Fashion Industry : The one that runs by Influencers

“ทำไม Dior Saddle Bag ที่มองยังไงก็ดูล้าสมัย ถึงได้กลับมาเป็นกระเป๋ายอดฮิตอีกครั้ง แถมราคายังแพงขึ้น 3 เท่า จนปัจจุบันราคาสูงถึง 1 แสนบาทเลยทีเดียว”

“ทำไม Street Fashion ถึงนิยมกันมากในหมู่วัยรุ่นไทย”

“ทำไมแบรนด์แฟชั่นไทยน้องใหม่ ที่อายุเพียง 10 ปีอย่าง B O Y Y ถึงมีชื่อเสียงในระดับสากล จนติดอันดับ ‘It Bag’ ของสาวๆทั่วโลกได้”

ทำไม ทำไม ทำไม

ในวงการแฟชั่นปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการโฆษณาโดยการใช้ Influencers เป็นกลยุทธ์หลักของทุกแบรนด์จริงๆ เราไม่ได้สนใจกันด้วยซ้ำว่ากระเป๋าใบที่เราถืออยู่เป็นหนังจระเข้หรือไม่ ขนของพวงกุญแจเป็นขนกระต่ายหรือเปล่า หรือแม้กระทั่งว่าราคาเท่าไหร่ แค่เพราะว่าคนดังของพวกเขาใช้ หรือคนในโลกดซเชียลใช้ก็เป็นการยืนยันถึงวลีที่ว่า “ของมันต้องมี” แล้วดังนั้นการที่ชมพู่ อารยา ถือ Saddle Bag ไปเทศกาลหนังเมืองคานส์ทำให้ Saddle Bag กลับมาบูม การที่เซเลบริตี้ระดับแนวหน้าอย่าง เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เจเจ กฤษณภูมิ ใส่เสื้อผ้าสตรีทแฟชั่นทำให้คนต่างพากันใส่ตามกันทั่วบ้านทั่วเมือง หรือการที่แบรนด์ใหม่อย่าง B O Y Y เข้าสู่ตลาดได้เมื่อ 10 ปีก่อนก็เพราะปาปารัซซี่ดันไปถ่ายภาพดาราฮอลลีวู้ดอย่าง Chloë Sevigny นั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทไหนก็ตามการสร้าง Brand Loyalty นั้นสำคัญมาก แต่สำหรับวงการแฟชั่นนั้นการสร้าง Awareness สำคัญกว่าเพราะใน 1 ปี ต้องออกสินค้าใหม่ถึง 3-4 คอลเลคชั่นตามฤดูกาลแฟชั่น สินค้าในแต่ละคอลเลคชั่นก็จะเยอะไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋าหรือเครื่องประดับก็ตาม จึงต้องสร้างการรับรู้ในวงกว้างอยู่เสมอ และการสร้างการรับรู้ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ดีและเร็วที่สุดก็คือการใช้ Influencer นั่นเองโดยต้องเลือกให้ถูกคนถุกจังหวะ ก็ลองนึกภาพดูว่าถ้าชมพู่ไม่ถือ Saddle Bag ไป Cannes ที่มีแต่คนคอยติดตามชุดพรมแดง ชุดเที่ยวของเธอแล้ว มันจะเป็นกระแสในหมู่คนไทยได้มากเท่านี้ไหม

 

นอกจากการสร้างการรับรู้และจดจำในวงกว้างแล้วนั้น Influencer ยังถือว่าเป็น Endorser ที่ช่วยรับรองคุณภาพให้กับแบรนด์อีกด้วย เหล่าแฟนคลับหลายๆคนชื่นชอบ Celebrity เพราะรู้สึกว่าอยากจะเป็นเหมือนกับเขา หรือชอบ Influencer บางคนเพราะคิดว่าเหมือนกันกับตัวเอง ด้วยเหตุนี้แหละเมื่อเห็นว่าเขาใช้อะไรก็อยากที่จะใช้ตาม เพราะ “เชื่อ” ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะท้อนความเป็นตัวเอง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเป็นแรงในการตัดสินใจ

ที่สำคัญคือการเลือกใช้ Influencer นั้นจะช่วยสะท้อนภาพลักษณ์และช่วยให้แบรนด์ไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ เช่นถ้าแบรนด์เป็นแบรนด์แนว Haute Couture อย่าง Chanel ควรใช้ Celebrity คนไหนถึงจะมี Image หรือ Personality ที่ตรงกันมากที่สุด Chanel จึงเลือก Jennie Kim วง Blackpink ที่นอกจากจะมีลุคคุณหนู สวย หรู ดูแพงแล้ว เธอยังใช้จริงจน Chanel ถึงขั้นเป็นแบรนด์โปรดของเธออีกด้วย หรือการที่ Off-White ใช้ศิลปินบอยแบนด์เกาหลีนั้นก็เหมาะสมมากเพราะพวกเขาแต่งตัวสตรีทกันอยู่แล้ว แล้วยังมีอิทธิพลต่อผู้ชายเกาหลีที่อยากจะดูหล่อ เท่ แบบพวกเขา แล้วมันเข้าสู่ Target ได้ยังไงน่ะเหรอ? ก็เพราะเราสามารถรู้ได้ว่าคนไหนเป็นที่ชื่นชอบของคนกลุ่มไหน เช่น อั้ม พัชราภาเป็นขวัญใจผู้ใหญ่ นักแสดงฮอร์โมนเป็นไอดอลของหมู่วัยรุ่น บิวตี้บล็อกเกอร์กับกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบการแต่งหน้า เป็นต้น

ดังนั้นการใช้ Influencer ผ่านแพลทฟอร์มโซเชียลมีเดียก็จะยิ่งทำให้เป็นกระแสมากขึ้น เข้าถึงคนได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แล้วสำหรับการโฆษณาไม่ว่าแบรนด์นั้นจะอยู่ใน Life Cycle ช่วงไหนก็ตาม การสร้าง Awareness ด้วยวิธีนี้ก็จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ เพียงแค่เลือกให้ถูกคนถูกเวลา

วรกมล เตชะศารทูล (เฟอร์รารี่) 5845110028

https://www.ukessays.com/dissertation/examples/marketing/the-impact-of-advertising-on-fashion.php

Netflix จากร้านเช่า VDO สู่ผู้ให้บริการคอนเทนท์ระดับโลก

netflix-logo

Netflix คือผู้ให้บริการวีดีโอสตรีมมิ่งที่ให้บริการดูหนัง ซีรี่ย์และสารคดี โดยมี package ให้เลือกที่แตกต่างกันในคุณภาพของไฟล์ จำนวนการรับชมสูงสุดซึ่งสามารถรับชมได้ทั้งในทีวี คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต โดย Netflix ได้เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี 2016 ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายใหม่ในธุรกิจบันเทิงของไทย เพราะหากเรามองย้อนดูสังคมไทยในช่วงเวลานั้นจะเห็นว่าผู้บริโภคยังไม่ได้เปิดรับการดูหนังในรูปแบบสตรีมมิ่งรวมถึงคอนเทนต์แพลตฟอร์มความบันเทิงในลักษณะนี้มากนัก แต่ทว่า Netflix ก็ใช้เวลาไม่นานในการเป็นแอพพลิเคชั่นในดวงใจของคนไทยหลายๆ คน ซึ่งมีผลมาจากคุณภาพของคอนเทนต์ทั้งในส่วนของซีรีย์และภาพยนตร์ รวมไปถึงสร้างรูปแบบการทำ การตลาดและการออกแบบการสื่อสารได้อย่างน่าสนใจ จนสามารถเอาชนะใจคนไทยจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว

Netflix ก่อตั้งในปี 1997 โดย Reed Hastings โดยจุดเริ่มต้นมาจากการที่เขาไปเช่าหนังดังเรื่องหนึ่งจากร้านเช่าแล้วเผอิญว่าเขาส่งหนังคืนช้ากว่ากำหนด ทำให้เขาต้องเสียค่าปรับกว่า 40 เหรียญ นั่นทำให้เขารู้สึกว่ามันไม่ค่อยแฟร์เพราะลูกค้าอาจจะไม่ได้สะดวกที่จะนำหนังไปคืนเมื่อครบกำหนด นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เขาคิดจะทำร้านเช่าวีดีโอขึ้นมา

