเดิมๆทิ้งไปจนแทบไม่เหลือคราบ จนเกิดปรา กฎการณ์ “The Fenty Effect” ที่คนออกมาเรียกร้องให้อุตสาหากรรมอื่นๆกล้าที่จะออกนอกกรอบ

  • จุดเริ่มต้นของ Fenty Beauty
  •         จากประสบการณ์ตรงในการเลือกสีรองพื้นของริฮันน่าที่หายากเหลือเกินเนื่องด้วยความเป็นคนผิวสีจึงที่มาของวิสัยทัศสน์ของเธอที่ว่าด้วยความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ รูปร่าง หรือ สีผิว จะไม่ใช่อุปสรรคของเรื่องความสวยความงาม  ซึ่งสุดท้ายกลายมาเป็น Vision ของแบรนด์ที่ว่า  “Beauty for All” 

    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ fenty beauty campaign

                 Fenty Beauty เรียกเสียงฮือฮาได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดตัวด้วยผิลตภัณฑ์ที่ตอกย้ำ vision ของแบรนด์ อย่างรองพื้น 40 เฉดสี ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มเป็น 50 เฉดสีแล้ว ซึ่งทางแบรนด์เคลมว่าเราจะทำให้ทุกคนสวยได้ตั้งแต่ The lighest skin to the darkest ซึ่งคำพูดเหล่านี้ก็ได้สร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟังให้กับกลุ่มลูกค้า ด้วยความที่ไม่ว่าจะมาจากเชื่อชาติไหน สีผิวแบบไหนก็เข้ามาเป็นลูกค้าของ Fenty Beauty ได้

  • หยิบ Pain Point ใหญ่ที่คนมองข้ามมาสร้างแบรนด์

2-01

อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่แรกว่า Fenty Beauty เป็นแบรนด์แรกๆที่ทำเครื่องสำอางมาตอบโจทย์ให้                 กับทุกคน ใครๆก็ใช้ได้ ด้วยความหลากหลายของเฉดสี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีบางแบรนด์ที่เคยวาง                     ขายรองพื้นที่มีเฉดมากมายเหมือน Fenty Beauty แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่สามารถ                   ทำสินค้ามาให้โดนใจลูกค้า ถึงแม้จะรู้ Insight แต่ขาดการทำการบ้านที่จะเข้าใจถึง Pain                     Point ที่แท้จริง ว่าเขาเหล่านั้นไม่ได้ต้องการรองพื้นที่มีหลายเฉด แต่เขาเพียงต้องการเฉดที่เข้า                     กับเขาและเสริมให้เขาดูดีที่สุดก็เท่านั้นเอง ทั้งนี้ที่ Fenty Beauty ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งก็                   อาจจะเป็นเพราะ Pain Point นี้ก็ขึ้นโดยตรงกับเจ้าของแบรนด์อย่าง Rihanna ด้วยเช่นกัน ก็                     เลยยิ่งเข้าทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้จริง

  • แผนการตลาดที่จงใจสร้าง Value 
  •       การเปิดตัวครั้งแรกของ Fenty Beauty ถูกวางแพลนไว้ให้เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลก ผ่านการไลฟ์สด 17 ประเทศ และส่งสินค้าจากแบรนด์โดยตรงไปยังประเทศอื่นๆถึง 137 ประเทศ ซึ่งสิ่งนี้ก็ถือว่าเป็นการกลับไปตอกย้ำ vision ให้ชัดเจนกว่าเดิมอีกครั้งว่า Fenty Beauty กำลังจะทำให้เรื่องความสวยความงามสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน ในทุกวัฒนธรรม และไม่มีข้อยกเว้นแม้เรื่องเชื้อชาติ            Untitled-1-01

  •       ซึ่งทีมการตลาดของแบรนด์อาศัยการตลาดแบบ Real time ที่ส่งสารที่เราอยากจะบอกคนในทุกๆเชื้อชาติไปในเวลาเดียวกัน ทำให้เรื่องราวและวิดีโอที่ถูกปล่อยออกไปในการเปิดตัวเป็นการเรียบเรียงเรื่องราวของคนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ซึ่งนี่ก็เป็นอีก 1 เทคนิคที่ทำให้แบรนด์เข้าไปประทับอยู่ในใจกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่แรกเห็นด้วยความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์และความเข้าถึงได้ที่เขาสัมผัสถึงจากการสื่อสารครั้งนี้

