(ปฐมกาล 24:7: 60) พระเจ้าหยิบบรีฟแล้วกล่าวว่า ในวงการโฆษณา ลูกค้าเป็นผู้สร้างโลก

ในคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าคือผู้สร้างโลก แต่ในวงการโฆษณา ลูกค้าคือคนสร้างภาพ

ลองจินตนาการว่าคุณเดินเข้าไปในบ้าน ในบ้านมีเด็กสองคนกำลังวิ่งเล่น คุณเดินตรงไปที่ห้องครัว คุณได้กลิ่นของอาหาร มองเห็นแสงแดดอ่อนๆที่ลอดผ่านหน้าต่าง ตอนนั้นเองที่คุณมองไปที่อ่างล้างจาน และเห็นบุคคลหนึ่งกำลังล้างจานอยู่

คำถาม

คนที่คุณเห็นเพศอะไร ?

หากคำตอบของคุณคือเพศหญิง ยินดีด้วย คุณคือส่วนหนึ่งของปัญหาวงการโฆษณา

สามัญทัศน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อสเตริโอไทป์ (Streotype) คือการคิดเหมารวมต่อคุณลักษณะของกลุ่มหนึ่ง เช่น แรงงานต่างด้าว – ผิวดำ / นางแบบ – ผอม / ทำงานบ้าน – ผู้หญิง ฯลฯ

ความคิดแบบสเตริโอไทป์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของมนุษยชาติ แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้รับรู้และประมวลผลโลกได้อย่าทะลุปรุโปร่งอย่างที่เราเข้าใจ โครงสร้างสมองของมนุษย์มีระบบการทำงานที่จะจัดกลุ่มข้อมูลตามประสบการณ์ และภาพที่เห็นซ้ำๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเรียกใช้ข้อมูล สิ่งนี้อธิบายว่าทำไมเมื่อคุณเห็นภาพบ้าน เด็ก และการทำความสะอาด คุณจึงเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน แล้วคิดถึงเพศหญิงโดยทันที เพราะนั่นคือภาพที่คุณเห็นเสมอ

คำถามคือ ในยุคที่สถิติผู้หญิงทำงานนอกบ้านเพิ่มขึ้นกว่าสี่เท่า เครื่องจักรเข้ามาแย่งหน้าที่ในบ้าน ผู้ชายมีบทบาทในการเลี้ยงเด็กไม่ต่างจากผู้หญิง สถิติแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยตัวเองลดลงอยู่ในระดับที่กระทรวงสาธารณะสุขต้องออกประกาศเฝ้าระวังภัย หรือความจริงแล้วเทรนการย้ายจากบ้านไปอยู่คอนโดที่ไม่มีห้องครัว หรือเทรนการทำงานต่างถิ่นที่พรากลูกออกจากอกแม่ก็กำลังมา คำถามคือ แล้วเราเอาภาพผู้หญิงทำงานบ้านที่ ‘เห็นเสมอ’ มาจากไหน

คำตอบก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล คงต้องยกความดีความชอบให้นักโฆษณาที่สรรหาวิธีการยิงแอดให้เข้าถึงผู้บริโภคอย่างเราๆมากที่สุด

จากสถิติของงานประกวดเจ้าใหญ่ Cannes Lion 2017 ชี้ให้เห็นว่า กว่าร้อยละ 50 ของผู้หญิงที่ปรากฎตัวในโฆษณา ปรากฎตัวขึ้นในห้องครัว

และด้วยความน่าอัศจรรย์พอๆกับพระเจ้าสร้างอีฟขึ้นมาจากกระดูกซี่โครงของอดัม สมองผู้บริโภคอย่างเราทั้งหลายก็เชื่อมโยงผู้หญิงเข้ากับการทำงานบ้านได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

และเช่นเดียวกับการยึดมั่นในความดีตามพระบัญญัติสิบประการ เมื่อคุณยึดมั่นในภาพที่คุณเห็นในหัว ปัญหาจึงบังเกิด

เมื่อโลกความจริงมนุษย์มีความยืดหยุ่นมากกว่าโฆษณา 30 วิ แต่สมองกำลังขีดเส้นความน่าจะเป็นให้กับสิ่งต่างๆ

เมื่อคุณเห็นแม่ที่ไม่เลี้ยงลูก คุณคิดว่าเธอคือแม่ที่แย่ เพราะเธอไม่เหมือนโฆษณานมผงที่คุณเคยเห็น

เมื่อคุณเห็นผู้ชายตัวโตสูบบุหรี่และมีรอยสัก คุณคิดไปก่อนว่าเขาไม่ใช่คนดี เพราะเขาเหมือนตัวร้ายในโฆษณาที่คุณเคยดู

เมื่อคุณเห็นผู้หญิงอ้วนใส่บิกินี่ คุณหัวเราะเยาะ เพราะเธอไม่เหมือนนางแบบในโฆษณายาลดน้ำหนัก

และไม่ว่าคุณรู้ตัวหรือไม่ คุณกำลังใช้ภาพโฆษณาที่คุณเสพ มาจำกัดความเป็นไปได้ของการเป็นมนุษย์

น่าเสียดายที่เรากดปุ่มรีเซ็ตภาพเหล่านี้ง่ายๆเหมือนตอนพระเจ้าล้างโลกไม่ได้

โลกนี้ยังคงหมุนต่อไปพร้อมกับวงการโฆษณาที่เร่งผลิตงานเพื่อป้อนเข้าปากผู้บริโภคอย่างเราๆ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือให้เราเชื่อ และทำตาม

คำถามคือ แล้วเราจะเปลี่ยนโลกให้ต่างจากภาพในโฆษณาได้อย่างไร

คำตอบคือ เปลี่ยนที่เรา

ภาพทั้งหลายที่เราเห็นในโฆษณา คือผลพวงจากการทำรีเสิร์ชอย่างหนักหน่วงของทีมสื่อ เป็นผลจากคำถามทั้งหลายที่วิ่งเข้าโต๊ะประชุม และกลายร่างเป็นผลงาน

ผู้บริโภคเป็นใคร ?

ผู้บริโภคคิดอะไร ?

ผู้บริโภคเชื่ออะไร ?

ภาพที่เราเห็น ล้วนเป็นผลพวงจากความเชื่อที่เรามีต่อโลกนี้ เพราะโฆษณาต้องการคุยกับลูกค้าอย่างเรา โฆษณาจึงจำต้องพูดภาษาเดียวกับเรา และในขณะเดียวกัน เพราะเขาพูดแบบเดียวกับเรา เราจึงเชื่อเขา แล้วผลิตซ้ำความเชื่อเดิมให้เขาผลิตงานใหม่ออกมาอีก

ถ้าเราไม่เลิกเชื่อ เราไม่เปลี่ยนความคิด โฆษณาก็ไม่เปลี่ยน

น่าเศร้าที่โลกยุคใหม่หมุนไปแบบนี้

แต่น่าดีใจที่โลกนี้เปลี่ยนง่ายกว่าตอนพระเจ้าล้างโลก

ลูกค้าคือพระเจ้า

ถ้าเราเปลี่ยน โฆษณาก็เปลี่ยน

และเมื่อโฆษณาเปลี่ยน โลกใบนี้ก็เปลี่ยน.

 

(5845106528)

แค่เล่นเกมตอบคำถามง่ายๆ ก็ได้เงิน ไม่ต้องเสียอะไร จริงหรือ ?