เมื่อเขาเริ่มต้นอยากทำธุรกิจเขาจึงศึกษาโมเดลการทำร้านเช่าวีดีโอ แต่เมื่อเขามองเห็นข้อจำกัดในวิธีการแบบเดิม เขาจึงสร้างโมเดลธุรกิจขึ้นมาใหม่ด้วยความที่เขาเองก็เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์อยู่แล้วเขาจึงพัฒนาระบบการให้เช่าออนไลน์ผ่านอินเตอร์เน็ต โดย Netflix จะแนะนำหนังให้แก่ลูกค้าและให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกหนังที่ Netflix เลือกหรือตามความสนใจจากลูกค้า จากนั้น Netflix จะส่งแผ่นหนังมาให้ทางไปรษณีย์พร้อมซองเปล่าติดแสตมป์ให้ลูกค้าส่งกลับและสิ่งสำคัญก็คือลูกค้าจะคืนแผ่นหนังกลับเมื่อใดก็ได้โดยไม่มีค่าปรับเพียงแต่ลูกค้าจะไม่สามารถยืมแผ่นใหม่ได้หากยังไม่คืนของเดิม

ด้วยความที่เป็นการให้บริการออนไลน์ ทำให้ Netflix ไม่ต้องมีหน้าร้านในการให้เช่ามีเพียงแค่ศูนย์กระจายสินค้าเท่านั้น จากนั้น Netflix จึงปฏิวัติรูปแบบใหม่อีกครั้งจากระบบการเช่ารายแผ่นเป็นการสมัครสมาชิกรายเดือนและลูกค้าสามารถเช่าหนังได้ไม่จำกัดจำนวน ผลจากการเปลี่ยนแปลงทำให้ Netflix เคยทำสถิติส่งแผ่นเช่าหนังกว่า 1.9 แสนแผ่นในหนึ่งวันเลยทีเดียวและจากความสำเร็จอย่าสูงเกินคาดก็ทำให้ “blockbuster” บริษัทให้บริการเช่าหนังรายใหญ่ในขณะนั้นถึงกับไปไม่เป็น และพยามยามขอเข้าซื้อกิจการของ Netflix  และปรับกลยุทธ์เข้าสู้กับทาง Netflix และท้ายที่สุด blockbuster บริษัทยักษ์ใหญ่ก็ถึงกาลอวสานล้มละลายไปในที่สุด _99709950_english

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่ทำให้ Netflix ประสบความสำเร็จในระดับโลกก็คือมีกลยุทธ์การตลาดที่ดี โดยกลยุทธ์หลักๆของ Netflix จะแบ่งได้เป็น 6 ข้อ คือ

  1. ซื้อคอนเทนต์ที่น่าสนใจ
  2. สร้างคอนเทนต์ของตนเอง
  3. ขยายตลาดไปทั่วโลกด้วยกลยุทธ์
  4. วิธีการชำระเงินค่าบริการหลากหลาย
  5. รุกตลาดอินเตอร์เน็ตทีวี
  6. จับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทสื่อสารของประเทศต่าง ๆ

ปุจจุบัน Netflix มีสมาชิกกว่า 117 ล้านคนทั่วโลก มีoriginal content ของตัวเองกว่า 400 เรื่อง มีซับไตเติ้ลกว่า 20 ภาษาและงบการลงทุนกว่า 7 พันล้านเหรียญในปี 2018

                                                                                                                              ธีรดนย์ ประสานวัจนะกุล 5845051628

Source:

https://www.brandbuffet.in.th/2018/07/other-tv-network-want-to-be-netflix/

https://gmlive.com/netflix-everywhere

http://longtunman.com/7443

Love me, Love my brand: เมื่อ ceo = brand

Image result for personal branding

หากพูดถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่างแอปเปิ้ล นอกจากภาพโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ที่ประดับโลโก้รูปแอปเปิ้ลแล้ว สิ่งที่จะชัดเจนขึ้นมาในความคิดของเราคือ ภาพของผู้ชายผมสีดอกเลา ใส่แว่น สวมเสื้อคอเต่าสีดำ ผู้มีความเชื่อมั่นในพลังการสร้างสรรค์ของมนุษย์และได้เนรมิตนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีต่างๆให้โลก หรือ สื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก อย่างเฟซบุ๊ค ที่เราก็จะนึกถึงมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เฟซบุ๊ค เป็นต้น เช่นเดียวกัน หากพูดถึงแบรนด์ไทยบ้าง ผู้บริหารที่เราจะนึกถึงว่าเขาเป็นเจ้าของแบรนด์ใด ก็ย่อมได้แก่ คุณตัน แห่งอิชิตัน แบรนด์ชาเขียวที่โดดเด่นในเรื่องโฆษณาและการแจกของรางวัล หรือจะเป็น คุณต๊อบ เจ้าของฉายาวัยรุ่นพันล้าน ที่สามารถฝ่าฟันในโลกธุรกิจและทำให้สาหร่ายเก้าแก่น้อยขึ้นแถ่นเป็นแบรนด์ลำดับต้นๆในใจของผู้บริโภคได้

เช่นเดียวกับคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เข้ามาปรับโฉมและพัฒนาแบรนด์เก่าแก่เช่นศรีจันทร์ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมื่อได้มีโอกาสฟังเรื่องราวชีวิตและแนวความคิดของคุณรวิศ ที่มีแนวคิดที่น่าสนใจและมีความพยายามมุ่งมั่น และวิธีการที่จะปรับเปลี่ยนและดึงแบรนด์ของตนเองกลับมาเป็นที่รู้จักและติดตลาดได้อีกครั้ง จึงกล่าวได้ว่า ใบหน้าของคุณรวิศและแนวคิดต่างๆได้สะท้อนมห้เห็นภาพ ความเป็นมาและบุคลิกของแบรนด์ศรีจันทร์ชัดขึ้น จรถึงขั้นที่เมือได้ฟังเรื่องราวของเขาในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก็ทำให้ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ศรีจันทร์นั้นเปลี่ยนไป

Image result for รวิศ หาญอุตสาหะ

การที่เราพูดถึงแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งแล้วนึกถึงผู้บริหารของแบรนด์นั้นตามมาด้วย หรือลักษณะนิสัย บุคลิก หรือวิสัยทัศน์ของแบรนด์นั้นสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ของแบรนด์ดังกล่าวนั้น คือ กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า Personal Branding หรือ การผูกตัวเองให้เข้ากับแบรนด์สินค้าของตน ซึ่งจะส่งผลดีต่อแบรนด์ในเรื่องของการสร้างความผูกพัน เน้นย้ำบุคลิกของแบรนด์ และเพิ่มความจงรักภักดีของแบรนด์ได้อีกทางหนึ่ง

สิ่งที่คุณรวิศทำก็เรียกได้ว่าเป็นการทำ Personal Branding เช่นกัน แม้ว่าคุณรวิศอาจจะเป็นการตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจใช้ Personal Branding ก็ตาม ในกรณีของคุณรวิศและแบรนด์ศรีจันทร์นั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากผลสำเร็จของการรีแบรนดิ้งแบรนด์ศรีจันทร์ให้กลับมาเป็นที่รู้จักและมียอดขายถล่มทลายอีกครั้ง โดยคุณรวิศเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ถ่ายทอดแนวคิดอันน่าสนใจให้คนทั่วไปรู้จัก เช่น หลักการคิดงานหรือพัฒนาสินค้าแบบทCustomer Development หรือความกล้าในการลองถูกลองผิด อีกทั้งยังเผยแพร่ความคิด วิสัยทัศน์ต่างๆของตน นอกจากผ่านผลงานการทำแบรนด์ของตนเองแล้ว เรายังสามารถพบเห็นได้หากอ่านหรือฟังเรื่องราวผ่านหนังสือหรือพอดแคสต์ของเขา ในชื่อว่า Mission to the moon

หนังสือและพอดแคสต์ของคุณรวิศจึงเปรียบเสมือนสื่อที่ส่งผ่านแนวคิดและบ่งบ่อกถึงความเป็นตัวตนของคุณรวิศให้เราได้เห็น ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาหรือเรื่องราวของแบรนด์ศรีจันทร์ว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้คุณรวิศยังแชร์เรื่องราวที่น่าสนใจในการทำธุรกิจ หรือการสื่อสารการตลาด รวมทั้งการพูดคุยผ่านช่องทางโซลเชี่ยลเน็ตเวิร์คต่างๆ ยิ่งทำให้ผู้บริหารที่ดูจับต้องในสายตาคนทั่วไปนั้น ดูจับต้องได้และรู้สึกเหมือนเขาเป็นครูหรือโค้ชวนการทำธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเห็นและเข้าถึงคอนเท้นต์เกี่ยวกับแบรนด์ศรีจันทร์ได้ทั้งทางตรงและอ้อมโดยไม่รู้ตัว และคุณรวิศเองก็จะมีฐานแฟนหรือผู้ที่นับถือ ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกช่องทางที่เป็นการสื่อสารไปยังผู้บริโภคของแบรนด์เช่นกัน