         ดังนั้นก็คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Fenty Beauty by Rihanna เป็นแบรนด์ที่ทำลายกรอบความงาม           แบบเดิมๆและทำให้วงการอุตสาหกรรมความงามเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายในช่วง 2 ปีนี้           เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบในการเปลี่ยนแปลงให้กับแบรนด์ดังหลายๆแบรนด์ เช่น Dior, Estee                       Lauder, MAC Cosmetic ฯลฯ และที่มากไปกว่านั้นแบรนด์นี้ได้เข้ามาสร้างความมั่นใจและ                     ตอกย้ำให้ทุกคนเห็นว่าทุกคนล้วนมีความงามในแบบของตัวเอง

ที่มาข้อมูล

 

รู้เขารู้เรา รักร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

เพราะการตลาดไม่ได้อยู่แค่ในวิชาการ แต่อยู่ทุกสถานการณ์ในชีวิตจริง

ถ้าคุณเจอใครสักคนที่คุณถูกใจ ประโยคแรกที่คุณจะเดินเข้าไปพูดกับเขาหรือเธอคนนั้นคืออะไร

“ไปดื่มกาแฟกันมั้ยครับ”

“ชอบฟังเพลงแนวนี้เหมือนกันเลยค่ะ”

“เวลาว่างชอบปีนเขาเหรอครับ”

หรืออื่นๆ อีกนับร้อยนับพันประโยค ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้ตัวเลยว่า คุณกำลังใช้พลังของการตลาดในการเข้าหาใครสักคนอยู่

แต่ไม่ว่าจะเป็นการเข้าหาลูกค้าให้มาสนใจซื้อผลิตภัณฑ์ของเราหรือเข้าหาคนที่คุณถูกใจ เป้าหมายของทั้งสองล้วนไม่แตกต่าง นั่นคือต้องการให้คนๆ หนึ่งตัดสินใจเลือกเรา

การหาแฟนให้ได้สักคนในยุคที่การแข่งขันสูงแต่ทรัพยากรณ์เหลือน้อยแสนน้อย ไม่ต่างกับการแข่งขันในเชิงธุรกิจที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสังเวียนความรักหรือธุรกิจก็ต้องพึ่งพากลยุทธ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการวางแผน โดยกลยุทธ์ที่คนในวงการการตลาดน่าจะคุ้นเคยกันดีอย่าง กลยุทธ์ 3C ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะพาไปสู่เป้าหมายที่หวังไว้

3C Model คือ รูปแบบการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรูปแบบหนึ่ง พัฒนาขึ้นมาในปี ค.ศ. 1982 โดย Kenichi Ohmae นักทฤษฎีองค์กรและนักกลยุทธ์ธุรกิจที่มีชื่อเสียงชาวญี่ปุ่น เป็นรูปแบบธุรกิจที่มุ่งเน้นไปที่ปัจจัยหลัก 3 ประการแห่งความสำเร็จ คือ ลูกค้า (consumer) องค์กร (company) และ คู่แข่ง (competitor)

เมื่อเปรียบเทียบตัวเรากับโมเดลธุรกิจนี้ จะได้ว่า
company – ตัวเรา
consumer – คนที่เราชอบ
competitor – คู่แข่ง (แฟนเก่า หรือใครสักคนที่กำลังจีบเธออยู่เช่นกัน)

Company
หาจุดแข็งของตัวเองเพื่อกำหนดเป็นแนวคิดหลักในการสื่อสาร เช่น เราชอบอ่านหนังสือ มีความรู้เกี่ยวกับหนังสือมากมาย นั่งวิเคราะห์ดูดีๆ ว่าเราเชี่ยวชาญหรือมีข้อดีอะไร และสื่อสารความเชี่ยวชาญนั้นออกมาในรายละเอียดให้ชัดเจน

Competitor
วิเคราะห์คู่แข่งของเราให้ได้ละเอียดที่สุด ดูจุดอ่อนจุดแข็งของพวกเขา ศึกษาและพัฒนาให้เราดีที่สุดในตัวเลือกทั้งหมด

Consumer
การวิเคราะห์ลูกค้า ต้องวิเคราะห์และรู้จักลูกค้าหรือในที่นี้คือคนที่เราชอบให้ดีที่สุด ต้องรู้ว่าความต้องการของเขาหรือเธอคนนั้นที่มีต่อการมีแฟนคืออะไร เพราะในการทำธุรกิจนั้น ก่อนจะทำเสนอขายอะไร ต้องเริ่มจากการเข้าใจผู้บริโภคก่อนเสมอ เช่น ตอนนี้เขาใช้ผลิตภัณฑ์อะไรอยู่ ข้อดีหรือข้อเสียของผลิตภัณฑ์ที่เขาใช้อยู่มีอะไรบ้าง เราเรียกการทำสิ่งนี้ว่าการวิเคราะห์ผู้บริโภค