ในช่วงที่ผ่านมา บางคนอาจจะเคยถูกเพื่อนหรือคนรู้จักชักชวนให้เล่นเกมตอบคำถามเพื่อชิงเงินรางวัล อย่างเช่นแอปพลิเคชัน “Panya (ปัญญา)” กันมาบ้าง  หลายคนอาจจะสงสัยว่า เล่นแล้วได้เงินรางวัลจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่แอพพลิเคชันที่จะมาหลอกเอาข้อมูลหรือไม่ แต่ก็มีอีกหลายคน ที่เล่นไปเรื่อย ๆ เพราะอยากจะเอาชนะเพื่อให้ได้เงินรางวัลสักครั้ง

Panya คือ แอปพลิเคชันเกมโชว์ตอบคำถาม ที่ให้คุณได้เข้ามาร่วมเล่นเกมกันแบบสดๆ พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมลุ้นรับเงินรางวัลหลักแสนทุกวัน ซึ่งสามารถโหลดฟรี เล่นฟรี ได้ทุกวัน โดยจะมีคำถามให้คุณเข้าไปตอบคำถาม 12 ข้อ ข้อละ 3 ตัวเลือก ถ้าตอบถูกหมด คุณจะได้เงินรางวัลไปในรอบนั้นๆ เช่น ถ้าเงินรางวัลคือ 150,000 บาท แล้วในรอบนั้นมีคนตอบถูกทั้งหมด 100 คน ก็จะได้ไปคนละ 1,500 บาท โดยเงินจะถูกส่งเข้าไปในบัญชีเกม และผู้เล่นจะสามารถถอนเงินออกได้ในภายหลัง โดยหมายเหตุคือ ยอดถอนเงินขั้นต่ำต้องมีมูลค่า 1,000 บาท

เกมปัญญาจะจัดขึ้น 2 รอบต่อวัน รอบแรกจะเริ่มเล่นที่  12.30 น. และรอบที่สองจะเริ่มตอน 20.00 น. โดยในแต่ละรอบ ก็จะมีจำนวนผู้เล่นมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ปัจจุบัน ยอดจำนวนผู้เล่นในแต่ละรอบมีจำนวนเฉลี่ยมากถึง 150,000 คนในแต่ละรอบ

โดยเงินรางวัลที่ได้ในแต่ละครั้งแล้ว อาจจะไม่ใช่จำนวนที่เยอะอะไร แต่คำถามในแต่ละครั้งก็จะแตกต่างกันออกไปในหัวข้อต่างๆ ซึ่งก็ให้ข้อมูลและความรู้แก่ผู้เล่นด้วย เนื่องจากเกมปัญญา จะมีพิธีกร Live Show คอยอธิบายและเฉลยคำตอบของแต่ละคำถาม ทำให้ผู้เล่นได้รับความรู้และความบันเทิงในเวลาเดียวกัน การเล่นเกมนี้ได้ทั้งความสนุกและความรู้รอบตัวใหม่ๆ แถมยังได้ลุ้นเงินอีกด้วย ไม่เสียค่าอะไร นอกจากการเชื่อมต่อกับบัญชีเฟซบุ๊กและโทรศัพท์มือถือ

จากการสัมภาษณ์ผู้เล่นที่ได้เงินจริงจากแอพปัญญา พบว่า เขายังคงเล่นแอพปัญญามาเป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้ว และได้ยอดเงินรวมทั้งหมดกว่า 4,000 บาทแล้ว เนื่องจากก็เล่นทุกวันมาตลอด ทั้งรอบเที่ยง และรอบหัวค่ำ  การที่เขายังคงเล่นอยู่ทุกวันนี้ เพราะเขาสามารถถอนเงินออกมาใช้ในชีวิตได้จริง โดยที่เขารู้สึกว่า “ไม่ได้เสียอะไรเลย แค่เล่นเฉยๆก็ได้ตัง”

โดยบุคคลที่ให้สัมภาษณ์คนนี้ ยังเล่นแอพลิเคชันเกมตอบคำถามเพื่อชิงเงินรางวัลอีกหลายแอปพลิเคชันด้วยกัน ทั้งของในประเทศไทย และต่างประเทศ โดยแอปเกมตอบคำถามของในประเทศไทยได้แก่

1. Panya
2. Tutulive ชื่อเกมว่า Quiz Hunter
3. Line ชื่อเกมว่า 10?10
4. Champoko (เป็นของ Chilindo)
5. Anna (เป็นของ Ookbee)
6. ปริศนาท้ารวย (แอปพลิเคชันที่เพิ่ง launch ออกมา ที่จะเปิดเล่นทดสอบระบบพุธที่ 19 ธันวาคมนี้)
7. Shopee ชื่อเกม Shopee Quiz ซึ่งมาเป็นช่วงๆที่มีแคมเปญ 11.11 หรือ 12.12

และแอปพลิเคชันตอบคำถามของต่างประเทศ ได้แก่

1. HQ
2. Hypsports
3. The Question
4. Ripkord.tv
5. Q Live
6. Hangtime
7. Out of Tune
8. Joyride
9. This is not a game

จะเห็นได้ว่า บุคคลที่ให้สัมภาษณ์ผู้นี้เล่นเกมตอบคำถามเสมือนเป็นอาชีพเสริมฆ่าเวลา สำหรับของเว็บต่างประเทศ ระบบเงินจะถูกโอนเข้าบัญชี paypal ของผู้เล่น ซึ่งบุคคลนี้ก็ได้รับเงินจริงๆ โดยตั้งแต่เล่นเกมเหล่านี้มาทั้งหมด รวมทุกแอปพลิเคชันทั้งในและต่างประเทศ ก็ได้เงินมาแล้วรวมกว่า 20,000 บาท จากการที่เข้าร่วมเล่นเกมตอบคำถามเพียงเท่านั้น

สิ่งที่ดึงดูดคนจำนวนมากให้ทุกวันนี้ยังเล่นเกมปัญญาและเกมตอบคำถามเหล่านี้อยู่ ก็คือจำนวนเงินนั่นเอง แล้วตัวคนบริหารแอปพลิเคชันจะได้อะไรกลับไป? เอาเงินจากไหนมาแจกผู้เล่น? แล้วแอปได้อะไรจากผู้เล่นไปบ้าง?

สิ่งที่ผู้เล่นไม่ได้สังเกตหรือรู้สึกเสียหายอะไร อาจจะเป็นเพราะเมื่อเขาเล่น เขาก็ได้เงินตอบแทน หรือได้ความสนุก ความบันเทิง ความรู้กลับมา แต่แท้จริงแล้ว ผู้เล่นไม่ทันได้คิดว่า ในขณะที่เขากำลังลงทะเบียนเล่น ทางแอปพลิเคชันได้ข้อมูลต่างๆ ทั้งบัญชีเฟซบุ๊ก เบอร์โทรศัพท์ เลขบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลการใช้โทรศัพท์อื่นๆไปแล้ว โดยที่ผู้เล่นได้กด accept ไป ทั้งๆที่ยังไม่ได้อ่านให้รอบคอบว่าแอปพลิเคชันจะสามารถเข้าถึงข้อมูลอะไรของผู้เล่นไปแล้วบ้าง

แอปพลิเคชันเหล่านี้ จะได้ฐานข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์มือถือและข้อมูลพื้นฐานของผู้คนในจำนวนมากกว่า 200,000 คน จึงไม่แปลกที่จะมีนักลงทุนยอมจะให้ทุนสนับสนุนแอปพลิเคชันเหล่านี้ เพื่อที่จะได้ข้อมูลจำนวนมากเหล่านี้จากผู้บริโภคที่หลากหลายในภายหลัง  นอกจากนี้ บางแอปพลิเคชันก็ยอมให้แบรนด์มาลงโฆษณาแบบเนียนๆผ่านทางรูปแบบของคำถาม เพื่อที่ผู้เล่นจะได้ไปหาข้อมูลของแบรนด์นั้นมาตอบคำถาม เพียงเท่านี้ แบรนด์นั้นก็จะอยู่ในความทรงจำของผู้เล่นไปจำนวนหนึ่งในรอบๆนั้นแล้ว

จะเห็นได้ว่า การเล่นเกมตอบคำถามชิงเงินรางวัลนี้ ก็ให้เงินกับผู้เล่นได้จริง และสามารถเล่นเป็นอาชีพได้จริง แต่ว่าในทางกลับกัน ตัวผู้เล่นเอง ก็จะถูกนำข้อมูลบางอย่างไปขายให้กับนักลงทุน และแบรนด์อื่นๆที่มาร่วมสปอนเซอร์ โฆษณาให้เราค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์นั้นโดยที่เราไม่รู้ตัว ฉะนั้น ก่อนที่จะลงทะเบียน หรือเขียนข้อมูลอะไรลงไป ควรพิจารณาให้ดี และควรอ่านข้อตกลงและเงื่อนไขในการเล่นให้ดี ว่าแอปพลิเคชันเหล่านั้น จะเอาข้อมูลการใช้งานจากเราในส่วนไหนบ้าง มากน้อยแค่ไหน เพื่อความปลอดภัยของการใช้งานของคุณเอง

 

ข้อมูลบางส่วน อ้างอิงจาก : https://marketeeronline.co/archives/20222

เขียนบทความและสัมภาษณ์โดย นางสาวหทัยรัตน์ อยู่คง 5845135728

 

บิวตี้บล็อกเกอร์ ดาวค้างฟ้าหรือดาวตก?

