ความฉลาดในการใช้สื่อออนไลน์ – อีกหนึ่งความสำเร็จของ VATANIKA จาก Run way สู่ รายการ Reality

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ this is me vatanika

          THIS IS ME VATANIKA หรือรายการเรียลลิตี้สุดแซ่บโดยแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง VATANIKA ใน YouTube Chanel อันเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์อย่างล้นหลาม ตั้งแต่รายการ THIS IS ME VATANIKA เปิดตัว EP แรกในช่วงเดือนสิงหาคม จนถึง EP ที่12 อันเป็น Episode Season Finale เมื่อวัน 16 ที่ พ.ย. ที่ผ่านมา แม้จะมีดรามา และ negative feedback ในช่วง Episode แรกๆ ว่าเป็นรายการ Wannabe หรือเป็นรายการที่ลอกรูปแบบมาจากรายการเรียลลิตี้ชื่อดังระดับโลกอย่าง Keeping Up With The Kardashians และอีกต่าง ๆนาๆ แต่ THIS IS ME VATANIKA ก็สามารถเอาชนะใจแฟนๆได้ในที่สุด จนกลายเป็นรายการใคร ๆก็ต่างเกาะขอบจอรอดู เกิดเป็นการพูดถึงมากมายในโลกโซเซียล มีทั้งการแคปภาพจากรายการไปทำเป็นมีม มีทั้งการทำคลิป Parody เลียนแบบรายการ มีการเกิด Hashtag มากมายจนติดเทรนด์ Twitter อย่าง #Thisismevatanika และ #สาจ๋า ทั้งเกิดเป็นวลีเด็ดต่าง ๆ ที่คนพูดถึงและใช้ตามกันมากมายทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ อย่าง “I can’t, I don’t know how”, “I’m not a morning person”, “You can’t be me” และอื่น ๆอีกมากมาย ซึ่งในตอนนี้ยอดวิวของในแต่ละ EP ก็พุ่งกระฉูดเกิน 1 ล้านวิวไปแล้ว

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          นับเป็นความชาญฉลาดของแบรนด์ VATANIKA ในการใช้ประโยชน์ของสื่อออนไลน์อย่าง YouTube ในการทำรายการ THIS IS ME VATANIKA ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องใหม่มากของวงการแฟชั่นไทย เพราะยังไม่เคยมีแบรนด์ไหนในประเทศไทยที่ลุกขึ้นมาทำรายการเรียลลิตี้ของตัวเองมาก่อน ซึ่งในยุคนี้ Social Media มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เพราะเป็นยุคที่อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู แต่การที่แบรนด์จะมีเพียง Facebook page ของตัวเอง แล้วแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้นอาจไม่สามารถสร้าง Brand Awareness รวมถึงความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าได้เพียงพอ ซึ่งในการทำรายการเรียลลิตี้ของแบรนด์ VATANIKA นั้น ถือว่าสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ดีมากทีเดียว

          THIS IS ME VATANIKA เป็นเหมือนเครื่องมือหนึ่งในการทำ Branding ซึ่งรายการนี้ทำให้เราเห็นถึงความเป็น VATANIKA ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น จากการเล่าเรื่องราวไลฟ์ไตล์ที่แสนหรูหราและชีวิตการทำงานแบบ Perfectionist ของคุณ แพร วทานิกา (เจ้าของแบรนด์) ทำให้เราเห็นถึงจุดยืนของ VATANIKA (Brand Positioning) ที่ต้องการสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่ ให้สามารถเป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะเป็นผู้นำและประสบความสำเร็จได้ไม่ต่างจากผู้ชาย หลุดออกจากกรอบค่านิยมของผู้หญิงไทยในอดีต ประมาณว่า เป็นผู้หญิงแบบฉันเนี้ยแหละ ก็ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งรายการได้สะท้อน DNA เหล่านี้ผ่านตัวตนของคุณแพร วทานิกา ทั้งจากบุคลิกลักษณะนิสัย ความคิด ทัศนคติ ตลอดจนจนขั้นตอนการทำงานสุดเนี๊ยบของคุณแพร เรียกได้ว่ากลยุทธสำคัญคือการสร้างตัวเองให้กลายเป็นแบรนด์ โดยใช้รายการเรียลลิตี้ THIS IS ME VATANIKA นี้ เป็นเครื่องมือในการตอกย้ำถึงความ VATANIKA ให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดขึ้นนั่นเอง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ this is me vatanika i cant i dont know how

References:

https://praew.com/fashion/190590.html

http://www.smethailandclub.com/marketing-3722-id.html

https://ipg-connect.com/th/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-social-media-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89/

Thanwarat Yenruedee (ฺBam) 5845047128

 

 

 

เมื่อคนขายของออนไลน์ไม่หยุดแค่ ‘ฝากร้าน’ อีกต่อไป!

 

“ฝากร้านหน่อยนะคะ”

 

ประโยคซื่อตรงจากใจของเหล่าคนค้าขายบนโซเชียลมีเดียถึงเจตนาขายของกันแบบตรง ๆ ไม่ต้องคิด Strategy หรือ Tactics ให้วุ่นวายปวดหัวเหมือนนักการตลาด และกวาดทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็นสมรภูมิแห่งการค้าขายได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะไม่สำคัญหรอกว่ามาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กจะคิดเฟซบุ๊กเพื่อคุยกับใคร ทวิตเตอร์จะจำกัดไว้กี่ตัวอักษร หรืออินสตาแกรมจะต้องลงรูปแนวนอนหรือแนวตั้ง ขอแค่ใช้พลังแห่งการเชื่อมต่อของโซเชียลมีเดียกับคนจำนวนมากเพื่อเพิ่มโอกาสการซื้อได้ก็พอแล้ว

แต่ความจริงแล้วบรรดาแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์ (ไม่นับแบรนด์) ก็อาจเป็นนักการตลาดผู้สร้างสรรค์ ‘คอนเทนต์’ —แบบที่พวกเขาเองก็อาจจะไม่รู้ตัว— ได้เหมือนกัน

 

หลายวันก่อนเราได้มีโอกาสได้ฟังประสบการณ์การตลาด (แบบแซ่บ ๆ) จากพี่ตู่-เจตน์เมริน เจตน์ระวีโชติ มาหลายอย่าง รวมถึงสอนเรื่องการทำ Content Marketing บทเรียนสำคัญที่นักการตลาดจะต้องเรียนรู้ว่าเลือกใช้คอนเทนต์แบบไหน ถึงมีโอกาส ‘โดนใจ’ กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็มีอยู่หลากหลายแนวคิดให้จดจำ