ในปัจจุบันเราสามารถพบเห็นการทำ Personal Branding ได้อยู่บ่อยๆโดยอาจจะไม่รู้ตัว เพราะสมัยนี้ช่องทางสื่อออนไลน์เข้าถึงผู้คนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น การสื่อสารและการแชร์ไลฟ์สไตล์หรือเรื่องราวทำได้ง่ายมาก เราสามารถติดตามเหล่าผู้บริหารทั้งในทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊ค แฟนเพจ จนไปถึงการฟังพอดแคสต์ ที่ทำให้ระยะห่างระหว่างผู้บริหารและผู้บริโภคแคบลง การสื่อสารแบรนด์ย่อมแฝงตามมาได้ง่าย สิ่งนี้จึงทำให้เหล่านักโฆษณาหรือนักการตลาดต่างให้ความสำคัญและความสนใจมากขึ้น เพราะนับเป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญอีกทางหนึ่ง นอกจากแอคเคาท์ออฟฟิเชียลของแบรนด์นั้น

อย่างไรก็ตามการทำ Personal Branding นั้นก็ควรมีข้อควรระวังอยู่เช่นกัน เพราะหากใช้ไม่เหมาะสมก็อาจเป็นดาบสองคมได้เพราะการผูกตัวเองหรือผู้บริหารเข้ากับแบรนด์สินค้า นั่นหมายถึง ผู้บริหาร = แบรนด์สินค้า ภาพลักษณ์และแนวคิดย่อมสะท้อนหรือมีผลต่อกัน หสดผู้บริหารทำเรื่องไม่ดี ภาพลักษณ์เสียก็จะส่งผลต่อแบรนด์เช่นเดียวกัน

แบรนด์ที่ควรหรือคิดจะใช้กลยุทธ์นี้ ควรมั่นใจว่าความเป็นตัวตนของผู้บริหารตนเองขัดเจนพอ และภาพลักษณ์หรือการสื่อสารที่ตนเองจะทำนั้นมีแนวทางหรือตอบคำถามของตัวเองให้ได้ว่าเราเป็นใคร ทำอะไร และที่สำคัญทำทำไม ใครเป็นกลุ่มเป้าหมาย และจะต้องมั่นใจว่าตัวตนของเราเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะมิเช่นนั้น ก็เาจจะเป็นแค่เพียงการสร้างหุ่นมาเชิดบังหน้า แต่ขาดความเป็นตัวเอง และในที่สุดวันหนึ่งก็จะขาดตัวตนและถูกคนจับได้

แต่หากคุณเป็นผู้บริหารที่มีตัวตน มีความมุ่งมั่น มีความคิดดังเช่นที่ต้องการและเหมาะสมที่จะสื่อสาร รวมถึงผูกไปกับแบรนด์ของตน ย่อมยิ่งเป็นตัวช่วยส่งเสริมแบรนด์ให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้ อาจจะไปได้ไกลแม้กระทั่งดวงจันทร์ก็เป็นได้

ก็เป็นไปได้ว่าเมื่อลูกค้ารักคุณ เขาก็จะรักแบรนด์คุณเช่นกัน

 

ณัฐณิชา ธรรมจินดา 5845033328

 

เมื่อธนาคารอยู่ในร้านสะดวกซื้อ

ไปธนาคารมันลำบากจังวะ

เดี๋ยวนี้เค้า “cashless society” กันแล้ว เชยว่ะ

ใช่ครับ… เดี๋ยวนี้จะจ่ายบิล โอนเงิน ทวงเงิน ก็ทำในมือถือได้แล้ว แต่ mobile banking กลับไม่ได้แก้ปัญหาไปธนาคารลำบากได้ 100% เพราะยังมีผู้บริโภคที่ใช้อินเตอร์เนตไม่เป็น                                   เนื่องจากในบางพื้นที่ลูกค้าอาจต้องการเพียงบริการธนาคารพื้นฐานในชีวิตประจำวัน อาทิ ฝากถอนโอนจ่ายบิล ไม่ได้ต้องการทำธุรกรรมแบบเต็มรูปแบบ เพราะฉะนั้น K-bank จึงเพิ่ม “Banking Agent” โดยให้ ปตท. ไปรษณีย์ไทย และแฟมิลี่มาร์ท กลายเป็นสาขาย่อย เพื่อสร้างเข้าใกล้ touchpoint ของผู้บริโภคมากขึ้น ให้การไปธนาคารเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าเดิม

แต่ touchpoint ที่ K-bank ได้สร้างขึ้นนั้น “ใกล้” พอหรือเปล่า?

เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้ร่วมมือกับเคาท์เตอร์เซอวิส ที่ให้บริการ Banking Agent โดยสมารถถอนได้ครั้งละ 1000 – 5000 บาท ตั้งแต่ 8โมง ถึง 4ทุ่ม และฝากได้ ไม่เกิน 30,000 บาทได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยยังมีโครงการเพื่อสังคมให้เด็กอายุ 7 – 20 ฝากเงินโดยไม่เสียค่าเนียม 15 บาทอีกด้วย     และในปี 62 ที่กำลังจะมาถึงนี้ SCB ก้ใช้ 7-11 เป็น Banking Agent เช่นกันกับธนาคารออมสิน

Screen Shot 2561-12-12 at 17.04.44แต่ปัญหาที่ตามมาคือธนาคารจะต้องดูแล 7-11 ทั่วประเทศกว่า 14,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่ง Banking Agent เหล่านี้ไม่ต่างกับธนาคารที่พวกเขามีอยู่ โดยอาจเป็นภาระที่หนักขึ้น ทั้งในแง่การลงทุน การสื่อสารทางการตลาดที่จะเกิดขึ้นเพื่อสร้างความแตกต่างระหว่าง brand และความปลอดภัยจากการโจรกรรมที่เกิดขึ้นได้ง่ายในร้านสะดวกซื้อ  ซึ่งการป้องกันความเสี่ยงนี้จำเป็นจะต้องลงทุนเพิ่มขึ้น และไปเพิ่มภาระเป็นค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมของผู้บริโภค

แม้ว่าเหล่าธนาคารจะเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้นมาอยู่ในมือถือ และร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ทำให้การทำธุรกรรมนั้นง่ายยิ่งขึ้น แต่ต้องแลกับต้นทุนที่สูงขึ้นตามกันมา ธนาคารอาจต้องย้อนกลับไปถามตนเองว่า    ประกฏการณ์ใส่ธนาคารเข้าไปในร้านสะดวกซื้อครั้งนี้ จะคุ้มค่ากับตัวธนาคารเองหรือเปล่า?

ชยพัทธ์ วิรัตน์โยสินทร์ (ไมโล) 5845021828

Source:

https://positioningmag.com/1202394?fbclid=IwAR3D6R7FCDFppHO_AoEnLgC2gAI6nj1Gyz5xQ0E5g_jTaI9mVNBIm2_EAYM

https://www.thaipost.net/main/detail/3531

https://www.posttoday.com/finance/news/564768

จาก Singles’ Day สู่ Shopping’s Day กับ Alibaba

ปรากฎการณ์การตลาดใน วันที่ 11 เดือน 11 ปี 2018 ของ Alibaba กลายเป็นเรื่องที่โด่งดังมากในวงการ e-commerce ไปแล้วในปีนี้ เนื่องจาก Alibaba สามารถปิดยอดขายในเทศกาลวัน 11.11 ประจำปี 2018 ไปด้วยมูลค่ายอดขายรวม 2.13 แสนล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1 ล้านล้านบาท นับเป็นยอดขายสุทธิที่สูงที่สุดตั้งแต่มีเทศกาลวันคนโสดขึ้นมาในประวัติศาสตร์

alibaba

Singles’ Day ชื่อนี้เกิดจากตัวเลขของวันและเดือน ได้แก่ วันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งเขียนเป็นตัวเลขได้ว่า 11/11 ซึ่งเปรียบได้กับคนเดียว หนึ่งเดียว และความโสด นั่นเอง ซึ่งสำหรับ “ความโสด” นั้นถือเป็นแรงกดดันในสังคมชาวจีน ดังนั้น การกำหนดวันคนโสด ก็เหมือนเป็นการประชดประชันกับ “วันแห่งความรัก” หรือวันวาเลนไทน์นั่นเอง เพื่อให้ทัดเทียมกัน