“คุณดูรีวิวก่อนซื้อลิปสติกสักแท่งหรือไม่?” เรามั่นใจว่าสาวๆเกิน 80% จะต้องเสิชหารีวิวก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางค์สักชิ้นอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นสิ่งที่เราจะใช้กับผิวหน้าที่เราหวงแหนและเป็นสิ่งที่เราจะโชว์ความสวยให้คนในสังคม แต่มันก็มีหลายประเภทนะ ไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำ แบบครีม แบบแท่ง อีกทั้งยังมีหลายแบรนด์ให้ตัดสินใจ และปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุดคือ หลายสี! ถึงแม้บางสีมันจะต่างกันนิดเดียวชนิดที่ถ่ายรูปออกมา ตาของเราก็มองเป็นสีเดียวกัน แต่ก็นะของมันต้องมีอะค่ะ! เราจึงต้องเสิชหารีวิวของคนที่เคยลองใช้มาก่อนว่าเครื่องสำอางค์ตัวนี้มันดีจริงมั้ย เขาเหล่านี้จะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก “บิวตี้บล็อกเกอร์”

                   Screen Shot 2561-12-16 at 10.06.58 AM.pngScreen Shot 2561-12-16 at 9.52.13 AM

ปัจจุบันนี้เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า แบรนด์เครื่องสำอางค์ต่างสื่อสารถึงลูกค้าของตน ผ่านบิวตี้บล็อกเกอร์ที่มียอดติดตามจำนวนมาก แบรนด์สามารถส่งให้ลองใช้ฟรีและเขารีวิวผ่านชาแนลของเขาเอง หรือจ้างให้เขารีวิวแล้วบอก Key message ที่แบรนด์ต้องการสื่อสารถึงลูกค้าของตนก็ได้ การโฆษณาแบบเดิมกลายเป็นการขายตรงเกินไปสำหรับลูกค้า ลูกค้าไม่เชื่อในสิ่งที่แบรนด์พูดเพราะรู้สึกว่าเขาอยากขายของเรายังไงเขาก็ต้องพูดแต่เรื่องดีๆสิ ถ้าฉันซื้อมาใช้แล้วมันไม่สวยเหมือนในโฆษณาหล่ะ หรือแย่กว่านั้นเขาบอกว่ามันอ่อนโยนต่อผิว แต่ทำไมสิวมันขึ้นเต็มหน้าของฉันขนาดนี้ สาวๆคงไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นแน่ๆ

การรีวิวจากบิวตี้บล็อกเกอร์ที่ได้รับสินค้าจากทางแบรนด์มาใช้ก่อน จึงเป็นข้อมูลที่ลูกค้าจะนำมาใช้ในการติดสินใจซื้อ

     Screen Shot 2561-12-16 at 10.09.56 AMScreen Shot 2561-12-16 at 10.10.40 AMScreen Shot 2561-12-16 at 10.12.57 AM

เราก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการแต่งหน้าและซื้อเครื่องสำอางค์เยอะมาก จนมีเพื่อนๆหลายคนบอกว่า “เปิดยูทูปชาแนลเองสิแก  รายได้ดี และได้เครื่องสำอางค์ฟรีจากทางแบรนด์ด้วยนะ” บิวตี้บล็อกเกอร์กลายเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่เราสามารถเป็นเจ้านายตัวเองได้ รายได้ดี และที่สำคัญคือได้ทำงานกับสิ่งที่ตัวเองชอบ

จะเห็นได้ว่าตอนนี้มีบิวตี้บล็อกเกอร์เป็นจำนวนมาก นับแค่ในประเทศไทยก็มีจำนวนมากเกิน 20 คนให้เราติดตาม เราจึงสงสัยว่าถ้าการเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์มันจะดีสำหรับสาวๆขนาดนี้ หากคนหันมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์กันหมด มันจะล้นตลาดหรือไม่ หรือผู้บริโภคจะเริ่มมองว่าบิวตี้บล็อกเกอร์กลายเป็นอาชีพหาเงิน เขาจะรีวิวตามที่แบรนด์จ้างให้เขาพูด เราไม่สามารถเชื่อรีวิวของบิวตี้บล็อกเกอร์ได้แล้ว…

S__6561797

เรามีโอกาสได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับ พี่แท๊ป คุณรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เกี่ยวกับการตลาดบิวตี้บล็อกเกอร์ว่าตลาดส่วนนี้จะยังโตได้อีกมากและอีกนานแค่ไหนกันเชียว พี่แท็ปมีความเห็นว่าบล็อกเกอร์ก็ถือว่าเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ซึ่งโดยธรรมชาติของทุกสื่อนั้นมันย่อมมีอายุของมันเป็นธรรมดา แต่กับบิวตี้บล็อกเกอร์ในปัจจุบันแนวโน้มดูเหมือนจะโตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีทีท่าจะเป็นขาลงเลย การตลาดบิวตี้บล็อกเกอร์ยังสามารถโตขึ้นได้เรื่อยๆเพราะยังเป็นสื่อที่สามารถเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ดี แต่ที่น่าสนใจก็คือ คาดว่าต่อไปแบรนด์จะเลือกใช้เฉพาะบิวตี้บล็อกเกอร์บางคนเท่านั้นที่เข้ากับคาแรกเตอร์ของแบรนด์ ไม่ใช่แค่เพียงมียอดติดตามจำนวนมาก เพื่อสื่อสาร Key message ที่ชัดเจนและตรงกับของแบรนด์มากที่สุด และทำงานใกล้ชิดกับบิวตี้บล็อกเกอร์มากขึ้น โดยเขาอาจจะต้องใช้สินค้าที่แบรนด์ส่งให้จริงๆพร้อมรีวิวตลอดระยะการใช้งาน เพื่อแสดงถึงประสิทธิภาพจริงๆของสินค้ามากขึ้น

บิวตี้บล็อกเกอร์เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ยังคงเป็นขาขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่ก็เป็นอาชีพที่จะรุ่งหรือจะร่วง ก็ต้องอาศัยทั้งความสร้างสรรค์ ความอึด หรือดวงด้วยเช่นกัน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคนชื่นชอบและกด Follow เป็นจำนวนมาก เราว่าบิวตี้บล็อกเกอร์จะเปรียบเสมือนเอเจนซี่หนึ่งที่ไม่ใช่แค่สร้างสรรค์การสื่อสารให้กับแบรนด์ แต่จะต้องสร้าง Branding ให้ตัวเองอย่างชัดเจนเพื่อการสื่อสารที่ตรงกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าจับตามองและยังมีลูกเล่นให้การตลาดตื่นตัวได้ตลอดเสมอ

ณัฐพร อึงคนึงเกียรติ์ 5845035628 (มิ้นท์)

 

“Owned Media” สื่อที่ไม่ควรถูกมองข้าม

เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาหลาย ๆ คนคงทราบกันดีว่า Kbank หรือธนาคารกสิกรได้ทำการเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานแอพพลิเคชั่น KPLUS ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงโลโก้ โดยการจะทำให้ผู้คนจำนวนมากรับรู้เรื่องนี้ Kbank ได้ใช้สื่อที่หลากหลายในการนำเสนอ ส่วนใหญ่จะเป็นสื่อออนไลน์ ทว่าก็มีสื่อหนึ่งที่ผู้เขียนพบเจอเสมอเวลามามหาวิทยาลัย นั่นก็คือ พนักงานของธนาคารกสิกร

ผู้เขียนมักจะเห็นพนักงานของธนาคารกสิกรสวมเสื้อหรือสะพายกระเป๋าผ้าที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนรูปแบบของ KPLUS โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนโลโก้ การใช้พนักงานเป็นพื้นที่สื่อ น้อยแบรนด์นักที่จะให้ความสำคัญเหมือนอย่าง Kbank นอกจากนี้ยังไม่นับช่วงแรกของการปรับเปลี่ยนที่มีการสร้าง Awareness ด้วยการให้พนักงานแต่งตัวแฟนซีเพื่อสร้างเนื้อหา (Content) และเกิดการบอกต่อ (Share) ผ่านโลกออนไลน์ ซึ่งถือเป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