การวิเคราะห์ผู้บริโภคนั้น เราต้องรู้ก่อนว่าผู้บริโภคของเราอยู่ในสถานะไหน เช่น เขาใช้ผลิตภัณฑ์อื่นอยู่แล้วหรือไม่ เป็น loyalty ของคู่แข่งอยู่หรือเปล่า เขาอยู่ในกลุ่ม switcher หรือไม่ เพราะการจะคุยกับผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มนั้นย่อมต้องใช้สารที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับการเข้าหาใครสักคน ซึ่งในที่นี้จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ คือ ยังไม่มีแฟน, กำลังจะแต่งงาน, เพิ่งโสด, เปลี่ยนแฟนบ่อย

สถานะ ‘ยังไม่มีแฟน’ หมายความว่าคนๆ นั้นยังไม่ได้ใช้สินค้าของใครเลย ไม่ว่าจะเป็นเราหรือคู่แข่ง ‘กำลังจะแต่งงาน’ หมายความว่า เธอหรือเขาคนนั้นจัดอยู่ในกลุ่ม loyalty ของแบรนด์คู่แข่ง ‘เพิ่งโสด’ หมายถึง เพิ่งเลิกใช้สินค้าของคู่แข่ง และสถานะสุดท้าย ‘เปลี่ยนแฟนบ่อย’ ก็คือกลุ่มที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ switcher นั่นเอง

ในหลายครั้งที่เรามักพลาดในการเข้าหาเป้าก็เพราะมองข้ามสถานะของพวกเขาเหล่านั้นไป เมื่อก้าวแรกผิดพลาด ก้าวต่อไปย่อมไม่มั่นคง

เมื่อวางสถานะของเป้าหมายเรียบร้อย ขั้นต่อมาย่อมเป็นการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเธอหรือเขา หรือเรียกอีกอย่างว่าขุดหา insight ของเป้าหมายออกมา เพื่อที่จะนำมาคิดหา core idea หรือ key message เพื่อพิชิตใจเป้าหมายให้ได้ในท้ายที่สุด

Macro tensions → Insight → Story telling
CORE IDEA

การตลาดไม่ได้มีไว้เพื่อทำยอดเท่านั้น แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่าการตลาดนั้นแฝงอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวันของเรา เพราะพื้นฐานของการตลาดนั้นคือการเข้าใจคน และแน่นอนว่าการตลาดนั้นสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างดีในการหาแฟนสักคน เช่น เพราะเราจะได้วางแผนได้ว่า เราจะเข้าหาเขาหรือเธอคนนั้นอย่างไร นำเสนอตนเองอย่างไร และจะเอาชนะคู่แข่งในสนามรักครั้งนี้ได้อย่างไร เช่นเดียวกับคำสอนของซุนวูที่กล่าวไว้ว่า ‘รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’

หากรู้เขา รู้เรา แม้นรบกันตั้งร้อยครั้งก็ไม่มีอันตรายอันใด ถ้าไม่รู้เขาแต่รู้เพียงเรา แพ้ชนะย่อมก้ำกึ่งอยู่ หากไม่รู้ในตัวเขาตัวเราเสียเลย ก็ต้องปราชัยทุกครั้งที่มีการยุทธ์นั้นแล

ซุนวู



อารียา เรืองเกรียงสิน 5945151828

Gig Economy เศรษฐกิจของคนรักอิสระ

หลาย ๆ คนน่าจะสังเกตเห็นแล้วว่าผู้คนในยุคนี้เริ่มมีความชื่นชอบในอิสระมากขึ้น เรากำลังอยู่ในยุคที่คนไม่ชอบการผูกมัดในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านอาชีพการงาน คำว่า “งานประจำ” ที่เคยเป็นสิ่งที่แสดงความมั่นคงของชีวิตในสมัยก่อนเริ่มกลายเป็นคำที่แสดงออกถึงความผูกมัดสำหรับคนรุ่นใหม่ อาชีพที่มั่นคงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราอีกต่อไป เราต้องการงานที่ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก เราต้องการชีวิตที่มีคุณภาพ เราต้องการ work-life-balance ซึ่งหากอาชีพของเรากลายเป็นสิ่งที่มาเป็นอุปสรรค กระบวนการคิดตัดสินใจก่อนนำไปสู่การลาออกของคนรุ่นใหม่นั้นจะรวดเร็วและฉับไวกว่าผู้คนในอดีตมากจนน่ากลัว เรียกได้ว่า ถ้าหากไม่ได้ทำในสิ่งที่ตนรัก ไฟในการทำงานก็จะมอดลงไปอย่างรวดเร็ว จนคำว่า Burnout Syndrome เป็นสิ่งคุ้นเคยในสังคมปัจจุบัน และการเปลี่ยนงานก็แทบไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจไปแล้ว

เราเรียกภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่าคนรุ่นใหม่กำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจแบบ Gig Economy ซึ่งอ้างอิงจากการให้ความหมายของดร.วรากรณ์ สามโกเศศ จะมีความหมายว่า ะบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยงานชนิดที่เป็น part time / ชั่วคราว / freelance / self-employed หรืองานที่รับมาจากคนอื่นอีกต่อเป็น outsource กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่ใช่งานประจำแบบเป็นลูกจ้างดังที่เคยเป็นกันมา

บางท่านอาจจะคิดว่าพฤติกรรมการเป็น freelance หรือ self-employed นี้เป็นเรื่องของคนยุคใหม่เท่านั้น แต่ทว่าแท้จริงแล้วมันกับอยู่กับสังคมเรามานานมากแม้แต่ในพื้นที่นอกเมืองกรุงอย่างตามแนวชนบท การรับจ้างต่าง ๆ แม้จะเล็กน้อยที่เกิดขึ้น เช่น รับจ้างเก็บมะพร้าว รับจ้างรดน้ำต้นไม้ รับขนของ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นพฤติกรรมแบบ Gig Economy ทั้งนั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อเทรนด์มาได้รับความนิยมในหมู่มิลเลนเนียลซึ่งเป็นผู้ที่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลแล้ว โลกของการรับจ้างจึงเปิดกว้างขึ้นมาก

จากการสำรวจของ World Economic Forum ในปี 2018 พบว่ามิลเลนเนียลเชื่อว่าธุรกิจแบบสตาร์ทอัพและการเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความเข้มแข็งให้กับคนรุ่นใหม่ และกว่า 78% เชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยสร้างงานได้ และแน่นอนว่าความเชื่อของเราเป็นจริง เพราะเทคโนโลยีในยุคนี้ทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของผู้บริโภค (On-demand Service) พร้อม ๆ ไปกับการสร้างอาชีพให้ผู้รักอิสระจำนวนมากด้วย เช่น Grab ที่ช่วยให้เกิดการจ้างรับ-ส่งมากมายหลายรูปแบบ ตั้งแต่คน ของ ไปจนถึงอาหาร ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้ตบเท้าเข้ามาร่วมด้วยมากมาย เช่น LINE MAN, foodpanda, GET ฯลฯ หรือ Airbnb ที่ช่วยให้เราได้สร้างโรงแรมขึ้นมาโดยที่แทบจะไม่ต้องลงทุนให้มากมาย หรือ แอปพลิเคชัน E-commerce ต่าง ๆ อย่าง Shopee, Lazada, Alibaba, Wish ที่ทำให้เราสามารถสร้างร้านค้าของตัวเองได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องไปตั้งแผงตั้งร้านใด ๆเป็นต้น ซึ่งดังตัวอย่างอาชีพที่ได้กล่าวไปนั้น หากเราจะตัดสินใจลงทุนทำในสมัยก่อน เราคงไม่มีวันได้อิสระอย่างที่มิลเลนเนียลอยากจะได้ในวันนี้ เราคงไม่มีโอกาสเลือกเปิดปิดร้านตามใจชอบ เราคงไม่สามารถเลิกกิจการได้เมื่อเราต้องการ เราคงไม่สามารถมี work-life-balance ได้อย่างที่ฝัน การลงทุนลงแรงที่มีคงทำให้มันกลายเป็นงานประจำที่เป็นเหมือนโซ่ผูกมัดเราไม่ต่างจากงานอื่น ๆ แต่เมื่อเทคโนโลยียุคดิจิตัลผสมผสานเข้ากับ Gig Economy แล้ว นี่จึงเป็นช่องทางอาชีพที่เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อชาวเจนวายในยุคนี้เลยก็ว่าได้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เก็ท ประเทศไทย อย่างคุณ ภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “Gig Economy สามารถเข้ามาช่วยเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประเทศได้ ให้เกษตรกรและผู้ผลิตสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง สามารถกำหนดราคาและเงื่อนไขที่ตัวเองพึงพอใจได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นจากเดิม 1-20 แบรนด์ เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นแบรนด์ผู้บริโภคทราบถึงที่มาของสินค้า สามารถติดต่อผู้ผลิตได้โดยตรง เกิดการแข่งขันในตลาดแบบเสรี มีการกำหนดราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดที่เป็นธรรมจากความพึงพอใจของทุกฝ่าย” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประโยชน์ของการคำนึงถึง Gig Economy นั้นไม่ได้ตกอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายเดียว แต่มันเป็นโมเดลธุรกิจที่ดูแลทั้งผู้บริโภคและแรงงานอันมีคุณภาพของบริษัท ที่สำคัญคือเมื่อผู้คนเริ่มต้องการงานเป็น gig สั้น ๆ ที่ไม่ผูกมัด บริษัทเองก็ได้มีโอกาสในการ find the right man for the right job ด้วย ทำให้สามารถเพิ่มพูนได้ทั้งประสิทธิภาพของงานที่จะเกิดขึ้น และยังช่วยเพิ่ม job satisfaction ได้อีกด้วย เพราะงานจะตกไปอยู่ในมือของคนที่ต้องการและเลือกที่จะทำมัน ไม่ใช่ทำไปเพราะความจำเป็นไร้ทางเลือก