แจ๊ค หม่า จึงได้ไอเดียเริ่มต้นที่ว่าจะมีวันที่ขายสินค้าเหมือนกับ Black Friday ของสหรัฐอย่างไร จึงสร้างปรากฎการณ์ วันที่ 11 เดือน 11 ให้เป็นวัน Shopping’s Day เป็นครั้งแรก ขึ้นมาในปี 2009 และในปีนั้นเอง Alibaba สร้างยอดขายได้จากวันนี้วันเดียว 17.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ความสำเร็จของการเซ็ทอัพให้วันที่ 11/11 ให้กลายเป็นวันแห่งการช้อปปิ้ง ทำให้ร้านค้า บริการ แบรนด์ต่างๆ แถบเอเชียทยอยทำตามกันจนหมด

ซึ่งในปีนี้ยอดขายของ Alibaba ในวัน 11.11 ได้สร้างสถิติใหม่หลายอย่าง ได้แก่

  • 2 นาทีแรก หลังเทศกาลเริ่มต้นขึ้น Alibaba ทำยอดขายถึง 1 หมื่นล้านหยวนขึ้นแท่นเป็นสถิติใหม่ ทำยอดขายไวที่สุดเป็นประวัติการณ์
  • หลังจากนั้นเพียง 1 ชั่วโมง 47 นาที Alibaba ทำยอดขายรวมสูงถึง1 แสนล้านหยวน
  • ผ่านไป 16 ชั่วโมง Alibaba ทุบสถิติเก่าของปี 2017 ร่วงทันที เมื่อมียอดขายรวมอยู่ที่69 แสนล้านหยวน
  • เข้าสู่ชั่วโมงที่ 22 ของวัน Alibaba ทำยอดขายเกิน 2 แสนล้านหยวน
  • ยอดการเดลิเวอรี่สินค้ายังไม่จบรอบวัน Alibaba รายงานว่า มียอดสูงกว่า 1 พันล้านครั้งทั่วโลก

ซึ่งการทำลายสถิติใหม่กว่าห้าอย่าง ทำให้ Alibaba ได้ชื่อเสียงและพื้นที่สื่อกลับมาอย่างมากมาย

แดเนียล จาง ซีอีโอและว่าที่ประธานของ Alibaba คนต่อไป บอกว่าเหตุผลที่ทำให้ปีนี้ Alibaba มียอดขายสูงเป็นประวัติการณ์ นอกจากพลังของบริษัทในเครือของ Alibaba ที่ขนทัพมาเสริมเทศกาลวัน 11.11 เป็นเพราะ “ปีนี้เราโชคดีมากและเทศกาลวัน 11.11 ตรงกับช่วงวันหยุดพอดี ซึ่งการช้อปปิ้งไปด้วยกันได้ดีกับวันหยุด ทำให้ยอดขายของเราพุ่งแรงตั้งแต่เช้าปีนี้ถือว่าเราประสบความสำเร็จอย่างมาก”

ซึ่งกลยุทธ์ที่ Alibaba ใช้สร้างความประสบความสำเร็จในปี 2018 มีทั้งหมด 7 อย่าง

  • ใช้ความเป็นเทศกาลเล็กๆ นำไปสู่งานประจำปี ไปสู่ระดับโลก
  • ไม่ใช่แค่การแข่งขันในเรื่องราคา แต่เป็นเรื่องรอบด้าน เช่น แคมเปญ โปรโมชั่น การดึงดูดผู้บริโภค รวมไปถึงการ Launch ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
  • การใช้ Celebrity ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น นิโคล คิดแมน เดวิด เบคแฮม ฟาเรล วิลเลี่ยมส์ ฯลฯ
  • มีช่องทางครบทั้ง Online และ Offline เช่น สร้างเทศกาลนี้ผ่านทาง Pop-up Store ขึ้นเกิดขึ้นตามจุดต่างๆ ร่วมกับแบรนด์เพื่อนออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับเทศกาลนี้มีการจัด Event ร่วมกันกับห้างสรรพสินค้า 62 แห่งทั่วประเทศ EasyHome บริษัทจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ของ Alibaba ก็เข้าร่วม 11/11 Freshippo ซุปเปอร์มาร์เก็ตของ Alibaba ก็เข้าร่วม 11/11
  • มีระบบ Logistic ในระดับที่สุดยอด หลังจาก 00 ของวันที่ 11 สินค้าชิ้นแรกของ Alibaba ถูกจัดส่งถึงมือผู้รับ ในเวลาเพียง 12 นาทีเท่านั้น ด้วยระบบที่เตรียมไว้สำหรับการขายจำนวนมหาศาล หลังจบวัน Alibaba มียอดส่งของกว่า 1 พันล้านครั้งทั่วโลก
  • การทำ Global Event โดยทำแคมเปญไปพร้อมกับบริษัทในเครือ Alibaba ทั้งหมด ได้แก่ Tmall Taobao Lazada Ele.me AliExpress Ling Shou Tong ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในการเก็บข้อมูลและควบคุมของ AliCloud ควบคุมการขนส่งโดย Cainiao Smart Logistics
  • การวางแผนระยะยาว Alibaba มีการวางกลยุทธ์กับแบรนด์ต่างๆในระยะยาวล่วงหน้ากว่า 9 เดือนสำหรับงานในวันนี้ และยังมีแผนสำหรับหลายปีข้างหน้า เพื่อออกโปรโมชั่นและเก็บฐานข้อมูลจากนักช้อปมหาศาล เพื่อนำมาทำการตลาดต่อไปในอนาคต

ในปี 2019 เราคงจะได้เห็นอะไรที่น่าตื่นเต้นไปมากกว่านี้ เพราะในปี 2018 ยังช้อปปิ้งกันถล่มทลาย และ Alibaba เป็นองค์กรที่ไม่เคยหยุดนึ่ง มีแต่พัฒนาขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง

อานุภัทร ฤชุตระกูล

584 51489 28

Source

https://brandinside.asia/alibaba-gmv-all-day-11-11-new-record/

https://brandinside.asia/alibaba-new-record-11-11-2018/

http://bsite.in/money/singles-day/

Facebook : Ad Addict

 

Pre-Roll Ads ที่น่าเบื่อที่สุดของ IKEA

รู้นะว่าถึงจะเป็นคนทำโฆษณา แต่ก็รำคาญโฆษณาเหมือนกัน

นับวันโฆษณาก็แฝงตัวเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกที ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอันป็นผลมาจากการเข้ามา Disruption ของสื่อดิจิทัล ทำให้ตอนนี้นักโฆษณาสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเกือบทุกคนได้อย่างง่ายดาย หากคุณตกเป็นกลุ่มเป้าหมายแล้ว ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ที่ไหน คุณไม่สามารถหนีโฆษณาได้แน่

บน Youtube หนึ่งช่องทางอันมีอิทธิพลต่อผู้คนทั่วโลกที่พวกเราเคยดูกันได้อย่างสบายใจไร้สิ่งรบกวนก็เริ่มมีการแทรกโฆษณาเข้ามาตั้งแต่ปี 2007 กระทั่งตอนนี้ที่โฆษณาต่างๆ บน Youtube มีหลากหลายรูปแบบ 

ที่เจอบ่อยที่สุดก็คงหนีไม่พ้น Pre-roll Ads หรือโฆษณาก่อนเริ่มวีดีโอซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับนักโฆษณาทั้งหลาย ด้วยเพราะเป็นรูปแบบที่ทำให้ผู้บริโภคจำได้ดีที่สุดและก่อให้เกิดความรู้สึกเชิงลบต่อแบรนด์น้อยที่สุด (ตามสถิติ) แต่พอมีมากเข้า สไตล์การทำโฆษณาของแต่ละแบรนด์คล้ายกันอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นการออกแบบโฆษณาที่แตกต่างเพื่อดึงดูดให้คนดูสบายใจที่จะดู สบายใจที่จะแบ่งเวลามาให้โฆษณาจึงเป็นโจทย์สำคัญ

งานถนัดของ IKEA เลยล่ะ ในปี 2017 บริษัท IKEA ประเทศสวีเดนได้ออกโฆษณา Pre-roll Ads ในซีรี่ส์ “Where Life Happens” เป็นโฆษณาที่แสดงให้เห็นชีวิตประจำวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรเลยของกลุ่มวัยรุ่นเป้าหมาย 3 ประเภท ความยาวของคลิปสูงสุดคือ 8 นาที (ยาวกว่าหนังสั้นอีก) 

ไม่แปลกที่คนจะเรียกโฆษณาซีรี่ส์นี้ว่า “Irresistible Pointless Trueview Ads” แต่ที่แปลกก็คือโฆษณาชุดนี้มีคนดูเฉลี่ยถึง 3 นาที และมีสัดส่วน 39% ที่ดูโฆษณาจนจบ ในขณะที่ Pre- roll Ads ทั่วไปคนดูถึงวินาทีที่ 15-30 ก็หรูแล้ว 

ทั้งที่มันคือโฆษณาชีวิตประจำวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรเลย เป็นการดำเนินเรื่องที่เรียบนิ่ง ไม่มีจุดหักมุม แต่ทำไมคนถึงดูกันขนาดนั้นล่ะ?