 

‘Stock & Flow’ ก็เป็นหนึ่งในแนวคิดคอนเทนต์ที่ได้จากห้องเรียนเล็ก ๆ นี้ พี่ตู่ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า แนวคิดนี้หมายถึงการทำคอนเทนต์ 2 แบบ คือ

1. Stock – คอนเทนต์ที่สร้างจากการนำเอาปัญหาบางอย่างที่ ‘เป็นอมตะ’ มาเล่าเรื่อง เช่น รวม XXX ถูกและดี หรือ ร้าน XXX น่านั่งติด BTS สยาม เป็นต้น ซึ่งข้อดีของคอนเทนต์แบบนี้คือ สามารถหยิบมาขายได้เรื่อย ๆ ไม่มีเอ้าท์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คอนเทนต์ของ Wongnai

 

22268

 

2. Flow – ไดนามิกคอนเทนต์ หรือคอนเทนต์ ‘ตามกระแส’ นั่นเอง แม้จะมีข้อดีตรงที่มีโอกาสเป็น viral สูง แต่ก็ต้อง ‘ขยี้’ ให้ถูกจุดและพอประมาณ ถ้าล้ำเส้นเกินไป ความเป็น viral นั่นก็วกมาทำร้ายตัวเองได้เช่นกัน และที่สำคัญคือ ต้องลงให้ไว ถ้าเกาะกระแสไม่ทันทำให้ปังแค่ไหนก็แป้กได้ ซึ่งรูปแบบนี้เจอได้บ่อยตาม #แฮชแท็ก ดัง ๆ และตัวอย่างแบรนด์ค่อนข้างโดดเด่นเรื่องการทำคอนเทนต์แบบนี้ก็ไม่พ้นขาประจำอย่าง Tops Thailand และ Major Cineplex

 

22269

 

แต่ระหว่างที่ฟังพี่ตู่ยกตัวอย่าง ก็ดันคิดไปถึงบรรดาหมุดฝากร้านในโซเชียลมีเดียและไอจีดาราที่มักอาศัยพลังของ #แฮชแท็กในการเกาะกระแสเหมือนกัน แต่ตอนนี้เหล่าคนค้าขายออนไลน์ เขาก็เริ่มพัฒนาและสร้างคอนเทนต์ของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ใช่แค่อาศัยฝากร้านตามแฮชแท็กอย่างเดียวอีกต่อไป!

 

นั่นก็คือ…

 

22270

 

ถึงตัวอย่างที่ยกมาอาจไม่ใช่คอนเทนต์ที่ดังเปรี้ยง ยอด engagement พุ่งเหมือนอย่างที่แบรนด์ต่าง ๆ ทำ แต่คอนเทนต์ Flow อันนี้ก็ทำให้เห็นถึงการพยายามปรับตัวของพวกเขาเหมือนกัน เพราะการเกาะกระแสบน #ใครฆ่าประเสริฐ นี้ก็สร้างโอกาสให้บรรดานักสืบที่ไถโทรศัพท์ส่องแฮชแท็กสะดุดตาและหยุดดูได้มากกว่าการฝากร้านเป็นตัวหนังสือแบบเดิม ๆ จะเรียกว่า สร้าง awareness ให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้นก็ย่อมได้ หรือถ้าใครเป็นหนึ่งในคนที่กำลังมองหาสินค้าแบบนี้ก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้าอีกต่างหาก

 

ถ้าปังก็ดี แต่ถ้าแป้กก็ไม่เสียหายอะไร อย่างน้อยก็ทำให้คนรู้จักมากขึ้น

 

แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือ เรื่องนี้ทำให้คนเรียนวิชาการตลาดอย่างเรา ๆ ได้รู้เหมือนกันว่า ความจริงการตลาดก็อยู่รอบตัวนั่นแหละ เพียงแต่เราคิดไม่ถึงหรือไม่เคยเอาทฤษฎีมาจับมันก็เท่านั้นเอง และในวันหน้าเราอาจได้เห็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ผลิตคอนเทนต์ขึ้นมาสู้กัน เหมือนกับที่แบรนด์ทั้งหลายทำอยู่ในตอนนี้ก็ได้

 

Jay 584 52582 28

 

บทเรียนจากปั๊มน้ำมัน: พนักงานและ Brand Loyalty

 

ba308bee976471a605b61c64732717f7

ทุกวันนี้แบรนด์ทั้งหลายต่างทุ่มเทใช้กลยุทธ์ทางการตลาดมากมาย เพื่อหวังว่าอย่างน้อยสิ่งเหล่านี้จะสามารถดึงดูดใจของผู้บริโภคให้หันมาลองใช้สินค้าหรือบริการของตนดูบ้าง และเมื่อผู้บริโภคได้ทดลองแล้ว แบรนด์ก็หวังว่าจะไม่ใช่การลองเพียงครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องสามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคได้ และสามารถทำให้ผู้บริโภคไม่หันกลับไปใช้สินค้าหรือบริการเดียวกันจากแบรนด์อื่นๆอีกด้วย

มีคำกล่าวว่า การสร้างลูกค้าใหม่ 1 คน จะมีต้นทุนสูงกว่าการรักษาลูกค้าเก่า 1 คน ถึง 5 – 10 เท่า ดังนั้นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญทางการตลาดจึงหนีไม่พ้น การสร้างความภักดีในตราสินค้า หรือ Brand Loyalty หลายคนอาจสงสัยว่า Brand Loyalty จะสำคัญอะไรขนาดนั้นกันเชียว เดี๋ยวผู้เขียนจะเล่าถึงประสบการณ์ตรงของตัวเองให้ฟังกัน

ผู้เขียนเป็นคนที่เดินทางโดยการใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก เนื่องจากไม่ค่อยไว้ใจในการคมนาคมสาธารณะของประเทศไทยเท่าไรนัก จึงยอมรถติดแหงกทุกวี่ทุกวันอยู่ในเมืองที่ได้ชื่อว่ารถติดอันดับต้นๆของโลกอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งแน่นอนว่าการใช้รถยนต์ทุกวันนี่เองที่ทำให้ตัวผู้เขียนหนีไม่พ้นการต้องเติมน้ำมันอยู่ตลอด และธุรกิจปั๊มน้ำมันนี่แหละที่ผู้เขียนอยากจะพูดถึง