อย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่าผู้บริโภคในยุคนี้มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจที่รู้เท่าทันแล้วเข้ามาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ก็ถือว่าได้เปรียบมากในยุคนี้แล้ว แต่หากธุรกิจนั้นตอบสนองความต้องการของแรงงานที่มีความสามารถของเขาได้แล้วด้วย ย่อมจะกลายเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบในตลาดอย่างแท้จริง

ที่มา
https://thestandard.co/burnout-syndrom/
https://pmdu.soc.go.th/gig-economy/4019
https://forbesthailand.com/commentaries/insights/gig-economy-อิสระ-แบ่งปัน-โลกยุคให.html
https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/635508

เขียนโดย
นางสาวสาธินี จินดากุล
5945129028

สื่อไวรัล : ข้อควรระวังในความอิสระ

กลยุทธ์การตลาดแบบไวรัส หรือที่รู้จักกันในชื่อ Viral Marketing คือ วิธีทางการตลาดที่สร้างกระแสให้กระทบกับผู้คน ซึ่งกระแสนั้นจะต้องแรงพอที่จะทำให้เกิดการพูดถึงและบอกต่อกัน จนแพร่กระจายรวดเร็วเหมือนกับการแพร่เชื้อของไวรัส กลยุทธ์นี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่แบรนด์ต่าง ๆ นิยมใช้กันอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากค่อนข้างมีอิสระในการสร้างสรรค์สื่อ และสามารถสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยิ่งมีช่องทางโซเชียลมีเดียด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้กระแสการรับรู้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก

แต่ท่ามกลางอิสระในการสร้างสรรค์นั้น ย่อมมีสิ่งที่ต้องระวัง

การทำสื่อแบบ Viral นั้น จริงอยู่ที่มีจุดเด่นที่การสร้างสรรค์ที่ไม่ตายตัว แต่ในความอิสระนั้นก็แฝงไปด้วยข้อจำกัดที่มองไม่เห็นอยู่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้


เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา Facebook Page ของ ข่าวสด ได้ทำการไลฟ์สด “Live ท้าพิสูจน์! ศ.ดร.เอกอนันต์ อ้างใช้โทรจิต LIVE สดเรียกUFO เยือนไทยครั้งแรกของโลก ???” ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับผู้ใช้ Facebook ก่อนจะเปิดเผยว่าเป็นโฆษณาไวรัลของแบรนด์โทรศัพท์มือถือ OPPO มองดูแล้วเหมือนเป็นการสร้างสรรค์ไวรัลที่ดี แต่กลับมีกระแสตีกลับมาในด้านลบ โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรู้สึกว่า “ถูกหลอก”

ผลสรุปของคลิปไวรัล
ส่วนหนึ่งของ Comment ใต้คลิปโฆษณาไวรัลดังกล่าว

หากอธิบายด้วยจิตวิทยาอย่างง่าย เมื่อคนเกิดความรู้สึกไม่ดี จะมีกลไกป้องกันตัวในจิตใจเกิดขึ้นมา เพื่อปกป้องความรู้สึกของตนเองไม่ให้เผชิญกับสภาวะความทุกข์ทางใจ กลไกป้องกันตัวที่มักเห็นได้บ่อยคือการแสดงความก้าวร้าว เนื่องจากถูกคุกคามด้วยความจริงที่เจ็บปวด ซึ่งในกรณีนี้คือการรู้ว่าสิ่งที่ดูและเชื่อไปแล้วว่าเป็นของจริงคือไวรัลเพื่อการโฆษณา ทำให้รู้สึกว่าเหมือนถูกหลอก ผลจากความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นอาจมีแตกต่างกันไปในแต่ละคน ตั้งแต่ด่าทอหยาบคายไปจนถึงเกิดความคิดที่เป็นอคติกับแบรนด์นั้น ๆ ไปเลย

แน่นอนว่าการสร้างสื่อโฆษณาไวรัล คือการสร้างกระแสที่ต้องมีความแรงมากพอที่จะทำให้กลุ่มคนเกิดการพูดถึง รับรู้ และจดจำสินค้าได้ แต่ต้องอย่าลืมว่าหากเลือกวิธีที่เป็นเชิง “หลอก” ให้คนเข้ามาดูแล้ว ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงเกี่ยวกับกระแสที่อาจตีกลับและภาพลักษณ์ที่แย่ลงของแบรนด์ที่ตามมาด้วย