1

จากกรณีของ KPLUS เราจะสังเกตได้ว่า พนักงานหรือบุคลากรในบริษัทหนึ่ง ๆ ก็สามารถเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพได้ หรือที่เรียกว่า สื่อที่เราเป็นเจ้าของ (Owned Media) ซึ่งถือเป็นสื่อที่เจ้าของแบรนด์ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ไปกับสื่อนี้ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับสื่อประเภทอื่น อีกทั้งยังสามารถควบคุมเนื้อหาที่จะสื่อสารออกไปได้อีกด้วย

อีกทั้งยังมีอีกหลายแบรนด์เองที่เป็นที่รู้จักจากการใช้ Owned Media ทำการสื่อสารอย่าง กรณีของ Tops ซึ่งทำการสื่อสารเนื้อหาแบบ Always On ผ่านสื่อออนไลน์เสมอ โดยเนื้อหาที่นำเสนอมักจะอิงเรื่องราวที่เป็นกระแสในช่วงนั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือละครที่กำลังนิยม ข่าวต่าง ๆ จนเกิดเป็นกระแสที่จดจำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวิตเตอร์ อีกกรณีหนึ่งคือ KFC ซึ่งถูกพูดถึงในโลกออนไลน์อย่างมากจากการตอบคำถามของแอดมินประจำเพจเฟซบุ๊ก KFC Thailand ที่มักจะตอบคำถามของลูกค้าในเชิงบวกเสมอ อีกทั้งยังพยายามสอดแทรกความสนุกสนานเข้าไปด้วย จนผู้คนต่างชื่นชม และทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดียิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้าอีกด้วย

2

นอกจากนี้ Owned Media อย่างพนักงานนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับธุรกิจการบริการ อ้างอิงจากหลักการตลาด 7Ps ซึ่งประกอบด้วย Product Price Place Promotion People Process Physical Evidence ที่กล่าวถึง People หรือการจัดการเกี่ยวกับคนหรือพนักงาน เช่น การอบรมพนักงาน และ Physical evidence หรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ลูกค้าจะพบเจอเมื่อมาใช้บริการ เช่น การแต่งตัวของพนักงาน ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการจากบริษัทนั้น ๆ

จากกรณีข้างต้นคงทำให้เราเห็นประสิทธิภาพของ Owned Media มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานหรือบุคคลากรขององค์กรที่เป็นทั้งกำลังผลิต สื่อ และปัจจัยที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัท เราจึงควรให้ความสำคัญ สื่อชนิดนี้มากพอ ๆ กับสื่อชนิดอื่นอย่างสื่อโฆษณาที่ต้องจ่ายเงินซื้อ (Paid Media) และ สื่อโฆษณาที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ (Earned Media)

 

รายการอ้างอิง

https://www.mxphone.net/kbank-announces-a-remarkable-turnaround-of-k-plus/

https://www.thairath.co.th/content/477228

https://greedisgoods.com/7p-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD/

5845076328

LGBTQ Marketing : การตลาดที่ขับเคลื่อนความเท่าเทียมได้

LGBTQ Marketing : การตลาดที่ขับเคลื่อนความเท่าเทียมได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ until we all belong

ปฎิเสธไม่ได้ว่ากระแส Social Movement สำคัญของโลกในช่วงสองถึงสามปีให้หลังมานี้ มีเรื่องของสิทธิความเท่าเทียม (Equality) ที่ทุกประเทศต่างพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา หรือเพศ อันได้แก่สิทธิของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือที่เราเรียกว่า LGBTQ

เรื่องของสิทธิความเท่าเทียมเป็นเรื่องที่อยู่บนพื้นฐานสิทธิความเป็นมนุษย์และฐานคิดแบบเสรีนิยม ทำให้แบรนด์ต่างๆ ที่มีฐานความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมเช่นเดียวกันนี้ ออกมาแสดงจุดยืนเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศของกลุ่ม LGBTQ หรือออกเป็นแคมเปญสำหรับกลุ่ม LGBTQ โดยเฉพาะ

  มีการศึกษาข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของแวนคูเวอร์พบว่า กลุ่ม LGBTQ มีอำนาจการจ่ายเงินสูง และมีรายได้และการจับจ่ายใช้สองมากกว่า มีการศึกษาสูงกว่า มีหนี้สินน้อยกว่าและมีเงินเก็บสูงกว่า และพวกเขายินดีที่จะจ่ายแพงกว่าสำหรับสินค้าที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้มีงานวิจัยพบว่าในกลุ่มครอบครัว LGBTQ มีการใช้จ่ายสูงกว่าครอบครัวอเมริกันทั่วไป โดยผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมากที่สุดได้แก่ไวน์ 48% อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 43% เครืองดื่มแอกอฮอล์ 32 % อุปกรณ์โกนหนวด 32 % เครื่องใช้ในห้องน้ำสำหรับผู้ชาย 32% และเทียนหอม 31%

อย่างไรก็ตาม การศึกษาข้างต้นเป็นเพียงการมองกลุ่ม LGBTQ เป็นเพียงกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แต่หลายๆ แบรนด์ ไปไกลกว่านั้น

Airbnb ออกมาแสดงจุดยืนที่น่าสนใจ โดยออกแคมเปญที่ชื่อว่า Until we all belong เพื่อสนับสนุนการสมรสถูกกฎหมายของกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศ เนื่องจาก Aibnb มี Acceptance และ Belonging เป็นหัวใจสำคัญของบริษัท และพวกเขามี mission ที่เชื่อว่า “We Belive in a world where people belong anywhere.” Airbnb นำเสนอแหวน ‘The Acceptance Ring’ แหวนสีดำที่มีช่องว่างไม่เต็มวง เปรียบเสมือนการแต่งงานที่ไม่สมบูรณ์จากความเท่าเทียมทางเพศนั่นเอง

แทนที่จะคุยกับกลุ่ม LGBTQ อย่างตื้นเขิน แต่แบรนด์เลือกที่แสดงออกถึงจุดยืนว่าจะสนับสนุนและผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศของ LGBTQ ผ่านเสียงของตนเอง

เมื่อแบรนด์คุยกับผู้บริโภคอย่างจริงใจและเปิดแขวนกว้าง ต้อนรับพวกเขา

เมื่อนั้น เขาจะได้รับการต้อนรับจากผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ไม่ใช่กับแค่กลุ่ม LGBTQ แต่เป็นคนทุกคนที่ให้ค่ากับความเท่าเทียมบนฐานของสิทธิมนุษยชน

วริศรา ชัยศุจยากร 584511228

“Native Advertising” เรื่องที่นักการตลาดในยุคดิจิทัลไม่ควรพลาด!

ในยุคที่โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก  ผู้บริโภครับข่าวสารจำนวนมหาศาลนี้ไม่ไหวอย่างแน่นอน ผู้บริโภคในยุคนี้จึงมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากอดีตที่มักจะ “เลือก” เสพสื่อที่ตัวเองสนใจเท่านั้น แม้กระทั่งผู้เขียนเองก็ตาม..

เชื่อว่า ทุกคนเคยเห็นหรือรู้จักโฆษณาประเภท Banner ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ กันอยู่พอสมควร โฆษณาที่มักเด้งขึ้นหรือแสดงบนเว็บไซต์ขณะที่เรากำลังค้นหาข้อมูล หรือบางโฆษณาจะปรากฏขึ้นใน Clip VDO เช่น บน Youtube โดยที่ไม่สามารถกด Skipได้  แถมช่วงที่เราดูคลิปก็จะมีโฆษณาคอยเด้งขึ้นมาตลอด ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยคลิกเข้าไปดู หลายคนเลือกที่จะเลื่อนผ่าน ไม่ได้สนใจ หรือคนที่คลิกเข้าไปดูก็เป็นลูกค้าของแบรนด์อยู่แล้ว…

นี่คือ ตัวอย่าง Bannerในเว็บไซต์ Sanook.com  (กรอบสีเหลือง)

จับภาพหน้าจอ 2018-12-15 เวลา 12.56.50 AM

หากจะถามว่า… โฆษณาเหล่านี้ ยังได้ผลอยู่หรือไม่!?