ธุรกิจปั๊มน้ำมันในประเทศไทยถือว่ามีไม่เยอะ ประจวบกับการใช้รถยนต์อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาถึง 4 ปีทำให้ผู้เขียนได้ทดลองใช้บริการครบทุกปั๊มน้ำมันเจ้าใหญ่ๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปั๊มฟ้า ปั๊มเหลือง ปั๊มเสือ ปั๊มดาว ปั๊มเขียว รวมถึงปั๊มใบไม้ และดูเหมือนว่าปั๊มที่สามารถดึงตัวผู้เขียนไปเป็นลูกค้าเจ้าประจำได้ดีที่สุด หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นปั๊มที่สามารถทำให้ผู้เขียนมี Brand Loyalty ในปั๊มนั้นได้ก็คือ “ปั๊มเหลือง” นั่นเอง

จากการสังเกตการแวะเติมน้ำมันตามปั๊มต่างๆของผู้เขียนแล้ว พนักงานเติมน้ำมัน หรือ “พี่ปั๊ม” ของปั๊มเหลืองมีความใส่ใจ สนใจผลประโยชน์ของลูกค้า และคอยให้การบริการอย่างดีกับลูกค้ามากที่สุด หลายครั้งที่ผู้เขียนแวะเติมน้ำมันแล้วมักจะได้ยินพี่ปั๊มของปั๊มเหลืองถามหรือบอกเสมอว่า

“เช็ดกระจกไหมพี่” (อ่า จะตัดคะแนนเพราะเรียกฉันว่า พี่ เนี่ยแหละ)

“นี่ๆ ตอนนี้ที่เติมลมว่างพอดี เช็คลมยางหน่อยไหม เช็คหน่อยเหอะ”

“ตอนนี้มีคะแนนในบัตรอยู่เท่านี้นะ ถ้าเติมน้ำมันครั้งต่อไป ได้ 300 บาทฟรีๆ รีบแลกเลยนะ เพราะเดี๋ยวเขาจะปรับคะแนนแล้ว”

“บัตรสมาชิกของน้องไม่มีลายเซ็นข้างหลัง ไปเซ็นด้วยนะ มันเคยมีพนักงานปั๊มสลับบัตรไปด้วย เซ็นเลยนะๆ เดี๋ยวน้องเสียผลประโยชน์”

หรือแม้กระทั่ง “รอแปปนึงนะ เดี๋ยวไปหยิบน้ำขวดใหญ่มาให้”

นี่เป็นตัวอย่างการกระทำและการใส่ใจของพี่ปั๊มจากหลายสาขาที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าใช้บริการ ซึ่งเพียงแค่การถามหรือการตักเตือนเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ก็สามารถทำให้ผู้เขียนกลับไปใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ และไม่สนใจที่จะเข้าใช้บริการของปั๊มอื่นๆอีก

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้เข้าไปใช้บริการของปั๊มฟ้า ในขณะนั้นมีรถอีกแค่เพียงคันเดียวที่กำลังเติมน้ำมันอยู่ แต่ผู้เขียนกลับต้องรอเป็นเวลานานกว่าจะมีพี่ปั๊มโผล่มาหา ซึ่งหลังจากที่เครื่องเติมน้ำมันเสร็จแล้ว ผู้เขียนก็ต้องรออีกหลายนาทีกว่าพี่ปั๊มจะกลับมาเอาหัวเติมน้ำมันออกจากรถและมาเก็บเงิน เพราะพี่ปั๊มคนนั้น“กำลังคุย”กับพี่ปั๊มอีกคนอยู่อย่างออกรส ก็เลยปล่อยให้ผู้เขียนรอไปเรื่อยๆ

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับปั๊มใดก็ตามๆ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน หากเราไม่พอใจกับสินค้าหรือการบริการของแบรนด์ใด เรามีสิทธิที่จะเปลี่ยนไปใช้สินค้าและบริการของอีกแบรนด์นึงที่พร้อมต้อนรับเราเสมอ ดังนั้นผู้เขียนเลยหวังว่าเจ้าของธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆควรที่จะหันมาสนใจในการอบรมพนักงาน การคัดเลือกคนที่พร้อมจะทำงาน รวมถึงให้ความสำคัญกับการเทรนพนักงานมากกว่านี้ เพราะถึงแม้ธุรกิจหรือแบรนด์นั้นๆจะสร้างโฆษณาที่เลิศหรูอลังการ สามารถดึงดูดผู้คนให้มาทดลอง สนใจในสินค้าและบริการของตัวเองได้มากแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว พนักงาน หรือการบริการที่ถูกใจต่างหากที่จะสามารถมัดใจผู้บริโภคให้กลับมาใช้ซ้ำ และมี Brand Loyalty แก่แบรนด์นั้นๆได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถมัดใจผู้เขียนได้อย่างแน่นอน

หมายเหตุ – ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาในการยกยอหรือให้ร้ายกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เพียงแค่อยากเล่าถึงประสบการณ์จริงที่พบเจอเท่านั้น

ลีเนะ 5845038528

อ้างอิง: http://th.jobsdb.com/th-th/articles/ความภักดีในตราสินค้า-brand-loyalty

Why Influencer Marketing

ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าปัจจุบัน การใช้ Influencer นั้นเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะไม่ว่าหันไปทางไหน เเบรนด์ต่าง ๆ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ก็ใช้ เพื่อต้องการให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการต่าง ๆ ของเเบรนด์เป็นที่รู้จักเเละถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์บ้างไม่มากก็น้อย เเต่ทีนี้การใช้ Influencer นั้น ก็จำเป็นต้องเลือกเเละดูความเหมาะสมด้วย มิใช่ใช้เพราะเห็นเป็นที่นิยมอย่างเดียว เเละก็ไม่ใช่ทุกเเบรนด์ที่ใช้ Influencer เเล้วประสบความสำเร็จ สิ่งหนึ่งที่นักการสื่อสารทั้งหลายสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเป็นประโยชน์ในการทำการตลาดคือ การศึกษาทิศทางอนาคตของตลาด Influencer ในสังคมดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจเเละใช้ Influencer ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น…..