นอกจากเรื่องกลวิธีในการสื่อสารแล้ว ยังมีเรื่องประเด็นละเอียดอ่อนอย่างวัฒนธรรม ความเชื่อที่จะต้องคำนึงถึงด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่หากพลาดแล้วจะยิ่งกว่าประเด็นด้านบนเสียอีก

คลิปเจ้าปัญหาจาก Instagram ของ Dolce & Gabbana

เมื่อปลายปีที่แล้ว Dolce & Gabbana แบรนด์ดังระดับโลก ได้มีคลิปไวรัลประชาสัมพันธ์งานแฟชั่นโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจากชาวจีน เนื่องจากรู้สึกถึงการเหยียดชาติพันธุ์ขึ้นในคลิป และเรียกร้องให้ลบคลิปดังกล่าว แต่เจ้าของแบรนด์ไม่ยินยอมและท้าทายกระแสนั้น จึงเกิดเป็นกระแสต่อต้านไปจนถึงขั้นรวมตัวกันแบนแบรนด์สินค้านี้ในจีน จนในที่สุดแฟชั่นโชว์ในเซี่ยงไฮ้ต้องยกเลิก และทำให้คนจีนมีภาพจำที่ไม่ดีกับตัวแบรนด์ไปเลย

สรุปได้ว่าสื่อไวรัลนั้น เป็นสื่อที่ขอบเขตการสร้างสรรค์ที่มีอิสระมาก แต่การสร้างสรรค์นั้นจำเป็นจะต้องมีการไตร่ตรองดี ๆ เกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวกลุ่มเป้าหมายเหมือนกับสื่ออื่น ๆ เพราะนอกจากจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บรรลุเป้าหมายทางการตลาดได้แล้ว ยังสามารถส่งผลถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อีกด้วย

จิตนาถ วงศ์อนันต์ศักดิ์ 5945014528


ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก

marketingoops.com

sixfacetspress.net

Khaosod – ข่าวสด : Facebook Fanpage

abc.net.au

How to be a better marketer: หลับตาฝันถึงชื่อคีย์แมสเสจ

 เส้นแบ่งระหว่างหลักสูตรที่ทุกมหาลัยสอน กับความได้เปรียบในตลาดโลกใหม่ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเสน่ห์ของการเรียนวิชาสื่อสารการตลาด (Marketing Communication; MC) นั้นหนีไม่พ้นคลาสประสบการณ์จากวิทยากร เพราะขึ้นชื่อว่า ‘นักการตลาด’ ย่อมหมายถึงการต้องอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ ที่ Text book เล่มใดก็เขียนตามไม่ทันเสมอ

ก่อนที่จะเข้าสู่การทำงานจริง เพื่อนๆ ที่ศึกษาด้านการสื่อสารมาบ้างแล้ว หรืออาจจะเพิ่งเริ่มต้น อาจเกิดคำถามว่า หากอยากเป็นนักการตลาดที่ดีต้องทำอย่างไร?
.

“ต้องมีพรสวรรค์” 

.

“ต้องไปเรียนต่อนอกสูงๆ”

.
“ต้องผ่านการอ่านตำราที่ดูไฮโซ” 

.

คุณครูอ้อม ปุณณิฏฐา วิทยากรสาวแซ่บดีกรีนักการตลาดสุดแกร่งในวงการ ผู้ดำรงตำแหน่ง Head Of Marketing ประจำบริษัทโอสถสภา ได้มาแบ่งปันประสบการณ์อันล้ำค่าเกี่ยวกับบทเรียนที่สำคัญที่สุดของการทำงานร่วมสิบกว่าปีกับเราว่า

“…รู้อะไร ก็ไม่สู้ รู้งี้…
เวลาคิดอะไรต้องคิดให้รอบๆ อย่าคิดเดาเอาเองเด็ดขาด” 

ตัวอย่างผลงานของคุณครูอ้อม จากการ crack ตลาดประเทศเวียดนาม
  • หลักสูตรที่ทุกมหาลัยสอน

ในการเรียนการตลาดทุกๆ ที่ นับว่ามี Step พื้นฐานคล้ายๆ กัน ตั้งแต่ขั้นแรก คือการ Review สถานการณ์ตลาดโดยรวม, การเลือกกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation, Targeting, Positioning; STP) การตั้ง Objective ไปจนถึงขั้นวางกลยุทธ์การสื่อสาร (Strategy) แล้วสรุปออกมาเป็นเรื่องที่จะพูด หรือ Key message จากนั้นจึงพัฒนาวิธีนำคีย์แมสเสสไปสื่อสารจริง (Tactics) ต่อไป แล้วจึงนำทุกอย่างมาวัดผลลัพธ์ (Measurement) ในขั้นตอนสุดท้าย