ความเห็นของผู้เขียนคือ ยังใช้งานได้ แต่ประสิทธิภาพลดลงจากยุคเดิมมาก เหตุผลเพราะผู้บริโภครู้สึกว่าเป็นการโฆษณาตรงหรือขายของมากจนเกินไป ทำให้ความสนใจคนลดลง และถ้ายิ่งมากเข้าก็จะกลายเป็นความรำคาญ หรือความรู้สึกเชิงลบต่อแบรนด์ได้ จึงไม่แปลกใจที่ปัจจุบันประสิทธิภาพของการทำโฆษณาแบบเก่าลดน้อยลงเรื่อย ๆ ตรงนี้เองที่ทำให้ Native Advertising เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก..

Native Advertising การไม่โฆษณาแต่แอบเนียนโฆษณ

Native Advertising เป็นการทำโฆษณาที่มีการนำเสนอที่ดูคล้าย content based หรือมีส่วนผสมผสานของการทำ Content Marketing เข้าไปด้วย เช่น อยู่ในรูปแบบของบทความ หรือคอนเทนต์รีวิว แนะนำ ฯลฯ โดยเป็นเนื้อหาที่มีประโยชน์ มีความน่าสนใจ ในช่องทางนั้น ๆ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกอยากเข้าใกล้แบรนด์มากที่สุด และไม่เกิดความรู้สึกต่อต้านด้วยมุมมองว่านี่คือโฆษณาได้ ซึ่งดูๆ ไปก็คล้ายกับเนื้อหาแนว editorial ที่มีอยู่จริง ๆ บนเว็บไซต์ของสื่อ เพียงแต่ไม่ใช่การโฆษณาสินค้าหรือบริการของบริษัทอย่างตรง ๆ หรือไม่ได้พยายามขายสินค้าหรือบริการมากเกินไปนักโดยแตกต่างจากการโฆษณา Banner แบบเดิม ๆ ที่เป็น Display Banner ชนิดที่คนที่พบเห็นก็จะรู้ทันทีเลยว่าเป็นพื้นที่โฆษณา…

ตัวอย่างของ Native Advertisingในเว็บไซต์ Sanook.com (กรอบสีเหลือง)

จับภาพหน้าจอ 2018-12-15 เวลา 12.56.59 AM

ทำไม Native Ad จึงมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำโฆษณา Banner แบบเก่า

เพราะการทำ Native Advertising นั้น เป็นการโฆษณาที่มีการสร้างเนื้อหาที่เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ผู้บริโภคอยู่ได้อย่างแนบเนียน มีประโยชน์ และไม่ได้มีการโฆษณาขายตรงอย่างชัดเจน สามารถดึงความสนใจ และสร้างประสบการณ์การการอ่านที่ดีกับผู้บริโภค ดังนั้นแล้วจึงมีอัตราการคลิกสูงกว่า Banner แบบเก่ามาก โอกาสที่ผู้บริโภคจะเห็นคอนเทนต์ของเราย่อมสูงมาก อีกทั้งยังสามารถเก็บข้อมูล สถิติ จากลูกค้าที่คลิกได้ เป็นช่องทางใหม่ที่เราสามารถทำได้ก่อนคู่แข่งจะรู้ตัว ทำให้ก้าวข้ามคู่แข่งไปอีกขั้น ถือว่าเป็นรูปแบบการทำโฆษณาที่มีประสิทธิภาพมากในยุคปัจจุบัน

เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำ Native Advertising

  • ทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค รู้ว่าเขาสนใจอะไร อยากรู้อะไร หรือเนื้อหาอะไรที่จะให้พลังกับผู้บริโภคได้เพิ่มขึ้น
  • หลังจากที่เข้าใจผู้บริโภคแล้ว ลำดับต่อไปคือ เข้าใจ Platform ที่จะต้องไปอยู่ สร้างเนื้อหา Native Advertising ที่แนบสนิทเข้ากับ Platform นั้น ๆ ควรคำนึงถึง Mood & toneในการเล่าเรื่องให้ผู้บริโภคเกิดประสบการณ์การอ่านเนื้อหาที่ไม่รู้สึกติดขัด
  • สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด ต้องตั้งคำถามว่า หลังจากที่ผู้บริโภคอ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร หรือสามารถช่วยผู้บริโภคได้อย่างไร และอย่าลืมว่า ควรเป็นเนื้อหาที่สร้างความรู้สึกสนุกให้กับผู้บริโภคด้วย เพื่อไม่ให้เขาเกิดความรู้สึกเบื่อ
  • นอกจากการสร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์และสนุกแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ การสร้างเนื้อหาที่ง่าย ทำให้ผู้บริโภครู้สึกอยากแชร์ต่อ เพราะถ้าเกิดการแชร์มาก ก็จะสร้าง Awareness ได้มาก และโอกาสที่เนื้อหานั้น ๆ จะเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคก็มากยิ่งขึ้นด้วย

เป็นไรอย่างไรกันบ้างคะ กับความรู้เรื่อง Native Advertising ผู้เขียนหวังว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน สามารถนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์ของท่านในการทำการตลาด เพื่อที่จะต่อยอดธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นในอนาคตค่ะ

Source:

https://www.nuttaputch.com/what-is-native-advertising/
https://positioningmag.com/1155702
https://blog.praneat.com/native-advertising-advertorial
https://thumbsup.in.th/2018/04/native-advertising-is-not-content-marketing/
https://www.marketingoops.com/news/brand-marketing/strategy-brand-marketing/native-advertising/

 

5845092328   ภัสรา  

 

Youtuber ที่แม้แต่คนดังยังอยากเป็น

หลังๆมานี่เราคงจะเห็นดาราหรือเซเลปผันตัวมาทำ channel ใน youtube เป็นของตัวเองกันให้ล้นหน้าจอกันไปหมด หันไปทางไหนก็มีแต่ content ของยัยพวกคนดังๆ พวกเนี่ย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราก็ติดตามชีวิตพวกเค้าตั้งแต่ตื่นยันนอน ติดยิ่งกว่าละครหลังข่าว

 

แล้วเราเคยสงสัยกันบ้างมัยว่าคนพวกนี้เค้าทำแล้วได้อะไร

“ เค้าดังอยู่แล้วนี่?”

คำถามนี่คงลอยวนอยู่ในหัวผู้ชมหลายๆท่าน จากแรกๆที่มีมาให้รับชมไม่กี่คนก็ว่าแปลกใหม่ดีได้ดูดาราดังผันตัวมาทำช่องของตัวเองแต่นานๆเข้า กลับรู้สึกว่า ตายละแทบจะมีช่องเป็นของตัวเองเกือบจะทุกนางเลยจ้า แล้วมันเกิดอะไรขึ้นนะ

 

อย่างแรกเลยที่ทุกคนน่าจะรู้ๆกันอยู่คือเรื่องของ การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลทุกคนสามารถสร้างcontent เป็นของตัวเองให้คนรู้จักอย่างอิสระ โดยใครก็ตามสามารถที่จะใช้สื่อในมือของ ตัวเองสร้าง content ขึ้นมาได้ จึงเกิดอาชีพ Vlogger , Blogger ต่างๆมากมายในโลก Social ซึ่งหากใครทำ content ได้น่าติดตามหรือโดนใจผู้บริโภคบุคคลนั้นก็จะดังแบบแม่เจ้า บางคนดังยิ่งกว่าดารา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างเช่น Mayrr (BeautyBlogger), Bearhug(food and lifestyle vlogger) คนเหล่านี้มียอด  subscribe ในyoutube channel กว่า 1ล้าน subscribeซึ่งถ้าหากเทียบกันจริงๆแล้วคนกลุ่มนี้บางคนเป็นที่รู้จักมากกว่า ดาราหรือศิลปินบางคนอีกจ้า

 

Screen Shot 2561-12-16 at 1.54.48 AM

Screen Shot 2561-12-16 at 1.56.43 AM

ซึ่งดิฉันก็ต้องยอมรับเลยว่าเป็นคนที่เสพสื่อประเภทนี้บ่อยครั้ง เรียกได้ว่าไม่มีทีวี ไม่มีละครก็อยู่ได้แต่ชีวิตขาดการติดตาม Vlogger ไม่ได้เลย  