Influencer ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญสำหรับการสื่อสารในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในมุมของโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์ก็ตาม ซึ่งจากข้อมูลของ Ad Leaderboard จาก Youtube โฆษณาที่ติด 1 ใน 10 ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษณาที่มีการใช้ Influencer  เพราะเมื่อคนดูชาเเนลของ Influencer นั้น ๆ เเบรนด์ก็มักจะซื้อโฆษณาหรือทำการเชื่อมลิ้งค์ในชาเเนลไปยังช่องของเเบรนด์เพื่อให้เกิดการรับชมข้อมูลเเละภาพของเเบรนด์ ซึ่งถือเป็นการนำทางจากบุคคลผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มาถึงตัวเเบรนด์ได้ดี หรือการที่เเบรนด์เลือกบุคคลเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม สามารถ present ผลิตภัณฑ์หรือบริการต่าง ๆ  ของเเบรนด์จนทำให้ผู้บริโภคเกิดการค้นหาเเละอยากทราบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเเบรนด์มากขึ้นจึงเข้ามารับชมด้วยตนเองก็เป็นไปได้

ไม่เพียงเท่านั้น Influencer ทุกวันนี้เริ่มมีความลึกซึ้งมากขึ้นในแต่ละ Category ดังจะเห็นได้ว่ามีการรีวิวสินค้าเเละบริการต่าง ๆ โดยที่เเต่ละประเภทสินค้านั้นก็มีนักรีวิวที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น จากสมัยก่อนที่ถ้าหากพูดถึงอาหาร ก็จะมี Influencer ด้านอาหารมากมายที่เหมือน ๆ กัน แต่ปัจจุบันจะเริ่มมี Influencer ที่เป็นด้านอาหารแบบลึกมากขึ้นกว่าเดิมเช่น Influencer เฉพาะอาหารญี่ปุ่น หรือ Influencer เฉพาะย่านสุขุมวิท เป็นต้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเเบรนด์ในการเลือกใช้ Influencer ในการรีวิวสินค้าได้ตรงจุด รวมถึงทำให้สินค้าของเเบรนด์เกิดความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จากการให้ผู้ที่มีความลึกซึ้งเเละเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นจริง ๆ มารีวิวโฆษณา

โดยบุคคลที่เราจะเลือกใช้ต้องมี Purpose ที่ชัดเจน ทั้งความเชื่อ ตัวตน จุดยืน ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ที่แต่ละคนจะต้องหาให้เจอ ซึ่งถ้ายิ่งชัดเจน มันก็จะทำให้โดดเด่นออกมาจากตลาด ซึ่งแน่นอนว่าการที่ Influencer สื่อสารบางอย่างออกไป จะต้องสามารถ Inspire คนได้ด้วย การเลือกเเละดูคอนเทนต์ของ Influencer นั้น ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เเบรนด์ต้องศึกษาเเละเลือกใช้อย่างเหมาะสม

 

อนึ่งแบรนด์ไม่ได้เลือก Influencer จากตัวเลขเพียงอย่างเดียวแล้ว เเม้ว่าตัวเลขยังมีความสำคัญอยู่ อย่างยอด Follower หรือ Engagement ต่าง ๆ ในการนำไปเสนอเพื่อให้ทางทีม approve แต่มากไปกว่านั้นสิ่งที่ตอนนี้แบรนด์ควรให้ความสำคัญด้วยคือ ลักษณะสไตล์การเขียน การพูดของ Influencer ที่สามารถช่วยถ่ายทอด Message ของเเบรนด์ได้ เเละความสอดคล้องระหว่างสไตล์ Influencer และสินค้าบริการ

อย่างตอนที่นิสิตฝึกงานที่ PP Group โดยดูเเลการตลาดเเละการประชาสัมพันธ์ของเเบรนด์ Longchamp  นิสิตต้อง Proposed Influencers เพื่อทำการส่ง Product Seeding  ในหลากหลายกลุ่มทั้ง Celebrities ที่มียอดติดตาม 5 ล้านคน ไปจนถึง Beauty Bloggers ที่มียอดติดตาม 20,000 คน ซึ่งการเลือกนั้น ๆ นอกจากมีตัวเลขติดตามสำคัญเเล้ว คอนเทนต์เเละสไตล์ของบุคคลนั้น ๆ ต้องมีความเหมาะสมเเละส่งเสริมภาพลักษณ์ของเเบรนด์ รวมถึงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย

นอกจากนี้การใช้ Influencer เป็นช่องทางในการสื่อสารยังช่วยให้เห็น Consumer’s Feedback จากผู้บริโภคได้ทันที โดยสามารถเช็คจาก Engagement ต่าง ๆ อย่าง คอมเม้นท์,การเเชร์,ยอดรับชม เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเราใช้วิธีการแบบ Traditional อื่นๆ อาจจะไม่สามารถรับรู้ Feedback ได้รวดเร็วเเละใกล้ชิดเช่นนี้

อีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากนอกจาก Influencer คือการใช้ Micro Influencer ถือเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคมองหามากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน Influencer เจ้าใหญ่ ๆ อย่างดารา อาจจะทำให้กลุ่มคนหลาย ๆ คนรู้สึกว่าไม่ได้ Relate กับชีวิตของพวกเขาอีกต่อไป เพราะปัจจุบันพอเราอยู่ในโลกดิจิทัล เรามักจะค้นหาคอนเทนต์จากบุคคลที่ใกล้เคียงกับตนเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเติบโตของ Micro Influencer ซึ่งเป็นคนที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมากกว่า จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน 

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเเบรนด์เเล้วว่าจะเลือกใช้ Influencer เเบบไหนให้เหมาะสมเเละเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเเท้จริง เเละเชื่อว่าเเนวโน้มในอนาคตการตลาดที่ใช้ Influencers ในสื่อสังคมออนไลน์จะมีความเข้มข้นเเละทวีความรุนเเรงมากยิ่งขึ้นอย่างเเน่นอน

 

Reference : https://www.facebook.com/adaddictth https://www.instagram.com/p/BpZmWv2BneH/

https://www.instagram.com/p/Bpo5gnWnQPK/ https://www.instagram.com/p/Bpi_9FTHZCD/

Pop 584 50413 28

Social Marketing : Story about ‘แอ๊ด’

คุณรู้จัก “แอ๊ด” ไหม?