สามารถสรุปได้อย่างง่าย คือการทำความเข้าใจคน จัดกลุ่ม และเลือกคนที่จะคุยด้วย เพื่อมาพูดคุยแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน และในขั้นตอน Step โดนใจหัวใจโดนเธอทั้งหมดนี้ หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ก็คือการทำความเข้าใจคนนั่นเอง เพราะถึงแม้วิชา MC จะไม่ซับซ้อนเหมือนสมการวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกัน เพราะการแก้โจทย์ทั้งหมดคงไม่มีความหมาย หากเราตั้งปัญหาผิดตั้งแต่แรก…

  • ความได้เปรียบในตลาดโลกใหม่

“ดูก่อนว่า แต่ละคนมีความสนใจอะไร เป็นคนอย่างไร แล้วจัดเขาเป็นกลุ่มๆ ทำเป็น Bugket  ระบบในหัวคุณจะได้ทำงานง่ายขึ้น ทำการ Encode เขาคือใคร อยู่จุดไหน ซื้อของอย่างไร รับสื่อแบบไหน การแบ่งมีทั้งแบ่งได้แบบหยาบและไม่หยาบ

การลงลึกถึง Value ที่บุคคลนั้นๆ ให้ความสำคัญ และ Attitude ในการใช้ชีวิต นี่แหละ คือที่มาของ Storytelling นี่คือจุดที่จะทำให้เราแตกต่าง และสิ่งนี้แหละที่ทำให้เขาเลือกเรา ซึ่งก็มาจากความเข้าใจในตัวเขาอีกที”

คุณครูอ้อมกล่าวสรุปใจความสำคัญในการพยายามเข้าใจผู้คน พร้อมยกตัวอย่างประสบการณ์การเจาะตลาดกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ซึ่งนับเป็นตลาดที่ยังอยู่ในยุคเริ่มต้นและมีโอกาสทางการตลาดสูง โดยเล่าว่า ครั้งหนึ่งครูได้ลงตลาดจริงเพื่อศึกษา Consumer work  (Market visit) เพื่อหาอินไซต์สำหรับสบู่เด็ก และค้นหาว่ากลุ่มคุณแม่ซื้อของอย่างไร เลือกอย่างไร เพราะอะไร เพื่อฟังเรื่องราวสะท้อนอินไซต์ระหว่างบรรทัดที่ไม่สามารถพบได้ในโลกโซเชียล “บางครั้งเราอาจไม่ได้คำตอบตรงๆ เพราะคนเอเชียเรื่องหน้าเราสำคัญมาก การเข้าใจถึงต้องไปลงตลาดจริง โฆษณาที่ออกมา ใช้การสื่อสารว่าผิวลูกบอบบางเหมือนกระดาษ ซึ่งจะไม่คุ้นกับคนไทย ที่อาจจะคิดว่าผิวเด็กนุ่มเหมือนขนนกหรือสำลี จริงๆ แค่การใช้การเปรียบเทียบก็สามารถสะท้อนถึงวัฒนธรรมได้แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะไม่สามารถเข้าใจได้เลย ถ้าหากไม่ได้ไปอยู่ ไปสังเกต และพูดคุยกับเขาจริงๆ”

ต้องทำแบบใด ต้องทำแค่ไหน ถึงจะเข้าใจเธอ?

“โลกเปลี่ยนทุกวัน เรียนรู้จากการทำงานมาครึ่งหนึ่ง ไม่สู้เท่าที่ทำบรรทัดสุดท้ายอยู่ทุกวันนี้ เพราะต้องเริ่มใหม่หมดเลย โลกมันเปลี่ยนไป คอนซูมเมอร์ใหม่หมดเลย ครูเข้าใจเหรอ ครูก็ไม่เข้าใจเขาหรอกนะ ครูได้แต่เฝ้ามองและเดาๆ ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจเขา ต้องขยัน ทุ่มเท และลงตลาดให้มากขึ้น”

คุณครูอ้อมเผยกุญแจสำคัญของการทำงานจริง และให้คำตอบซึ่งนับเป็นหัวใจของนักการตลาดที่จะทำให้เราได้เปรียบในตลาด

อีกตัวอย่างหนึ่งของ สสส. ซึ่งรณรงค์เรื่องลดความอ้วน โดยใช้ความเข้าใจว่าคนไทยที่เป็นผู้ใหญ่มักไม่ห่วงเรื่องภาพลักษณ์ของตนเองแล้ว เนื่องจากอยู่ในช่วงชีวิตที่มุ่งเน้นทำงานดูแลครอบครัว จึงใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบและอาจละเลยสุขภาพ กรณีนี้ จึงต้องเลือกวิธีการพูดที่เขาให้ความสำคัญ “ลดอ้วนเหรอ ไขมันอุดตัน งั้นก็ไม่ได้อยู่เห็นลูกหลานเหรอ ต้องออกกำลังแล้วล่ะ ได้ Engagement พูดแบบนี้ emotional สำคัญ” 