ไอเดียที่ IKEA หยิบขึ้นมาใช้คือการเอาอินไซต์เรื่องชีวิตประจำวันอันแสนทั่วไป ตรงกับคอนเสปต์ของ IKEA ที่ว่า ง่าย แตกต่างและแก้ปัญหามานำเสนอ เล่าถึง 3 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่นที่ชอบใช้ชีวิตสบายๆ คนเดียว กลุ่มวัยรุ่นที่มีแฟน และกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบอยู่กับกลุ่มเพื่อน

Screen Shot 2018-12-04 at 00.00.24

Screen Shot 2018-12-04 at 00.04.19

Screen Shot 2018-12-04 at 00.05.11

แต่ IKEA รู้นิสัยของลูกค้าตัวเองดีว่าชีวิตของพวกเขานั้นวุ่นวาย เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายอยู่แล้วทั้งวัน คนกลุ่มนี้จ้องจะกดปุ่ม Skip ad ใจจะขาดเวลาที่เห็นโฆษณาโผล่ขึ้นมารบกวนพวกเขาบนหน้า Youtube ดังนั้น IKEA จึงเลือกที่จะนำเสนอสิ่งที่เรียบนิ่งเป็นเส้นตรงแทนการตะโกนขายของปาวๆ แต่มันกลับเต็มไปด้วยจิตวิทยาที่หลอกล่อ

ในโฆษณา นักแสดงดำเนินกิจกรรมของพวกเขาไปตามปกติ ล้างจานแบบเอื่อยๆ จู๋จี๋กันอย่างช้าๆ และงัดข้อกันไปเรื่อยๆ เพื่อเล่นกับสัญชาตญาณของมนุษย์ให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นว่าจะมีเหตุการณ์อะไรต่อ และถึงแม้ดูไปเรื่อยๆ แล้วมันจะไม่มีจุดหักมุมอย่างที่คาดหวัง แต่ความเรียบนิ่งของโฆษณาก็ช่วยให้คุณรู้สึกได้ผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนั้นนักแสดงยังบอกให้คุณข้ามโฆษณาไปซะ แล้วถ้าคุณยังไม่กดข้าม เขาก็จะหันมาบอกคุณเรื่อยๆ ในขณะที่โฆษณาดำเนินอยู่ ทำให้รู้สึกว่าคุณมีตัวตน รู้สึกได้ว่าโฆษณาเข้าใจคุณ และมีปฏิกิริยาตอบโต้กันระหว่างคุณกับโฆษณา นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมคุณถึงสบายใจที่จะดูโฆษณาความยาว 8 นาทีจนจบ

ส่วนตอนขายของล่ะ? แม้จะโผล่มาแค่ชื่อสินค้าและราคาแค่ไม่กี่วินาที แต่ในตัวโฆษณาก็ทำให้เห็นๆ กันอยู่แล้วว่าของที่ขายมันใช้อย่างไรแบบไม่ต้องพูดมาก

ท่ามกลางความวุ่นวายคุณจะมองหาอะไรที่มันสงบนิ่ง ในขณะที่โฆษณาทั้งหลายพยายามยัดข้อมูลใส่คุณใน 5 วินาทีแรกของ Pre-roll Ads แต่โฆษณาชิ้นนี้กลับทำนิ่ง เพราะ IKEA รู้อินไซต์ของลูกค้าของเขาดี ไม่แปลกที่คนจะให้ความสนใจมันเป็นพิเศษ โฆษณาที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่กลับโดนใจใครหลายๆ คน

วิภาวี วิชัยขัทคะ 5845117428

เหยื่อ ‘ผู้ยอมจำนน’ กับแบรนด์ที่ให้ ‘มากกว่า’

“เชี่ย โพสต์เพจ Major อันนี้ตลก”

“แอคเคาท์ Samsung ในทวิตคือขายเก่ง โยงเก่ง ล่าสุดมาเมนชั่นฉันในทวิต“

“แกดูเม้นนี้ แอดมินเพจ KFC นางได้ตลอด ชีทันมันทุกเรื่องนะ”

ฉันคุยกับเพื่อนอย่างไม่คิดอะไรด้วยนิสัยลูกอีช่างแชร์ลูกอีช่างเล่าโดยไม่รู้ตัวเลยว่าพรุ่งนี้ฉันจะเลือกไปดูหนังที่พารากอนเพราะเป็นโรงของ Major ถ้าจะซื้อโทรศัพท์ใหม่แน่นอนว่าฉันจะมีSamsung เป็น top of minds  และสุดท้ายขณะที่พิมพ์บทความนี้ ฉันเพิ่งโทรสั่ง KFC เซ็ทใหญ่โดยไม่ลืมวิ้งแซ่บเมนูโปรด

ใช่ รู้ตัวอีกที แบรนด์พวกนี้ก็ตกฉันไว้เรียบร้อย

นี่ฉันโดนโฆษณาครอบงำทั้งที่ฉันรู้และเป็นเด็กโฆษณาหรอ!!!!

แหมคุณขาขออนุญาตยิ้มอ่อนๆเอนหัวด้วยท่าเขินอายก็ทำไงได้เพจของแบรนด์พวกนี้มันดีจนต้องพูดถึงดีจนต้องแชร์และบางทีก็ติดอยู่ในหัวจนต้องซื้อ (ใช่!!! ใช่ค่ะคุณตำรวจ นางได้ทั้ง Word of mouth, Brand Engagement และ Product Consideration จากฉันไปหมดเลยค่ะคุณตำรวจคะ!! ดิฉันตกเป็นเหยื่อค่ะ)

ก็นั่นแหละค่ะคุณขาสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับฉันและคุณๆในปัจจุบัน แต่อันที่จริงพฤติกรรมดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี่ก็ไม่ใช่พฤติกรรมใหม่อะไรหรอกค่ะไอ้การที่แบรนด์ทำให้ผู้บริโภคสนใจด้วยการมอบคุณค่าอะไรบางอย่างที่โดนใจโดนจนต้องพูดถึง โดนจนเก็บมาคิดเนี่ย แต่ความน่าสนใจมันอยู่ที่ว่ากระบวนการทั้งหมดที่เกิดกับฉันและคุณๆนี้มันเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ล่ะค่ะ .. ซึ่งคุณๆคงคิดกันว่าแล้วมันน่าสนใจยังไงนะ ?

ความน่าสนใจคือแบรนด์พวกนี้โดดเด่นออกมาจนเป็นอันที่เราๆต้องพูดถึงได้อย่างไรในโลกยุค Digital Disruption ที่ข้อมูลมากมายแก่งแย่งพื้นที่กันในโซเชี่ยล ในโลกที่ใครๆก็สร้างคอนเทนท์ได้ โลกที่แบรนด์และธุรกิจทั้งประเทศยกโขยงย้ายกันเข้ามาอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง แบรนด์ต่างๆก็พากันสร้างคอนเทนท์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างจาก Owned media การซื้อ Paid media หรือการกระตุ้น Earned media แต่ละแบรนด์ก็สร้างคอนเทนท์มากมายตามที่รู้ เข้าใจ หรืออเจนซี่แนะนำ จนสำหรับผู้บริโภคเปิดโซเชี่ยลมีเดียมาทีข้อมูลก็มีแน่นหนึบติดกันยิ่งกว่าจำนวนรถบนถนนแถวลาดพร้าวอีกล่ะค่ะ 

ซึ่งจะบอกว่าคอนเทนท์มหาศาลพวกนั้นจับผู้บริโภคอยู่หมัดทั้งหมดเลยหรอก็ไม่ซะทีเดียวค่ะ