ถ้าคุณทันอยู่ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่บูมสู้ทีวีช่วงปี 2552 คุณก็น่าจะรู้จัก “แอ๊ด” นะ

 

“แอ๊ด” เป็นใครน่ะหรือ? “แอ๊ด” ไม่ใช่นักร้องหรือคนมีชื่อเสียงอะไรมากมาย

“แอ๊ด” ที่ว่าเป็นแค่คนธรรมดา เป็นแค่กูรูร้านเหล้าที่ยอมตื่นมารับโทรศัพท์จากตาลุงผู้เมาแอ๋ตอนค่ำมืดดึกดื่น เพื่อตอบคำถามว่า “ร้านที่เราไปกินตอนวันศุกร์อยู่ตรงไหน?”

 

และเป็นคนที่โดนแผดเสียงด่าลั่นในตอนจบหลังจากตาลุงคนนั้นขับไปถึง “ร้านเหล้า” อันเต็มไปด้วยผู้หมู่ ผู้หมวดรอต้อนรับนับสิบชีวิต

 

ตามไปดู “แอ๊ด” กับลุงได้ที่นี่ — https://www.youtube.com/watch?v=2jk4pJQ3_R4

เรื่องราวของ “แอ๊ด” (และลุงที่ไม่ทราบชื่อ) เริ่มต้นและจบลงภายใน 30 วินาที เพื่อบอกเล่าใจความสั้นๆ อย่าง “เมาแล้วขับ ถูกปรับ ถูกจับคุมประพฤติ” โดยสสส. – หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หากคุณจำชื่อเต็มไม่ได้ ด้วยความตลกขบขันและจำง่ายของเนื้อหา ทำให้โฆษณาชิ้นนี้ยังเป็นที่ติดตรึงใจของเราแม้ว่าจะผ่านไปเกือบสิบปีแล้วก็ตาม  

 

แต่กว่าจะมาเป็นโฆษณา “แอ๊ด” ที่มีทั้งความตลกและ Key message อันทรงพลังนั้น เบื้องหลังความดังคือกระบวนการวางแผนด้วยแนวคิดการตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) ที่ท้าทายไม่ต่างจากการตลาดเพื่อแสวงหากำไรในวงธุรกิจเลยทีเดียว

 

การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) ที่เรากำลังกล่าวถึงนี้คือการนำวิธีทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการค้นหา insight ของผู้คนหรือการออกแบบช่องทางและเนื้อหาการสื่อสาร มาสร้างวิธีจูงใจคนให้เปลี่ยนแปลงหรือสร้างพฤติกรรมบางอย่างซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้กระทำ แทนการชักจูงให้ซื้อสินค้าหรือบริการจากองค์กร แนวคิดนี้มักปรากฏอยู่ในรูปของแคมเปญรณรงค์เพื่อส่งเสริม พัฒนาสังคมในด้านใดด้านหนึ่งอยู่เสมอ

 

และเรื่องราวของ “แอ๊ด” (และลุงที่น่าจะเป็นตัวเอกของเรื่องมากกว่า) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเพราะต้องการพัฒนาสังคมเช่นเดียวกัน

 

เท้าความไปถึงจุดกำเนิดของ “แอ๊ด” ที่ครั้งหนึ่ง เรามีโอกาสได้ฟังเบื้องหลังฉบับเต็มของโฆษณาชิ้นนี้จากพี่ไอ๋ สุพัฒนุช สอนดำริห์ นักวางแผนงานสื่อสร้างสรรค์จากสสส. ว่าโจทย์ตอนริเริ่มแคมเปญ คือการลดพฤติกรรมเมาแล้วขับของคนในสังคมไทย..

 

ว่ากันตามตรง ถ้าเปรียบโจทย์นี้เหมือนบรีฟจากลูกค้า ก็ถือว่าเป็นบรีฟสุดหินจากลูกค้าผู้น่ารักอีกโจทย์หนึ่งเลยทีเดียว

 

เราจะต้องทำอย่างไรให้คนเมา หรือคนที่อ้างว่าไม่ได้เมา แค่ดื่มเหล้าพอกรึ่ม ลด ละ เลิกการขับรถยนต์เพื่อลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุและจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ ในบริบทที่สังคมไทยคือสังคมอุดมคนหัวดื้อและไร้ระเบียบกันล่ะ?

 

มันยาก.. (ถ้าพูดกันอย่างจริงใจคงต้องใช้คำว่า มันโคตรยาก)

แต่มันเป็นไปได้..

 

พี่ไอ๋นำโจทย์ดังกล่าวมาเข้าสู่กระบวนการของ Social Marketing โดยเริ่มต้นจากการหา insight ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในที่นี้คือคนดื่มแล้วขับทั้งหลายจนพบว่า “ความกลัวต่อการโดนจับ” คือเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพที่สุดในการเปลี่ยนพฤติกรรม

 

และในบรรดาบทลงโทษทั้งหมดที่มีอยู่นั้น “การคุมประพฤติ” เป็นสิ่งที่สร้างจิตสำนึกได้ยั่งยืนยิ่งกว่าการจ่ายค่าปรับหรือจำคุก เพราะการที่ผู้ถูกจับได้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม โดยเฉพาะการช่วยเหลือคนพิการ หรือทำจิตอาสา ณ บ้านเด็กกำพร้าผู้สูญเสียพ่อแม่จากอุบัติเหตุเมาแล้วขับ จะทำให้คนเหล่านี้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการกระทำของตัวเองเพิ่มขึ้น เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น

 

ทำให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น

 

ดังนั้น การพัฒนาแคมเปญของ “แอ๊ด” จึงใช้ใจความหรือ Key message เป็น “เมาแล้วขับ ถูกปรับ ถูกจับคุมประพฤติ” อย่างที่เรารู้จักกันบนจอทีวี นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาต่อยอดจากเรื่องราวของ “แอ๊ด” ไปสู่โฆษณาชิ้นอื่นๆ ที่ใช้ mood&tone ในลักษณะเดียวกันเป็นซีรีส์เพื่อเน้นย้ำสารเดิม แต่เพิ่มเติมรายละเอียด เช่น “ดื่มแล้วขับ ถูกจับแน่” “ดื่มบนรถ ก็ถูกจับเช่นกัน” เป็นต้น

 
ตามไปดูโฆษณาเวอร์ชันอื่นๆ ได้ที่นี่ —  https://www.youtube.com/watch?v=CtpsSqpsOOg