เช่นเดียวกับการสื่อสารสินค้าในชีวิตประจำวัน “Emotion ต่างหาก สิ่งที่พ่อแม่เลือกต่างหาก คือการสื่อสารของแบรนด์ ทำให้คุณพ่อคุณแม่อยากซื้อของมากขึ้น การที่เขาตั้งใจซื้ออะไรสักอย่างมีเหตุผลเบื้องหลังเสมอ ที่เชื่อมโยงกับชีวิตและตัวตนของเขา”

การจะเป็นนักการตลาดที่ดี จึงไม่ต้องเริ่มต้นจากพรสวรรค์ ทฤษฎี หรือโมเดลมากมาย แต่ความรู้ที่สำคัญที่สุด คือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจ โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจมองและรับฟังสถานการณ์จริง ที่ไม่ได้มาจากการคาดเดาก็นับว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง

…เพราะการคิดไปเองคือหนทางแห่งความเจ๊งทุกอย่าง”

  • คีย์แมสเสจ…อิหยังนะ?

จากการสะท้อนบทเรียนการแบ่งปันประสบการณ์อันทรงคุณค่าของครูอ้อมและการเรียนในวิชา Advanced MC ทำให้เราทราบว่าทุกคนมีความแตกต่าง และอินไซต์ที่ดีคืออินไซต์ที่ไม่ได้สร้างขึ้นเอง บ่อยครั้งที่การฝึกงานในเอเจนซี่หรือโฆษณาทั่วๆ ไป ในประเทศไทยอาจใช้อินไซต์ที่ไม่ได้เจาะลึก เพราะมาจากความคุ้นชินกับสังคม หรือวิถีโฆษณาการทำโฆษณาในบ้านของเราเอง ทำให้มองข้ามความเป็นจริงบางอย่างที่เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลหรือพึ่งพาการหลับตาฝันถึงคีย์แมสเสจอีกต่อไป การสรุปความเข้าใจตลาด ความเข้าใจคน จะนำมาซึ่งคีย์แมสเสจหรือการเลือกเรื่องสื่อสารที่ดีได้ โดยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรู้จักกลุ่มเป้าหมายจากใจจริง ไม่ใช่การมองแบบนักธุรกิจ ผู้บริหาร หรือแม้แต่ นักการตลาด ตามขนบในอดีตที่ผ่านมา 

กล่าวได้ว่า เส้นแบ่งบางๆ ระหว่างหลักสูตรที่ทุกมหาลัยสอน กับความได้เปรียบ ก็คือการเข้าไปอยู่ในตลาดโลกใหม่เสียเอง ลองถอดวิญญาณนักการตลาดในบางครั้ง และมองอย่างผู้ที่ใช้ชีวิตจริงบ้าง แล้วบางที เราอาจโชคดี ได้รู้ว่า ในโลกใบนั้น ไม่มีอะไรเหมือนโลกที่ครั้งหนึ่งเราเคยรู้จักเลย

การเข้าใจอินไซต์ ก็เหมือนเวลามีคนซื้อของขวัญที่ถูกใจให้
แล้วเราไม่มีวันลืม

ถ้ารู้จักมากเพียงพอว่าคนๆ นั้นชอบอะไร และใส่ใจในอะไร ก็จะรู้ใจ
แล้วเขาจะจำมันได้ดีที่สุด 

ถึงแม้ซื้อของราคาแพงกว่านี้มาให้… ก็สู้ไม่ได้

…อยากมีแบรนด์อะไรอยู่ในใจผู้บริโภค ก็ต้องเข้าใจเขาแบบนั้น

นอกจากรู้อะไร ไม่สู้รู้งี้ ก็ยังมีรู้อะไร ไม่สู้รู้ใจ
นอกจากได้คำตอบทางตลาด ก็ยังได้คำตอบทางหัวใจ
ดังนั้น นอกจากได้การสื่อสารทางการตลาดกันแล้ว
…หวังว่าผู้อ่าน(และคนเขียน)จะนำไปใช้สื่อสารทางหัวใจกันได้ด้วยนะ ;))

อภิษฐา โสภาพันธุ์ (อิงค์)
5945142128

  • ขอขอบคุณคุณครูอ้อม ผู้แบ่งปันบทเรียนที่ล้ำค่าในคาบ Guest speaker ประจำวิชาของคุณครูจอยและคุณครูขวัญที่น่ารักค่ะ ❤️❤️