ผู้บริโภคเดี๋ยวนี้ฉลาดและชั่งเลือกแถมแสนจะเอาใจยากค่ะก็คุณขาดูสิคะในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายอยู่เพียงแค่ปลายนิ้วจิ้มโทรศัพท์ทีอยากได้อะไรก็มาในพริบตา (หิวก็คุณก็กด lineman อยากออกไปเที่ยวก็กด grab อยากดูหนังก็เข้า netflix จะชอปปิ้งก็กด lazada) มันเร็วเร็วจนเราทำนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด เร็วจนเราใจร้อนเร็วจนเราคุ้นชินกับนาฬิกาชีวิตแบบนี้การที่ต้องมาเสียเวลากับคอนเทนท์ที่ไม่ใช่หรืออะไรที่ไม่ให้อะไรในโซเชี่ยลมีเดียคืออย่าหวังค่ะ (ค่ะ เอาแต่ใจที่สุดแล้วค่ะผู้บริโภคยุค digital disruption แบรนด์ต่างๆนี่กุมขมับไปตามๆกัน) 

หากให้ดิฉันถอดรหัสความสำเร็จของการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของแบรนด์อย่าง Major Group, Samsung Thailand หรือ KFC กุญแจสำคัญ คือพื้นที่ Owned Media ของแบรนด์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่เพื่อบอกข้อมูลข่าวสารแจ้งให้ทราบด้วย Informaition อีกต่อไปพื้นที่สื่อของแบรนด์กลายเป็นพื้นที่มอบคุณค่าและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยมแถมเข้ากับภาพลักษณ์ และคุณสมบัติของสินค้าแบรนด์ได้อีก

พูดแค่นี้อาจไม่เห็นภาพไปดูกันค่ะว่าแต่ละแบรนด์ทำอย่างไร

เริ่มจาก Major Group ที่ผันตัวจากเฟสบุ๊คเพจจากการให้ข้อมูลการฉายภาพยนตร์โปรโมชั่นและข้อมูลสมาชิก เป็นพื้นที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้บริโภคด้วยการนำกระแสข่าวประเด็นเด็ดๆในสังคมมาล้อเลียนเสียดสีติดตลกแล้วตบท้ายด้วยการขายภาพยนตร์เรียกได้ว่าการตลาดแบบนี้ทำให้เมเจอร์เองได้ฐานแฟนคลับจำนวนมหาศาลที่มอบความ Loyalty ผ่านการกดติดตามและรอคอนเทนท์โดนๆที่เมเจอร์จะคอยอัพเดท พอมีข่าวที Major โพสทีเหล่าๆแฟนต่างไปเม้นไปแชร์ไปกดเลิฟกดถูกใจคนติดตามเพจนี้ ถึงขนาดที่พูดว่าแค่ตามข่าวจาก Major ก็ไม่ต้องติดตามอ่านข่าวจากที่ไหนแล้ว คุณขา คำพูดนี้น่าตกใจมั้ยละค่ะ การที่ผู้บริโภคมองสื่อของแบรนด์ไปไกลกว่าสิ่งที่มันควรจะเป็นไปแล้ว ซึ่งกระแสการทำ in-the-moment content เนี่ยก็เป็นอันที่แบรนด์อื่นๆทำตามๆกันแต่ก็ไม่สามารถเวิร์คได้เท่าเมเจอร์หรอกค่ะเพราะสินค้าโยงได้พูดแล้วโดนใจ โดน Insight แถมมาก่อนจนติดตลาดติดใจผู้บริโภค 

ซึ่งพอรวมกับ always on content อื่นๆเดิม ที่มีทั้งการบอกโปรโมชั่น ข้อมูลการฉายธรรมดาๆ หรือข้อมูลสิทธิพิเศษสมาชิก ก็ล้วนได้ผลพลอยนี้ได้รับความสนใจและโดดเด่นออกมาจากทะเลแห่งข้อมูลข่าวสารอย่างไม่เหนื่อยมาก ด้วยการเป็นคอนเทนท์จากแบรนด์ Major  (นอกจากในแง่ของความรู้สึกของผู้บริโภค การที่ผู้บริโภคติดตาม มีปฎิสัมพันธ์กับเพจ ก็ช่วยบอกอัลกอริธึมให้แสดงโพสต์ของเพจให้ผู้บริโภคบ่อยๆด้วยแหละค่ะคุณขา)

Screen Shot 2561-12-09 at 20.54.02.png

แล้วทวิตเตอร์ของ Samsung Thailand มีดีอย่างไร  Samsung ไม่ได้ตลก ทันกระแสอย่างที่ Major ทำหรอกค่ะ เพราะแบรนด์รู้ดีว่านั่นไม่ใช่จุดแข็งของตน แบรนด์เลือกที่จะชูโรงความเชี่ยวชาญด้านโทรศัพท์ อันสะท้อนความเป็นแบรนด์ออกมาค่ะ โดยเริ่มจากการที่ผันตัวเองเป็น Social CRM ที่หากผู้บริโภคมีปัญหาเรื่องการใช้ก็แค่เมนชั่นมาที่แบรนด์ แบรนด์พร้อมตอบปัญหาการบริการได้ทุกเมื่อเหมือนศูนย์บริการ แต่เท่านั้นยังไม่พอค่ะ แบรนด์ไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาให้แค่ลูกค้าปัจจุบัน แต่แบรนด์ยังคอยสอดส่อง ทำ Social listening เข้าไปตอบปัญหาของลูกค้าแบรนด์คู่แข่ง พร้อมแนะนำสินค้าของตนที่จะเข้าไปแก้ปัญหานั้นๆ นั่นแหละค่ะ เป็นอันว่าเกิดกระแสการพูดถึง ได้ Earned Media ไปเต็มๆในช่วงที่แบรนด์กำลัง Lauching สินค้าตัวใหม่อย่าง Samsung Galaxy Note9

Screen Shot 2561-12-09 at 21.08.12

และผู้เข้าชิงคนสุดท้าย KFC ค่ะเพจของ KFC เช่นเดียวกับซัมซุงที่ไม่ได้มีคอนเทนท์โดนๆอะไร แต่แบรนด์มีจุดชูโรงด้วยคาแรกเตอร์เพจที่น่ารักฉลาดและรอบรู้เรื่องต่างๆแถมที่สำคัญขายไก่เก่ง คาแรกเตอร์นี้แสดงออกมาผ่านแอดมินผู้โด่งดังนั่นเอง ซึ่งนี่ถือเป็นลักษณะหนึ่งของ Social CRM นั่นแหละค่ะ ที่ลูกค้าถามมาแบรนด์ตอบไป แต่การตอบนี้ทั้งตลกทั้งน่ารักและเข้าใจลูกค้าโดนใจโดน Insight นั่นแหละค่ะโดนจนที่ลูกค้าไม่รู้เลยว่าการหลงรักแอดมินเพจนี้ก็ไม่ต่างจากการติดกับเผลอหลงรักและได้รู้จัก KFC มากขึ้นมากขึ้น

NjpUs24nCQKx5e1DGzyxR9tJaBOdGFS9nHiptfRumao.jpg

จากเคสของแบรนด์สามแบรนด์ข้างต้นเป็นการแสดงให้เห็นถึง “กุญแจสำคัญ” ของการไม่เป็นแค่พื้นที่บอกข้อมูลข่าวสารจากบุคคลที่ 3 แต่กลับเป็นพื้นที่ที่มอบคุณค่าทั้งในแง่ความบันเทิงความสะดวกสบายและกลายสถานะเป็นอนึ่งชุมชนที่ให้ผู้บริโภคกับแบรนด์ และผู้บริโภคกับผู้บริโภคมาคุยกัน มาแลกเปลี่ยน มาแชร์เรื่องราว แต่เรื่องราวที่แชร์และสิ่งที่คุยก็พึงขึ้นอยู่กับสินค้าและคุณค่าที่แบรนด์สามารถมอบได้เช่น Major ที่เลือกหยิบภาพยนตร์มาเกาะกับข่าวๆสนุกๆให้ความบันเทิงตามสิ่งแบรนด์ให้อยู่แล้ว Samsungที่ให้สาระข้อมูลสินค้าพร้อมช่วยเหลือปัญหาการใช้ที่เกิดขึ้นและ KFC ที่ส่งแอดมินมาเป็นตัวแทนมอบความสุขรอยยิ้มให้ผู้บริโภคเหมือนกับที่ไก่ทำมาตลอดนั่นเอง

 