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของแคมเปญนี้คือเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว บทลงโทษด้านการคุมประพฤติยังไม่เป็นที่รู้จักหรือได้รับความนิยมมากนัก ดังนั้น ก่อนการเผยแพร่โฆษณา พี่ไอ๋ (และทีมสสส.) จึงต้องทำการล็อบบี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องของนโยบาย ข้อกำหนด และมาตรการคุมประพฤติด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น

 

ดังนั้น หัวใจสำคัญของ Social Marketing นอกจากใช้การสื่อสารที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพแล้ว ยังต้องมีนโยบายและการสนับสนุนจากสังคมหรือภาครัฐอันมีประสิทธิผล จึงจะทำให้กระบวนการการตลาดเพื่อสังคมนี้ประสบความสำเร็จ

 

เหมือนกับที่ “แอ๊ด” ได้สร้างปรากฏการณ์ลดจำนวนคนเมาแล้วขับและสร้างความตระหนักให้กับสังคมพร้อมเสียงหัวเราะมาจนถึงปัจจุบัน


Ai — 5845255328

ASMR เทรนด์ที่มาแรงในขณะนี้

            ASMR  หรือ  Autonomous Sensory Meridian Response คือ การตอบสนองต่อประสาทรับความรู้สึกอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส ที่ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย โดยแต่ละคนจะมีตัว trigger หรือต่อมกระตุ้น ASMR ที่แตกต่างกันออกไป

           บางคนอาจจะมีความสุขกับการลูบเนื้อสัมผัสของผ้าห่มตอนนอน, เคยชินกับการกอดตุ๊กตาเน่าที่ทำให้หลับสบาย หรือชอบฟังเสียงฝน เสียงน้ำไหล หรือ อื่นๆ สิ่งไหนที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย สิ่งนั้นแหละคือต่อมกระตุ้น ASMR ของคุณ

          ในส่วนของ ASMR ที่เราพบกันอย่างแพร่หลายในอินเตอร์เน็ตขณะนี้คงจะหนีไม่พ้น ASMR ในรูปแบบของการบันทึกเสียงแบบ 3 มิติที่เสมือนจริงราวกับสิ่งๆนั้นเกิดขึ้นอยู่ข้างหู โดยพบว่าอัตราการค้นหาวิดีโอ ASMR ใน youtube ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้นิตยสาร positoning ยังเคยเขียนถึงเทรนด์ ASMR เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วว่า จำนวนวิดีโอ ASMR บน Youtube ในขณะนั้นมีมากถึง 9 ล้านคลิป ซึ่งในตอนนี้ยอดคงพุ่งทะยานไปไกลกว่านั้นมากแล้ว

Screen Shot 2561-10-31 at 03.37.06

           โดย ASMR ที่นิยมมากสุดเห็นจะเป็น ASMR eating หรือ เสียงขณะรับประทานอาหาร เนื่องจากการกินนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ จึงไม่แปลกหากมันจะสามารถทำให้คนรู้สึก relate ได้ง่าย ดังนั้นแบรนด์ของกินต่างๆจึงหันมาจับเทรนด์นี้ ไม่ว่าจะเป็น KFC ที่ให้ผู้พันแซนเดอร์ทำวิดีโอล้อเลียน ASMR   หรือ Mc Donald’s ที่ส่งสินค้าของตัวเองไปให้ ASMRtist ทำวิดีโอบันทึกเสียงตอนทานอาหาร

Screen Shot 2561-11-01 at 15.10.58

           อย่างไรก็ตามเสียงของการกินยังมีเส้นคั่นบางๆระหว่างการกระตุ้นความอยากอาหารและความน่าขยะแขยงอยู่ กล่าวคือมันอาจเข้าไปแตะตรงจุดสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หรือในทางกลับกันอาจเข้าไปอยู่ในความรู้สึกด้านลบของคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้

           ไม่เพียงแต่ธุรกิจอาหารเท่านั้นที่เทรนด์ ASMR ได้เข้าไปแทรกซึม ล่าสุด อิเกีย (Ikea) ได้ทำโฆษณาออกมาในรูปแบบของ ASMR ที่ถ่ายทอดบรรยากาศภายในหอพักที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์  Ikeaโดยภายในวิดีโอได้ใช้เสียงบรรยายแบบกระซิบอันนุ่มนวล ประกอบกับเสียงลูบผ้าคลุมเตียง เสียงจับฟูกที่นอน เสียงลูบเฟอร์นอเจอร์ และอื่นๆ

           บางคนอาจจะมองว่า ASMR เป็นเทรนด์หนึ่งที่คงอยู่แปปเดียวเดี๋ยวก็ไปเหมือนกับเทรนด์อื่นๆ แต่หากมองอีกมุมหนึ่งแล้ว การที่ ASMR ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายนั้นถือเป็นการตอบสนองด้านร่างกายซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และมนุษย์ก็จะเสาะหาความผ่อนคลายนั้นเพื่อปรนเปรอตัวเองไปเรื่อยๆ ASMR จึงกลายเป็นช่องทางหนึ่งที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม โดยคาดว่าในอนาคต  วิดีโอแนว ASMR จะถูกนำมาใช้ในงานโฆษณาให้กับอีกหลายๆแบรนด์อย่างแน่นอน

ศุภิสรา เพชรนรชาติ 5845125428

 

ที่มา :   

 https://positioningmag.com/1136103

https://thumbsup.in.th/2017/08/asmr-ikea/

https://medium.com/@shaneoleary1/trendwatching-how-brands-like-kfc-pepsi-and-ikea-are-using-asmr-to-trigger-braingasms-2c97f23e1352

How to win consumer hearts: เทคนิคเอาชนะใจผู้ฟังหรือคนที่ใช่ แบบฉบับเด็กโฆษณา

97b0dd60a6df2e543557108d411e8711

     จากประสบการณ์ของผู้เขียน ที่ได้เรียนและฝึกงานมาในสาย planner นั้น ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าการจะเอาชนะใจใครซักคนที่ไม่ว่าจะเป็นคนที่เราชอบหรือลูกค้า ต่างต้องอาศัยการทำความเข้าใจเขาแบบ inside out และนึกถึงเขามาก่อนเสมอ (put on your consumer hat) แล้วจากนั้นเราจะเห็นโอกาส ที่สามารถนำมาออกแบบคำพูดเพื่อโน้มน้าวใจหรือ key message ที่ relevance กับเขาแล้วนำไปสู่การเข้าไปครองใจเขาได้ … HAPPY ENDING !

