ในคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าคือผู้สร้างโลก แต่ในวงการโฆษณา ลูกค้าคือคนสร้างภาพ
ลองจินตนาการว่าคุณเดินเข้าไปในบ้าน ในบ้านมีเด็กสองคนกำลังวิ่งเล่น คุณเดินตรงไปที่ห้องครัว คุณได้กลิ่นของอาหาร มองเห็นแสงแดดอ่อนๆที่ลอดผ่านหน้าต่าง ตอนนั้นเองที่คุณมองไปที่อ่างล้างจาน และเห็นบุคคลหนึ่งกำลังล้างจานอยู่
คำถาม
คนที่คุณเห็นเพศอะไร ?
หากคำตอบของคุณคือเพศหญิง ยินดีด้วย คุณคือส่วนหนึ่งของปัญหาวงการโฆษณา
สามัญทัศน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อสเตริโอไทป์ (Streotype) คือการคิดเหมารวมต่อคุณลักษณะของกลุ่มหนึ่ง เช่น แรงงานต่างด้าว – ผิวดำ / นางแบบ – ผอม / ทำงานบ้าน – ผู้หญิง ฯลฯ
ความคิดแบบสเตริโอไทป์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษยชาติ แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้รับรู้และประมวลผลโลกได้อย่าทะลุปรุโปร่งอย่างที่เราเข้าใจ โครงสร้างสมองของมนุษย์มีระบบการทำงานที่จะจัดกลุ่มข้อมูลตามประสบการณ์ และภาพที่เห็นซ้ำๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกใช้ข้อมูล สิ่งนี้อธิบายว่าทำไมเมื่อคุณเห็นภาพบ้าน เด็ก และการทำความสะอาด คุณจึงเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน แล้วคิดถึงเพศหญิงโดยทันที เพราะนั่นคือภาพที่คุณเห็นเสมอ
คำถามคือ ในยุคที่สถิติผู้หญิงทำงานนอกบ้านเพิ่มขึ้นกว่าสี่เท่า เครื่องจักรเข้ามาแย่งหน้าที่ในบ้าน ผู้ชายมีบทบาทในการเลี้ยงเด็กไม่ต่างจากผู้หญิง สถิติแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยตัวเองลดลงอยู่ในระดับที่กระทรวงสาธารณะสุขต้องออกประกาศเฝ้าระวังภัย หรือความจริงแล้วเทรนการย้ายจากบ้านไปอยู่คอนโดที่ไม่มีห้องครัว หรือเทรนการทำงานต่างถิ่นที่พรากลูกออกจากอกแม่ก็กำลังมา คำถามคือ แล้วเราเอาภาพผู้หญิงทำงานบ้านที่ ‘เห็นเสมอ’ มาจากไหน
คำตอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล คงต้องยกความดีความชอบให้นักโฆษณาที่สรรหาวิธีการยิงแอดให้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างเราๆมากที่สุด
จากสถิติของงานประกวดเจ้าใหญ่ Cannes Lion 2017 ชี้ให้เห็นว่า กว่าร้อยละ 50 ของผู้หญิงที่ปรากฎตัวในโฆษณา ปรากฎตัวขึ้นในห้องครัว
และด้วยความน่าอัศจรรย์พอๆกับพระเจ้าสร้างอีฟขึ้นมาจากกระดูกซี่โครงของอดัม สมองผู้บริโภคอย่างเราทั้งหลายก็เชื่อมโยงผู้หญิงเข้ากับการทำงานบ้านได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
และเช่นเดียวกับการยึดมั่นในความดีตามพระบัญญัติสิบประการ เมื่อคุณยึดมั่นในภาพที่คุณเห็นในหัว ปัญหาจึงบังเกิด
เมื่อโลกความจริงมนุษย์มีความยืดหยุ่นมากกว่าโฆษณา 30 วิ แต่สมองกำลังขีดเส้นความน่าจะเป็นให้กับสิ่งต่างๆ
เมื่อคุณเห็นแม่ที่ไม่เลี้ยงลูก คุณคิดว่าเธอคือแม่ที่แย่ เพราะเธอไม่เหมือนโฆษณานมผงที่คุณเคยเห็น
เมื่อคุณเห็นผู้ชายตัวโตสูบบุหรี่และมีรอยสัก คุณคิดไปก่อนว่าเขาไม่ใช่คนดี เพราะเขาเหมือนตัวร้ายในโฆษณาที่คุณเคยดู
เมื่อคุณเห็นผู้หญิงอ้วนใส่บิกินี่ คุณหัวเราะเยาะ เพราะเธอไม่เหมือนนางแบบในโฆษณายาลดน้ำหนัก
และไม่ว่าคุณรู้ตัวหรือไม่ คุณกำลังใช้ภาพโฆษณาที่คุณเสพ มาจำกัดความเป็นไปได้ของการเป็นมนุษย์
น่าเสียดายที่เรากดปุ่มรีเซ็ตภาพเหล่านี้ง่ายๆเหมือนตอนพระเจ้าล้างโลกไม่ได้
โลกนี้ยังคงหมุนต่อไปพร้อมกับวงการโฆษณาที่เร่งผลิตงานเพื่อป้อนเข้าปากผู้บริโภคอย่างเราๆ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือให้เราเชื่อ และทำตาม
คำถามคือ แล้วเราจะเปลี่ยนโลกให้ต่างจากภาพในโฆษณาได้อย่างไร
คำตอบคือ เปลี่ยนที่เรา
ภาพทั้งหลายที่เราเห็นในโฆษณา คือผลพวงจากการทำรีเสิร์ชอย่างหนักหน่วงของทีมสื่อ เป็นผลจากคำถามทั้งหลายที่วิ่งเข้าโต๊ะประชุม และกลายร่างเป็นผลงาน
ผู้บริโภคเป็นใคร ?
ผู้บริโภคคิดอะไร ?
ผู้บริโภคเชื่ออะไร ?
ภาพที่เราเห็น ล้วนเป็นผลพวงจากความเชื่อที่เรามีต่อโลกนี้ เพราะโฆษณาต้องการคุยกับลูกค้าอย่างเรา โฆษณาจึงจำต้องพูดภาษาเดียวกับเรา และในขณะเดียวกัน เพราะเขาพูดแบบเดียวกับเรา เราจึงเชื่อเขา แล้วผลิตซ้ำความเชื่อเดิมให้เขาผลิตงานใหม่ออกมาอีก
ถ้าเราไม่เลิกเชื่อ เราไม่เปลี่ยนความคิด โฆษณาก็ไม่เปลี่ยน
น่าเศร้าที่โลกยุคใหม่หมุนไปแบบนี้
แต่น่าดีใจที่โลกนี้เปลี่ยนง่ายกว่าตอนพระเจ้าล้างโลก
ลูกค้าคือพระเจ้า
ถ้าเราเปลี่ยน โฆษณาก็เปลี่ยน
และเมื่อโฆษณาเปลี่ยน โลกใบนี้ก็เปลี่ยน.
(5845106528)