เห็นมั้ยล่ะค่ะ พอแบรนด์รู้ว่าตัวเองคือใคร และมอบอะไรให้ผู้บริโภคได้ จับตรงนี้ได้และแปลง Owned Media อันคือ Platform ชั้นดีที่ผู้บริโภคอยู่ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ให้คุณค่าที่มากกว่าและโดนใจกว่าแบรนด์อื่นๆ เพียงแค่นี้แบรนด์ของคุณก็จะแหวกหว่ายออกมาจากทะเลแห่งข้อมูลและคอนเทนน์ ยืนโดนเด่นเป็นสง่า ล่อให้ผู้บริโภคมากลายเป็นเหยื่อที่ยอมจำนนแบบผู้เขียนได้ไม่ยาก

 

ฉัน, มาวิน

เหยื่อการตลาดผู้รู้ทันแค่ไหนก็แพ้หัวใจอย่างเธอ 


ศุภวิชญ์ สุวรรณศรี 5845123128

 

Spotify : We know you best

Screen Shot 2561-12-08 at 21.32.34

หลังจากที่ประเทศไทยเริ่มมีความตื่นตัวเรื่อง Big Data กันมากขึ้น มีบทความเผยแพร่กันอย่างมากมายเกี่ยวกับข้อมูลเรื่อง Big Data ทำให้เราเกิดความเข้าใจเรื่อง Big Data มากขึ้น ในปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ ได้มีการรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภค อาทิ ชื่อ ที่อยู่ ข้อมูลการจ่ายเงิน อุปกรณ์มือถือที่ใช้ ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้บริษัทสามารถเข้าใจสภาพตลาด เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้การวางแผนมีประสิทธิภาพ ตรงใจกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ อาจกล่าวได้ว่า Big data ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำการตลาดในยุคนี้แล้วก็ว่าได้ บริษัทที่มี Big Data ที่มากกว่าย่อมได้เปรียบกว่าบริษัทที่ไม่มีข้อมูลของผู้บริโภคในทุก ๆ ด้าน เสมือนเป็นคนรู้ใจของผู้บริโภคในยุคนี้

และหากจะกล่าวถึง ‘คนรู้ใจ’ แล้ว ผู้เขียนอยากแนะนำการทำการตลาดของ Spotify บริการสตรีมเพลงดิจิทัลพอดแคสต์และวิดีโอซึ่งสามารถเข้าถึงบทเพลงนับล้านและเนื้อหาอื่นๆจากศิลปินทั่วทุกมุมโลกกว่า 1,500 แนวเพลง ภายใต้กลยุทธ์ People-Based Marketing Strategy

Spotify นำ Big Data มาใช้ร่วมกับ artificial intelligence (AI) และ Machine Learning ทำให้ Spotify สามารถรู้ได้ว่าผู้ใช้ชอบเพลงแบบใดฟังเพลงในเวลาไหนฟังเพลงของศิลปินใดบ่อยที่สุด Spotify นั้นเสมือนเป็น Google Analytic สำหรับศิลปิน เพราะผู้บริโภคของ Spotify นั้นนอกจากจะเป็นผู้ที่ฟังเพลงแล้วศิลปินก็เป็นหนึ่งในผู้บริโภคด้วยเช่นกัน Spotify ให้บริการการวิเคราะห์ข้อมูลแฟนคลับที่เข้ามาฟังเพลงของศิลปินนั้นๆเพื่อให้ศิลปินเข้าใจแฟนเพลงได้มากขึ้นอีกด้วย รวมถึงยังคอยแนะนำเพลงใหม่ ๆ ให้ผู้ใช้บริการทุกสัปดาห์ ภายใต้ไอเดียที่ว่า Understanding People Through Music 

ซึ่งการแนะนำเพลงนี้อาจเรียกว่าเป็นจุดขายของ Spotify ที่แตกต่างจากคู่แข่งอื่นๆอย่าง Apple Music, Deezer หรือ Joox ฟังก์ชั่นแนะนำเพลงของ Spotify ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้หลายๆคนเลือกใช้บริการจาก Spotify ทั้งตัวผู้เขียนเองหรือคนที่ผู้เขียนรู้จักหลายๆคนเริ่มใช้ Spotify และติดใจจนกลายเป็นแอปพลิเคชั่นหลักในการฟังเพลง เพราะ Spotify สามารถแนะนำเพลงที่ถูกใจและตรงใจให้ผู้ฟังเสมอ โดยมีการจัดกลุ่มตามแนวเพลงต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ชื่นชอบ ซึ่งตรงกับความเชื่อของเขาที่ว่าเข้าใจผู้คนผ่านเสียงเพลง

Spotify มีบริการที่เรียกว่าspotify.me ซึ่งวิเคราะห์ผลลัพธ์มาจากการสตรีมเพลงของผู้ใช้ออกมาเป็นศิลปินคนโปรด เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด แนวเพลงที่ชอบฟัง ซึ่งคิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ผู้ใช้ได้รู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอยากรู้ในบางครั้ง ว่าเราเป็นแฟนเพลงศิลปินคนไหนมากที่สุด หรือเราฟังเพลงไหนบ่อยที่สุด

นอกจากนี้ในทุกๆปี Spotify จะมีการสร้างเพลย์ลิส ‘Your top song 2018’ ซึ่งรวบรวมเพลงที่เราฟังบ่อยที่สุดให้ แต่ที่น่าสนใจคือ Spotify สร้างเพลย์ลิสชื่อว่า ‘Tastebreakers’ ซึ่งเป็นการรวบรวมแนวเพลงที่ผู้ใช้ไม่ค่อยฟังมาแนะนำให้ผู้ใช้ลองฟัง ซึ่งด้วยการใช้ Big data ร่วมกับ Machine Learning แล้ว Spotify สามารถสร้างเพลย์ลิสออกมาได้ถูกใจผู้ฟังหลาย ๆ คน รวมถึงตัวผู้เขียน จนออกมาชื่นชมกันในโลกออนไลน์อย่างทวิตเตอร์เกี่ยวกับเพลย์ลิสนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้ยิ่งเกิดความประทับใจและเกิดความภักดีต่อแบรนด์และยินดีที่จะใช้ต่อไปในอนาคต

โอโซน 5845028228

source :

https://www.g-able.com/digital-review/why-using-big-data-in-business/

https://support.spotify.com/th-th/using_spotify/the_basics/what-is-spotify/

https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2017/10/30/the-amazing-ways-spotify-uses-big-data-ai-and-machine-learning-to-drive-business-success/#68cac7394bd2

https://twitter.com/search?q=tastebreakers&src=tyah

AI กับการทดแทน Mankind

human&ai_re

กระแสการนำ AI หรือ Artificial Intelligence เข้าไปใช้ในอุตสากรรมและองค์กรต่าง ๆ ทำให้เหล่าคนในยุค กลุ่ม Millennials เริ่มตระหนักถึงการเข้ามาทดแทนแรงงานคน ซึ่งในเราจะเห็นภาพได้ชัดเริ่มจาก อุตสาหกรรมไอทีที่ทุ่มเทให้กับการวิจัยด้าน AI ไม่ว่าจะเป็น Microsofts, Google และ Facebook เป็นต้น ไปจนถึงอุตสาหกรรมสายการผลิตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตรถยนต์, โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้กระแสการนำ AI มาใช้ก็ได้มาถึงสายงาน HR (Human Resources) เพื่อต้องการความแม่นยำในการประมวลข้อมูล และลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ของมนุษย์ และในอีก 5 ปีข้างหน้า AI จะเข้ามาทดแทนในแวดวงการเงินและการธนาคาร

เมื่อมองถึงการอยู่รอดในการทำงานในอนาคตสายงานอะไรที่จะมีโอกาสถูกทดแทนน้อยที่สุดกัน?

คำตอบที่ดูจะมีแน้วโน้มเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งก็คือสายงานที่มีความเกี่ยวข้องกับคณะสายศิลปศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทำได้

ซึ่งนั่นเป็นคำตอบที่ถูกจริงหรือไม่?