       แต่ ความยากของนักโน้มน้าวใจอย่างเรา ไม่ได้จบสวยแบบนั้นเสมอไป เพราะมีเรื่องให้เราปวดหัวเสมอๆ นั่นก็คือการระบุ ‘‘กลุ่มเป้าหมาย’’ และหา consumer insight ของคนที่เราต้องการจะพูดด้วย ( know your ‘‘WHO’’ ) ดังนั้นเพื่อให้ได้ใจลูกค้าหรือคนนั้นๆ เราต้องมีกลยุทธ์

      เริ่มจากการ segment ตลาดหรือตั้งสเปคของคนที่เราอยากคุยด้วยก่อน เพื่อเราจะได้ไม่หว่านคำหวานไปทั่ว จนสุดท้ายก็จะนกไม่เป็นท่า โดยอาจใช้เกณฑ์หน้าตา(demographic) นิสัย(psychographic) ความสนใจ(interests) หรือพฤติกรรม(behavior) จนเห็นภาพคนที่ใช่คนนั้นได้อย่างชัดเจน ว่าเขามีตัวตนและlifestyleอย่างไร ชอบไปที่ไหนหรืออยู่กับใคร    เพื่อเราจะได้ approach กลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด  (right place & moment ) ดังตัวอย่าง target audience profile ต่อไปนี้ที่ใช้เกณฑ์ demographic+psychographic+behavior เช่นหนุ่มโสดคิด คณชัย young entrepreneur วัย 30 จบโทจากอังกฤษ อยู่คอนโดแถวสาทร ทันสมัย ชอบเข้าสังคม พิถีพิถันกับตนเองและภาพลักษณ์ สนใจเรื่องการถ่ายภาพและท่องเที่ยว เดิน emporium เสพ instagram series HBO เพลงmichael buble และอ่าน GQ และ เป็น heavy users ของค่ายโทรศัพท์เราเป็นต้น

 จากนั้นเราทำการบ้านเพิ่มโดยการลงไปสำรวจตลาดหรือสอบถามเพื่อให้เข้าใจกลุ่มเป้าหมายเราในเชิงลึก(discover insight) ว่าเขาต้องการอยู่กับคนแบบไหนหรือคนที่ให้คุณค่าในเรื่องอะไร โดยมองกลับไปยังวิถีชีวิตของเขา(consumer’s life & relationship with category) ว่ามีอะไรในชีวิตที่เขารู้สึกเป็นปัญหา (tension point) หรือต้องการหาคนมาช่วยตอบความต้องการ(opportunities for brand) ซึ่งคำตอบของเขาอาจมาในรูปแบบ product insight, usage insight หรือ users’ belief insight แล้วเราก็จะเห็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับเขาที่จะนำไปเชื่อมโยงระหว่างการให้เหตุผลของเรา(value proposition) กับความต้องการของเขา แล้วเกิดเป็นเรื่องราวหรือkey messageที่เขาอยากรับรู้ (relevance story) เพราะเป็นการนำเสนอสารที่ออกแบบมาเพื่อพูดกับเขา … It’s me ! โดยจะขยายความให้เห็นภาพดังนี้ สมมุติ honda prius อยากขาย young entrepreneur ที่เพิ่งแต่งงานใหม่ เราก็ไปดูมาว่า honeymooners มีแพลนอะไรแล้วมี tension อะไรบ้าง ซึ่งเราอาจเจอว่าพวกเขามีแพลนขับรถกันไปเที่ยวด้วยกันไกลๆสองต่อสอง แต่คิดว่าการขับรถไปต้องเปลืองน้ำมันแน่ๆ เลยต้องพับแพลน เราจึงดึงโอกาสนี้มาพูดว่า honda prius beyond possible ด้วย reason to believe ที่เราเป็นรถยนต์ไฮบริด ที่พร้อมรับทุกระยะทางในทุกช่วงของชีวิต เป็นต้น

fantastic-mr-fox-inspired-couple-costume-ideas-wes-anderson-aesthetic-man-in-beige-suit-and-woman-in-pale-cream-jumper-holding-hand-painted-fox-masks-in-front-of-their-faces-e15368550093

     กล่าวโดยสรุปวิธีการข้างต้นเป็นวิธีการที่จะทำให้เราเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย มองในแบบที่เขามองและคิดในแบบที่เขาคิด เพื่อสุดท้ายจะได้พูดออกมาในแนวทางที่เหมือนกันกับเขาหรือนำเสนอคุณค่าที่เขาต้องการหาคนหรือแบรนด์มาช่วยเติมเต็ม (relevance) ซึ่งการนึกถึงกลุ่มเป้าหมายมาก่อนนี้จะเป็นไม้ตายสำคัญของการเอาชนะใจคนได้ในทุกรูปแบบของความสัมพันธ์ เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนที่จะชอบหรือเชื่อใจคนที่เหมือนกับกับเรา … fin 🙂

” 584 50121 28 ไกรพิชญ์ ชอบผล ”

I’ll make him an offer he can’t refuse

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ I’ll make him an offer he can’t refuse

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสฟังวิทยากรท่านหนึ่งพูดถึงประสบการณ์การทำการตลาดของเขาแล้วมีประโยคๆหนึ่งที่ทำให้ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน อาจเนื่องด้วยเกิดไม่ทันในยุคนั้นซึ่งก็คือประโยคในตำนานจากหนังเรื่อง Godfather ที่ว่า“I’ll make him an offer he can’t refuse.” ที่เป็นประโยคให้นักการตลาดหรือ CEO หลายๆคนนำไปใช้ในแก้ไขปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้

ในเรื่อง Godfather ในฉากดังกล่าวที่ Godfather พูดกับ Godson ว่า “I’ll make him an offer he can’t refuse.” มีความหมายว่าต้องทำตามเขามิเช่นนั้นเขาจะฆ่าคุณซึ่งในทางการตลาดอาจจะไม่ต้องถึงกับสุดโต่งเช่นนั้นแต่ทว่าข้อเสนอที่จะไม่ถูกปฏิเสธนั้นสามารถคิดขึ้นมาได้โดยการสร้างข้อเสนอที่ดีกว่าคู่แข่งเพียงเท่านั้นแต่ทว่าเมื่อทุกท่านอ่านมาถึงตรงนี้อาจมีความคิดที่ว่า “พูดหน่ะมันง่ายแต่ทำหน่ะมันยาก” แต่เราลองมาดูตัวอย่างในย่อหน้าถัดไปกันก่อนดีกว่า