จึงได้มองย้อนกลับไปว่าทำไม คนถึงชอบดูคลิป หรือคอนเทนต์พวกนี้กันจัง แล้วก็ได้ออกมาเป็นคำตอบว่าเพราะมันมีความหลากหลายในการสร้างคอนเทนต์ ไม่จำกัดว่าเรา จะต้องทำอะไรเพื่อรายได้หรือจำเป็นจะต้องมาสนใจกับการที่คนจะเลือกเข้า มาดูหรือไม่เหมือนกับ รายการในทีวี ทำให้คนดูรู้สึกเป็นอิสระและรู้สึกถึง การเข้าถึงกับคนเหล่านี้มากกว่าดาราศิลปินในจอทีวีที่ ดูสวยหล่อกันตลอดเวลา จนบางทีผู้ชมก็เบื่อกับกฎตายตัวเดิมๆที่สถานีและ ทางช่องได้มอบให้พวกเขา เหล่า youtuber พวกนี้ก็ใช้ความเป็นตัวเองมาทำให้เราติดตามแบบที่เราไม่รู้ตัว

 

รู้อย่างงี้แล้วพวกดาราทั้งหลาย ก็คงจะต้องหาทางทำอะไรซักอย่างเพื่อให้ตัวเองยังเป็นที่สนใจของประชาชนจึงแห่กันมาเปิด channel youtube เป็นของตัวเอง ซึ่งมันก็ได้ผลตรงที่ ผู้ชมก็ได้เห็นอีกแง่มุมนึงของยัยพวกดาราพวกนี้ว่าจริงๆพวกนางก็มีมุมน่ารักๆแบบคนธรรมดาอยู่บ้างนะเออ บางคนที่ดูแค่เปิดเข้ามาดูไม่ได้เป็นแฟนคลับพวกนางแต่พอดูแล้วก็รู้สึกรักแล้วก็ผูกพันไปกับพวกนางเฉยเลย กลายเป็นว่ามีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้นอีก

 

อย่างที่ทราบกันว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคของ micro influencer ว่ากันว่าพวกผู้บริโภคอย่างเราๆเนี่ยมักจะเชื่อถือเวลาคนพวกนี้พูดมากกว่าดาราตัวเป้งๆพูดนะ เพราะผู้บริโภคเค้าดูออกยังไงหละว่ายังไงดาราก็โดนจ้างมา พูดตามสคริปต์ชัวร์ แต่ยัยพวก เบอร์เล็กลงมาหน่อยเนี่ยสิตัวดีมาขายของเนียนๆแล้วเราก็เชื่อซะงั้นเพราะว่าความใกล้ชิดมันมากกว่ายังไงหละ เรารู้สึกจับต้องคนพวกนนี้ได้แต่กับดารามันไม่ใช่อะ

 

แต่ก็นี่แหละนะดารา คนดังทั้งหลายก็พลิกบทบาทจากดาวที่ดูเอื้อมไม่ถึงมาสู่คนที่ทุกคนเข้าถึงไปอีก ตื่นนอนหน้าสดบ้าง เล่นกับหมาบ้าง ทำกับข้าวบ้าง ช็อปปิ้งบ้าง “หูยยย น่ารักอะแก” ผู้ชมคงจะรู้สึกกันแบบนี้ แต่ความเข้าถึงง่ายมันก็มาพร้อมกับความเชื่อในคำพูดคนพวกนี้ขึ้นอีก ใกล้ชิดขึ้น เราเห็นไลฟสไตล์ของเค้าเห็นความต่างจากในละคร เห็นเค้าเป็นคนธรรมดามากขึ้นเท่ากับว่าความใกล้ชิดมันเพิ่มมากขึ้นแล้วเราก็เชื่อเค้ามากขึ้นยังไงละจ่ะ บทบาทจึงไม่ต่างกับ influencer ธรรมดาที่มี trustworthiness สูงแถมยังพ้วงความเป็นคนดังเลยได้ likability ไปเต็มๆ

 

แล้วแน่นอนว่าเหล่านักการตลาดและโฆษณาอย่างเราๆก็ตาดีเห็นวี่แววโฆษณาจึงส่งสินค้าไปให้ลงโปรโมทกันให้สนุกสนาน อยู่ดีๆก็มีสินค้าลงให้เธอโปรโมท งานเข้า เงินเข้า แถมคนยังเชื่อถือมากขึ้นมีแต่ได้กับได้แล้วอย่างนี้จะไม่เรียกว่าช่องทางทำมาหากินได้อย่างไร

 

สุดท้ายคนที่ลำบากที่สุดก็คือผู้บริโภคอย่างเราๆที่เสพเข้าไป หนีจากสื่อออฟไลน์แล้วก็ยังตามมาหากันได้ในออนไลน์แถมซ้ำยังมาแบบรุกหนัก เสพสื่อกันให้ปวดขมับมีมากจนเลือกไม่หมด สาระบ้าง ไร้สาระบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจจะลืมคิดไปคือสื่อพวกนี้อยู่ในโลกออนไลน์ ไม่มีใครหรือสถานีมาคอยกรองข้อมูลให้เราแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นตัวเราเองที่จะต้องระวัง ว่าอย่าตกเป็นทาสของสื่อสังคมออนไลน์

 

ที่พูดไปทั้งหมดก็ไม่ใช่คนดังทุกคนเค้าจะหวังผลตอบแทนอย่างเดียวดิฉันเชื่อว่า บางรายการเค้าก็ตั้งใจตัดต่อคลิปเพื่อให้ผู้ชมดูและอยากให้คนมารู้จักตัวตนจริงๆซึ่งจุดประสงค์ของแต่ละ channel ก็ต่างกัน content ก็ต่างกันแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน สุดท้ายก็ขอให้เสพสื่ออย่างมีสติทุกคนนะจ้ะ

 

อันนา 5845146628

 

การสร้างตัวตนของวัยรุ่น กับความสำเร็จของ Tik Tok

ช่วงปีนี้ การ “Live สด” กลายเป็นที่นิยมมากท่ามกลางผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

นับตั้งแต่ที่ Facebook มีการเปิดตัวลูกเล่นการ “Go live” หรือไลฟ์สดหรืออธิบายง่ายๆคือการเผยแพร่วิดีโอออนไลน์แบบสดๆ (Real time) ก็มีหลายแอพพลิเคชั่นที่เกิดขึ้นเช่น Tik Tok หรือบางแอพได้มีการเพิ่มลูกเล่นดังกล่าวตามมาเช่น Instagram ฟังก์ชั่นดังกล่าวถือเป็นที่นิยมมากของผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือโดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นโดยที่ผู้ใช้เหล่านั้นก็มีการใช้การไลฟ์สดเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกันไปตั้งแต่การขายของการสร้างความบันเทิงหรือแม้แต่การเป็น Platform ในการแสดงออกตัวตนของผู้ใช้กลุ่มวัยรุ่น

 

 

สาเหตุที่วัยรุ่นนิยม live สด กันมากขึ้น ตามหลักทางจิตวิทยา

ปรากฎการที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมการเผยแพร่วิดีโอของตนเองลงบนช่องทางออนไลน์ต่างๆนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยาตามแนวคิดของเรื่อง “Theory of Psychosocial Development Erikson” (1959) หรือการพัฒนาตัวตนของมนุษย์โดยสังคมออนไลน์ตอบโจทย์การทดลองการพัฒนาตัวตนของวัยรุ่นกล่าวคือสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างไร้ขอบเขตอันเป็นที่เหมาะสำหรับการค้นหาอีกทั้งยังเป็นพื้นที่ในการทดลองความสามารถการหาพื้นที่ที่ตัวตนของวัยรุ่นเหล่านั้นจะเป็นที่ยอมรับหรือการหาจุดยืนบนสังคมใดสังคมหนึ่งนอกจากนี้พื้นที่บนสังคมออนไลน์ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างในการปฏิสัมพันธ์อันเป็นการนำมาซึ่งการสร้างการยอมรับค้นหาเพื่อสนับสนุนให้เกิดความมั่นใจในจุดยืนของกลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้นยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้แวกแตกต่างและออกนอกกรอบจากการสร้างตัวตนในชีวิตจริงอันสอดคล้องกับลักษณะการเป็น Generation ME ของวัยรุ่น

ผู้เขียนขออ้างอิงถึงส่วนหนึ่งจากบทความ “Generation Me: The Millennial Generation’s obsession with being unique” ที่เขียนโดย Liz Zarka ว่า

“Members of the Millennial Generation, made up of people born between the early 1980s and the early 2000s (us), devote a gargantuan amount of time and energy into maintaining an attitude of being unique. The clothes we buy, the music we listen to, the events we attend and even the food we eat  a huge portion of us make these consumption decisions, whether consciously or not, to stand out.”