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน ได้มีการเปิดตัวผู้ประกาศข่าวปัญญาประดิษฐ์หรือ AI คนแรกของสำนักข่าวซินหัวในประเทศจีน เป็นข่าวที่ถือเป็น talk of the town และมีการแชร์ clip จากการถ่ายทอดสดการรายงานข่าวของนักข่าว AI คนดังกล่าวในโลกโซเชียลมีเดีย ซึ่งนักข่าว AI จะสามารถรายงานข่าวได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน นอกจากนี้ยังมีโครงการ Radar ที่ Google กำลังพัฒนาให้หุ่นยนต์ AI สามารถเขียนข่าวที่เจาะจง วิเคราะห์ หรือคาดการณ์ และพัฒนาให้ AI ตัวนี้ทำงานข่าวแบบครบวงจร คือสามารถใส่รูปภาพและวิดีโอที่เกี่ยวข้องลงในข่าวหรือบทความ โดยที่นักข่าวแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งถือเป็นก้าวแรก ๆ ในการนำ AI เข้ามาใช้ในแวดวงของชาวนิเทศศาสตร์ก็ว่าได้

ไม่ใช่แค่การนำเสนอข่าวที่ต้องใช้การประมวลผลข้อมูลเท่านั้น แต่ด้านงานประชาสัมพันธ์ที่เราเชื่อว่าเป็นเรื่องความรู้สึกของมนุษย์นั้นก็กำลังจะถูกแทนที่ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีบริษัทด้านการตลาดแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Shift Communications ได้ตั้งทีมเทคโนโลยีการตลาดขึ้นมา 1 ทีม เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การจ่ายเงิน การใช้สื่อออนไลน์ หรือพฤติกรรมการบริโภคต่างๆ ผ่าน Machine Learning ซึ่งเจ้า AI ตัวนี้จะถูกนำไปพัฒนาต่อในอนาคตเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าอย่างแม่นยำ และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะมีสไตล์ที่แตกต่างกันได้อย่างตรงจุด แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าอาจจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 ปี ถึงจะสำเร็จ

สิ่งที่เราจะต้องทำต่อจากนี้คืออะไร?

สำหรับชาว Millennials และ Generation X ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ก็คือการตั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น ติดตามความเคลื่อนไหว เพราะ AI นั้นไม่สามารถทดแทนคนได้ 100% แต่สามารถนำมาเพื่อช่วยเหลือเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์หรือเป็นเครื่องทุ่นแรงให้แก่มนุษย์ และสิ่งสำคัญก็คือลดต้นทุนให้แก่บริษัท

อย่างไรก็ตามในทุกยุคทุกสมัยก็จะมีการหายไปของอาชีพบางอาชีพ และเกิดอาชีพใหม่ขึ้นอยู่ตลอดเวลาเป็นวัฐจักร การปรับตัวคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดในการทำงาน

 

–––––– KHAOW 584 50952 28

 

Continue reading “AI กับการทดแทน Mankind”

ดราม่า NIKE JUST DO IT 2018 CAMPAIGN บังเอิญหรือตั้งใจ?

Analyzing-Nikes-Controversial-Just-Do-It-Campaign

จากโฆษณาฉลองครบ 30 ปี ของสโลกแกน JUST DO IT ของ Nike ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาที่สร้างดราม่าในอเมริกา เกิดเป็นกระแสทั้งด้านบวกและด้านลบเป็นอย่างมาก จากการปล่อยโฆษณา Dream Crazy ที่พูดถึงความฝันของนักกีฬาแต่ละคนและเปลี่ยนมันเป็นความจริงด้วยการเริ่มต้นทำมันที่สอดคล้องไปกับความคิดของ JUST DO IT ได้เป็นอย่างดี แต่ที่เป็นเรื่องขึ้นมาได้จนเป็นกระแสไปทั่วโลกก็เพราะ NIke ได้เลือกใช้ Colin Kaepernick อดีตดาวรุ่งกองหลังอเมริกันฟุตบอลทีม San Francisco 49ers ที่โด่งดังในเรื่องของการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ สิ่งที่เขาทำคือการคุกเข่าลงแทนการยืนเคารพในเพลงชาติที่เปิดก่อนการแข่งขันนัดหนึ่งเพื่อเป็นการแสดงการต่อต้านการกระทำที่ไม่เท่าเทียมต่อชาวแอฟริกันอเมริกันที่เป็นประเด็นในช่วงนั้น หลังจากการกระทำดังกล่าวเขาถูกแบน ถอดออกจากทีมและไม่มีใครกล้าเซ็นสัญญากับเขาอีกเลยแม้จะเห็นด้วยกับความคิดของเขาก็ตาม

ในโฆษณาตัวนี้ของ Nike แม้จะมีเรื่องราวของนักกีฬาหลายคนแต่สิ่งที่ส่งผลกระทบที่สุดก็คือภาพของ Colin Kaepernick ในตอนท้ายของโฆษณาที่พูดประโยคจบที่ว่า Don’t ask if your dream are crazy. Ask if it’s crazy enough. ทำให้แคมเปญนี้ของ Nike ได้รับผลกระทบมากมาย ได้รับการแชร์ออกไปเป็นจำนวนมากจนคิดเป็นมูลค่าสื่อสูงถึง 43 ล้านเหรียญสหรัฐ, Nike ถูกพูดถึงเพิ่มขึ้นกว่า 1300%, ทำให้หุ้นบริษัทตกมากถึง 3% ในวันเดียว และสูญเสียฐานลูกค้ากลุ่มหนึ่งจาก #Boycottnike ด้วยแนวคิดความเป็นชาตินิยมของชาวอเมริกันผิวขาวที่ขัดกับจุดยืนของ Nike

ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของ Nike ครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำซึ่งไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อแบรนด์ในระยะยาว ทำให้แบรนด์เสียหายอย่างหนักและสูญเสียลูกค้าจำนวนมากในอเมริกาซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ของแบรนด์ แต่กลับกันหากพิจารณาจากกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ Nike ที่นับวันจะเด็กลงเรื่อย ผู้เขียนอยากจะชี้ให้เห็นอีกมุมมองที่บางท่านอาจคาดไม่ถึง

หากทุก ท่านจะรู้จักทฤษฎี Cognitive Dissonace หรือการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด* เมื่อปัจจุบันคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมากขึ้น การเหยียดเชื้อชาติอย่างสุดโต่งก็น้อยลงทุกวัน กลุ่มวัยรุ่นและนักกีฬาตระหนักถึงปัญหาในการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวและสนับสนุนการกระทำของ Colin Kaepernick หากผู้ที่ยังติดอยู่กับแนวคิดสุดโต่งของการเหยียดเชื้อชาติในอเมริกานั้นคือผู้มีอายุที่นับแต่จะแก่ตัวลงทุกวันและไม่ใช้กลุ่มเป้าหมายที่ Nike มองในระยะยาวและพร้อมจะเสียผู้บริโภคกลุ่มนี้ไปเพื่อแลกกับกลุ่มวัยรุ่นที่กล่าวถึงซึ่งคือกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของแบรนด์

เมื่อโฆษณาตัวดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปและผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งซึ่งเห็นด้วยกับการเหยียดสีผิวประกาศเลิกซื้อสินค้า Nike จะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการรู้คิดของกลุ่มผู้บริโภคสินค้า Nike ที่เห็นต่างกันล่ะ?

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ Cognitive Dissonace ที่จะทำให้กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวที่มีความสามารถจะเป็นลูกค้าของ Nike ไปอีกหลายสิบปีนอกจากจะเห็นว่าแบรนด์มีความคิดที่ตรงกับตัวเองแล้ว ยังเกิดทัศนคติสนับสนุนต่อตัวแบรนด์ เข้าข้างแบรนด์ เกิดความรู้สึกว่าจะต้องปกป้องแบรนด์(ปกป้องตนเองที่เบลือกใช้แบรนด์นี้ด้วย)  และหาเหตุผลมาสนับสนุนการใช้สินค้า Nike ของตัวเอง จนเกิดเป็น Loyalty ที่แข็งแกร่งต่อแบรนด์และพัฒนาไปถึงขั้น Resonance ได้ในที่สุด สิ่งนี้นั้นเองที่ทำให้ Nike จะมีกลุ่มผู้บริโภคที่เหนียวแน่นกับแบรนด์ไปอีกหลายสิบปีอย่างที่แบรนด์อื่น ไม่มีวันทำได้ ไม่ว่า Adidas  หรือ Reebok ก็ตาม

 

Cognitive Dissonace หรือการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด* เป็นทฤษฎีแรงจูงใจของมนุษย์ทฤษฎีหนึ่ง ที่เชื่อว่าปัญหาทางจิตใจของมนุษย์เกิดจากความคิดที่ขัดแย้งกัน. ทฤษฎีนี้ระบุว่าการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เราไม่พึงพอใจ กระตุ้นให้เราเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรม. ทฤษฎีดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งแรกโดยลีออง เฟสติงเกอร์ (Leon Festinger) นักจิตวิยาสังคม

https://www.cnbc.com/2018/09/06/meet-the-stars-of-nikes-new-just-do-it-campaign.html

https://brandinside.asia/nike-campaign-just-do-it/

https://www.bbc.com/news/business-45472399

 

วรพร ตันติสุนทร 5845111628