จากบทความดังกล่าวผู้อ่านคงจะเห็นภาพว่าวัยรุ่นต้องการแสดงของถึงความเป็นตัวตนของตนเองขนาดไหน

 

ซึ่งการเข้ามาของแอพพลิเคชั่นจำพวก Tik Tok ก็ตอบโจทย์

หากเราเลื่อนสื่อสังคมออนไลน์จำพวก Facebook หรือ Instagram คงจะพบเห็นวิดีโอของกลุ่มวัยรุ่นที่มีทั้งลูกเล่นและเอฟเฟกต์ต่างๆประกอบดังรูป

การไลฟ์สด หรือถ่ายวิดีของตัวเอง พร้อมกับการใส่ลูกเล่นต่างๆ ของตนเองกลายเป็นที่นิยมมากในกลุ่มวัยรุ่น โดยแอพพลิเคชั่นที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ Tik Tok แอพพลิเคชั่นสัญชาติจีนที่มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 50 ล้านครั้งนำหน้าแอพอย่าง Facebook Instagram Youtube Twitter หรือแม้แต่ Line กลายเป็นแอพที่มียอดดาวน์โหลดมากที่สุดแห่งปี

Tik Tok เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้ตามใจชอบ มี AI ที่ช่วยสร้างสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับวิดีโอของผู้ใช้ และสร้างออกมาเป็นวิดีโอความยาวไม่เกิน 15 วินาที ทำให้ผู้ใช้สามารถแชร์วิดีโอไปยังช่องทางอื่นได้อย่างง่ายดาย โดยคอนเทนต์ที่เป็นที่นิยมในแอพมักเป็นเพื่อการสร้างความบันเทิง ตลกขบขัน

แน่นอนว่าผู้ใช้ของ Tik Tok คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกลุ่มวัยรุ่นช่วงอายุ 18 – 24 ปีที่กำลังเป็นวัยที่ใช้อินเตอร์เน็ตในอัตราที่สูงมากรวมถึงเป็นช่วงที่กำลังพัฒนาตัวตนและหาพื้นที่เพื่อแสดงตัวตนเพื่อให้เพื่อนหรือผู้ติตามในโลกออนไลน์ได้เห็นหลังจากที่ Tik Tok เป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จทั้งในประเทศใหญ่ๆอย่างสหรัฐฯและจีนก็มีแอพพลิเคชั่นคล้ายๆกันได้เปิดตัวตามมาจำนวนหนึ่งเช่น Voov

 

 

เรื่องราวการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆของ Tik Tok ที่ไปตอบโจทย์ปัจจัยทางจิตวิทยาบางอย่างของกลุ่มเป้าหมายได้สร้างข้อคิดบางประการให้กับผู้เขียนเอง คือ การคิดค้นสิ่งใหม่ๆที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จแล้ว ซึ่งข้อคิดนี้แน่นอนว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการทำการตลาดหรือการสื่อสารการตลาดได้เช่นเดียวกัน

เกียรติศักดิ์ สว่างนพ 5845011628

________________________________________________________________________________________

รายการอ้างอิง

Sneaker กลายเป็นแหล่งลงทุนใหม่สำหรับเหล่า Sneaker Head

นับได้ว่าในยุคนี้ถือเป็นยุคของรองเท้าsneakerที่มาแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยอิทธิพลของการแต่งตัวแนว street wear ที่กำลังมาแรง โดยมีศิลปินแนวหน้าอย่าง Kanye West, Justin Bieber, A$AP Rocky และ Pharrell เริ่มยกระดับให้กับรองเท้าsneaker จนรองเท้าsneakerในปัจจุบันไม่ได้มีไว้ใส่เพื่อตอบสนองความสบายแต่กลับกลายเป็นการยกระดับและบ่งบอกถึงฐานะของผู้สวมใสอีกด้วย ซึ่งศิลปินเหล่านี้ห็ได้ร่วมมือกับเจ้าแห่งวงการรองเท้ากีฬาอย่าง Nike และ Adidas เพื่อสร้างคอลเลคชั่นที่พิเศษและเรียกเสียงตอบรับได้อย่างล้นหลามทั่วโลก ด้วยทั้งตัวแบรนด์เองที่มีความแข็งแกร่งและมีสาขามากมายทั่วโลก และตัวศิลปินที่กำลังเป็นที่จับตามอง อย่างการเปิด ตัวรองเท้า YEEZY Adidas ที่Kanye West ได้เป็นผู้ออกแบบและมีความลิมิตเดตแต่ละสาขาทั่วโลกจะได้ไซส์และจพนวนที่จำกัด ประกอบกับความต้องการสูงยิ่งทำให้สินค้าตัวนี้เป็นที่ต้องการมาก จนเกิดการนำไป re-sell โดพอัพราคากว่าเท่าตัว

จากการcollabมากมายจะทำให้เห็นว่าแบรนด์เนมหรือแบรนด์ไฮเอนเองก็เริ่มมาจับทิศทางกระแสนี้เช่นกันจะเห็นได้ว่ามีหลากหลายแบรนด์ทำsneakerออกมาได้น่าสนใจยิ่งตลาดโตคนใส่มากทั้งดาราศิลปินคนทั่วไปยิ่งทำให้ตลาดsneaker นี้ยังโตไม่หยุด แบรนด์เนมที่ทำsneaker ออกมาและได้รับความนิยม เช่น valentino, balenciaga,chanel,และ louis vitton โดยรุ่นที่ท็อปฮิตของ balenciaga คงหนีไม่พ้น tripple s และ track รุ่นล่าสุด มากไปกว่านั้นแบรนด์เนมเหล่านี้ก็มีการร่วมมือกับ street wear และศิลปินผู้นำด้าน street wear เพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น อย่าง Supreme x Louis vittion , Chanel x Pharrell x adidas NMD Hu เป็นต้น

นอกจากนี้การหวนกลับมาของความนิยมของsneakerท่ีส่งผลต่อภาพลักษณ์แบรนด์อย่าง nike ที่มีรุ่นต่างๆที่ออกมาอย่างยาวนานทำให้เหล่า sneaker ที่สะสมเริ่มตามหาและเก็บเป็นcollectionอีกครั้ง ทำให้เกิดการ trade รองเท้า การขายต่อที่ได้ราคาแพงขึ้นจากความหายากหรือความลิมิตเทตของมัน บางคู่สามารถทำกำไรได้หลายหมื่นบาทเลยที่เดียว ทำให้sneakกลายเป็นช่องทางทำเงินใหม่ของเหล่าsneaker head ที่รักการสะสมและ ติดตามรุ่นใหม่ๆอยู่เสมอเกิดการขายแลกเปลี่ยนได้ของใหม่มาเก็บ และพอเล็งเห็นเห็นว่าเริ่มจะตกเทรด์ของสินค้าตัวนั้นก็รีบขายออกไปในขณะที่ยังมีความต้องการของตลาดอยู่

ดังนั้นหากต้องการมาเป็นเหล่าsmeaker head แล้วควรศึกษาข้อมูลให้ดีติดตามเทรนด์ให้นั้นเพื่อสร้างสิ่งที่มีอยู่ให้มีมูลค่าเพิ่ม และอย่าลืมดูแลรักษาของไว้ให้ดีเพราะมันมีราคา

อุบลจุฑา ไพรเถื่อน 5845149528

“นาซ่าก็พาโทนี่สตาร์กกลับมาไม่ได้” จริงหรือจ้าง? เมื่อ NASA ออกมาทวิตถึงหนังรวมฮีโร่ภาคใหม่ของ MARVEL

ปี 2018 นี้ เราได้ดูหนังฟอร์มยักษ์ของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่ผลิตโดย Marvel Studio กันมาถึงสามเรื่องแค่ในระยะเวลาเพียงช่วงครึ่งปีแรก ไม่ว่าจะเป็น ฝ่าบาท หรือว่า Black Panther ที่ฉายเมื่อเดือน ก.พ. ต่อเนื่องมาด้วยหนังที่ทำเอาเหล่าสาวกต้องใจหายใจคว่ำกับการล้างบางค่อนจักรวาลอย่าง Avengers: Infinity War เดือน เม.ย. และ มนุษย์มด Ant-Man and the Wasp เดือน ก.ค. (บวกกับก่อนหน้านี้ยังมี THOR: RAGNAROK ที่ฉายเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้วอีกต่างหาก)

Avengers-Endgame-Alt-logo

แถมในปี 2019 ก็ยังมีหนังจ่อคิวฉายอีกสามเรื่อง ทั้ง Captain Marvel, Avengers 4 และ Spider Man 2

นี่อาจเป็นเพราะ MARVEL งัดกลยุทธ์การตลาดข้อสำคัญ โดยแทนที่จะฉายหนังฟอร์มยักษ์เพียงแค่หนึ่งหรือสองเรื่องต่อ 1 ปี เท่านั้นมันไม่พออีกต่อไป MARVEL เดินหน้าปรับไทม์ไลน์ใหม่ ที่ต้องลงฉายหนังไล่ต่อกันมาเป็นซีรี่ส์ สามถึงสี่เรื่องใน 1 ปี เพื่อออกมาสู้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และยึดพื้นที่ในใจสาวกให้อยู่หมัด พร้อมเลี้ยงกระแสฮีโร่ในค่ายให้ยังอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง

ปล่อยหนังออกมาครอบคลุมช่วงเวลาทั้งปี ต่อเนื่องเป็นซีรี่ส์ที่เชื่อมโยงทั้งจักรวาลอยู่ลางๆ พร้อมให้เหล่าสาวกเก็บแต้มดูหนังให้ครบ นี่คือชั้นเชิงการตลาดหนึ่งที่ MARVEL ทำ แต่ก่อนที่จะไปถึงวันได้ฉายหนังจริง ช่วงเวลาที่ปล่อยทีเซอร์หนังตัวแรกนี่ล่ะ คือช่วงเวลาแห่งความสนุกของ MARVEL

หลังหมดฤดูฉาย มนุษย์มด ภาพยนตร์เรื่องต่อไปที่เหล่าสาวกรอก็คือ Avengers 4 ซึ่งเพิ่งจะปล่อยเทรลเลอร์ความยาว 2 นาทีครึ่งออกมาให้เราได้ใจบางใจคว่ำรอหนังฉายปีหน้าเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และแค่ MARVEL แวะมาปล่อยเทรลเลอร์ตัวแรก (พร้อมกับเสียงแซวว่าออกมากลบซีนฮีโร่ Aquaman จากค่าย DC หรือเปล่า) ก็สามารถล้างทั้งไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ให้มีแต่ โทนี่สตาร์กเดียวดายในจักรวาล หรือ ขอซับน้ำตาให้กัปตันอเมริกา ได้อยู่หมัด

S__5054556

avengers-4-end-game-1544190865

แถมด้วยภาพ โทนี่สตาร์ก หรือ ไอออนแมน ลอยเคว้งอยู่คนเดียวเหงาๆท่ามกลางจักรวาล ก็ทำให้เกิดเป็นกระแสที่ผู้ใช้สื่อออนไลน์แห่กันไปส่งเมสเสจหรือทวีตหา NASA ว่าให้ไปช่วยที ชายคนนี้เขาติดอยู่สักที่ในอวกาศ! บางคนเติมเรื่องราวเพิ่มเข้าไปด้วยว่าโทนี่สตาร์กเพิ่งกระซิบบอกมาว่าถังออกซิเจนกำลังจะหมดวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว

กระแสนี้อาจจะเล่นกันเอาฮา เพราะจังหวะและช่วงเวลามันได้ และก็คงไม่ได้หวังจะได้เห็น NASA ออกมาตอบรับกับคำร้องขอของเหล่าสาวกกันจริงๆ เนื่องจากองค์กรวิทยาศาสตร์แบบนี้อาจจะต้องรักษาภาพลักษณ์จริงจังเอาไว้เสียหน่อย แต่เล่นกระแสนี้กันได้แค่วันสองวัน NASA ก็ออกมาทวีตข้อความหา MARVEL ถึงวิธีที่จะช่วยเหลือ โทนี่สตาร์ก กลับมาบนพื้นโลกซะอย่างนั้น

เห็นแบบนี้เข้า MARVEL ก็เข้าไปเมนชั่นตอบขอบคุณ NASA ไปด้วยอีก ก็เล่นกันให้ Real เหมือนฮีโร่มีอยู่จริงแบบนี้ไปเลย

S__5062660    S__5054551

S__5054552.jpg

(ดูยอด Engagement ซะก่อน)

ประเด็นก็คือว่า NASA เกิดอยากจะทำ Real-Time Content ขึ้นมา หรือว่านี่คือแผนโปรโมตหนังที่ MARVEL รีบฉกฉวยโมเมนต์ที่สาวกเล่นกันสนุกๆมาส่งให้ NASA ช่วยขยี้ต่อกันล่ะ

ถ้าย้อนกลับไปดู Avengers: Infinity War ที่เข้าฉายไปตอนเมษายน ชั้นเชิงการตลาดที่ MARVEL หยิบมาเล่นก็คือ การสปอยล์ ถึงสิ่งที่(เขาบอกว่าอาจ)จะเกิดขึ้นในหนัง ซึ่งค่อยๆทยอยปล่อยออกมาอย่างมีจังหวะ เพราะสิ่งที่คนดูแอบอยากรู้ก่อนจะได้ดูหนังก็คือ ตัวละครในใจของตัวเองนั้นมีสิทธิ์แค่ไหนที่จะต้อง หายไป ในภาคนี้ เราได้เห็นเหล่านักแสดงใช้สื่อออนไลน์ของตัวเองซึ่งมียอด Follower ถึงหลักล้าน ออกมาสปอยล์ Avengers: Infinity War แบบเบาๆ ให้พอตกใจและเกิดกระแสแบบฉับไว โดย MARVEL จะใช้ชั้นเชิงนี้ สลับไปมากับการปล่อยตัวอย่าง Trailer ทั้งที่ลงเป็นแบบทางการ และแบบที่จงใจปล่อยภาพหลุดจากสื่อ แต่ออกมาเสมือนว่า บังเอิญ

การที่ MARVEL และ NASA มาเล่นด้วยกันในตัวอย่าง Avengers4 นั้น ก็เป็นไปได้ว่าอาจเป็นความจงใจของ MARVEL ที่ทำให้ออกมาเสมือนว่าบังเอิญอีกครั้ง ส่วนที่ให้ NASA เลือกใช้ Platform ในการเล่นด้วย เป็น Twitter ก็คงด้วยเหตุผลที่ว่าธรรมชาติของคนเล่นทวิตเตอร์ต้องการที่จะเห็นคอนเทนต์อัพเดตแบบ Real-Time ไหลเร็วนาทีต่อนาที มองเห็นได้ง่าย และสะดวกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมหรือพูดถึงร่วมกันมากกว่าในสื่ออย่าง Facebook

อย่างไรก็ตาม ถ้าสมมติว่า MARVEL กับ NASA เขาไปคุยกันมาก่อนจริงๆ กระแสตอบรับที่ได้จากคนที่มองชั้นเชิงการตลาดนี้ออก ก็กลับได้ผลเป็น Positive สุดๆ ที่คนถึงกับทวีตออกมาว่า Best Marketing I’ve ever seen หรือ Some next-level paid promo

S__5054565

S__5054563

หัวใจของมันก็อาจเป็นเพราะ MARVEL พูดในสิ่งที่คนกำลังอยากฟัง ทำในสิ่งคนกำลังอยากเห็น

ไม่ว่าจะจริงหรือเตี๊ยม คิดมาแล้วหรือ NASA แค่แวะมาเล่นด้วย

แต่ผลงานจากฮีโร่ MARVEL นี่มันช่าง เอาอยู่ ซะจริงๆ

 

xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

 

ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจาก Ad Addict, Marketeeronline และ Positioningmag

 

อริสา 5845143728