วิทยากรที่กล่าวมาข้างต้นมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นลูกค้าของเขาอยู่แบรนด์หนึ่งซึ่งมีการกระจายตัวของสินค้าในกรุงเทพเพียงแค่ 45% ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งมีการกระจายตัวของสินค้าถึง 99% ซึ่งหมายความว่าสินค้าของลูกค้าของเขานั้นเสียเปรียบอย่างรุนแรงและจุดบอดนี้ต้องมีการนำมาแก้ไขซึ่งทางทีมการตลาดของเขาก็บอกให้ทีมเซลนำสินค้าไปกระจายตามร้านต่างๆที่ยังไม่ได้มีสินค้าตัวนี้วางอยู่แต่ทว่าทางทีมเซลก็ตอบกลับมาว่า  “เคยทำแล้ว ไม่มีใครซื้อ” เป็นเหตุทำให้เขาต้องไปคิดแผนการมาใหม่ ซึ่งแผนการใหม่ของเขาที่นำไปเสนอกับทีมเซลก็คือ “ผมจะให้ข้อเสนอที่ไม่สามารถปฏิเสธได้แก่ร้านต่างๆ” ซึ่งก็คือ การแถมเสื้อซึ่งมูลค่าใกล้เคียงกับราคาสินค้าไปพร้อมกับการขายสินค้านั่นเอง ซึ่งแผนการนี้มีการปฏิบัติงาน(คนทั้งบริษัทขับรถไปขายสินค้าตามร้านต่างๆ)เพียงแค่ 1 วันเท่านั้น การกระจายตัวของสินค้าแบรนด์นี้พุ่งขึ้นไปกลายเป็น 60% และคงอยู่ที่ 60% ไปเรื่อยๆ เนื่องจากร้านที่สั่งสินค้าไปนั้นเห็นว่าขายได้ จึงสั่งเพิ่มและกลายมาเป็นสินค้าประจำร้านอีกอย่างหนึ่งไปโดยปริยาย

แน่นอนว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่เราเห็นผลลัพธ์เพราะว่าขั้นตอนก่อนที่จะเกิดออกมาเป็นไอเดียนี้มานั้นผ่านการคิดมาหลายขั้นตอนมากๆแล้วโดยจุดตั้งต้นของ execution นี้คือความคิดว่าจะหาข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้นั่นเองซึ่งผมไม่ได้กล่าวว่าทฤษฎีนี้จะใช้ได้กับทุกครั้งกับทุกอย่างหรือกับทุกสถานการณ์แต่ผมอยากให้มองเป็นมุมความคิดมุมหนึ่งที่หากว่าเวลาคุณมีปัญหาเมื่อไปเจรจากับใครก็ตามแล้วคุณต้องการบางอย่างจากเขามันก็ไม่เสียหายที่คุณจะลองให้ความคิดตั้งต้นของคุณเป็น “I’ll make him an offer he can’t refuse.” 

ผมหวังว่าประโยคนี้จะมีประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งของชีวิตนะครับ

อ้างอิง : https://heidicohen.com/godfather-marketing-make-them-an-offer-they-cant-refuse/

มาฤทธิ์ อัศวมหากุล 5845101328

Do not underestimate the power of ‘Disruption’

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คำว่า “Disruption” เป็นที่พูดถึงอย่างมากในแวดวงธุรกิจและการโฆษณา แม้แต่ ‘พ่อ’ ของผู้เขียนที่อยู่ในวงการประกันภัย ก็ยังเคยได้ยินคำว่า “Disruption” จากการไปอบรมมาก่อน

Disruption เป็นแนวคิดในการวางแผนการตลาดที่ถูกใช้มายาวนานหลายสิบปี บริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย ทั้ง Apple, Absolut Vodka, McDonald’s, Sony, Tag Heuer ฯลฯ ต่างก็มี Disruption อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

ทั้งนี้ คำว่า Disruption ตามพจนานุกรมหมายถึง การขัดขวาง การแบ่งแยก การทำลาย ฯลฯ แต่ในด้านการทำโฆษณา ความหมายของ Disruption ไม่ได้มีอยู่แค่นั้น

การทำ Disruption เริ่มต้นจากการหา Convention ซึ่งหมายถึง แบบแผนหรือแนวทางที่ยึดถือปฏิบัติ อาจจะเป็น Norms หรือเป็นเพียงสิ่งที่ทำตามกันมาโดยไม่มีสาเหตุก็ได้ ตัวอย่างของ Convention เช่น ในสมัยก่อนโฆษณายาสระผมทุกตัวจะต้องมีการ Insert ภาพคนยื่นสระผมในห้องน้ำเข้าไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ผู้ชมโฆษณาทุกคนต่างก็รู้วิธีการสระผมดี และไม่มีใครไม่รู้ว่ายาสระผมมีไว้ใช้ทำอะไร โฆษณายาสระผมในยุคนั้นจึงกำลังสื่อสารในสิ่งที่ไม่จำเป็นอยู่

เมื่อนักโฆษณารู้เช่นนี้ก็เลยตัด Shot การสระผมออก แล้วไปโฟกัสที่ความเงางามของเส้นผมหรือการสะบัดผมแทน ส่งผลให้โฆษณายาสระผมในยุคต่อมา ไม่ปรากฎภาพคนขยี้ฟองบนหัวอีกเลย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า Disruption ถ้าจะให้เรียกง่าย ๆ ก็คือการ Think Different หรือการคิดแบบแหวกแนวนั่งเอง

หนึ่งในความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของ Disruption คือ โฆษณาของ Sony PlayStation เครื่องเล่นวิดีโอเกมชื่อดังที่ใคร ๆ ก็รู้จัก

ในช่วงปี ค.ศ. 1995 ตลาดเกมถูกผูกขาดโดยสองแบรนด์ใหญ่อย่าง Nintendo และ Sega ซึ่งครองส่วนแบ่งทางการตลาดรวมกันมากกว่า 90% Sony ต้องการจะช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาด จึงหา Convention ของตลาดเกม และพบว่าทั้ง Nintendo และ Sega ต่างก็เจาะ Target กลุ่มเด็ก ๆ และพวกที่บ้าคอมพิวเตอร์ โดยขายความบันเทิงจากตัวละครในเกมเป็นหลัก

Sony จึงทำ Disruption ผ่านการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุมากขึ้น โดยหยิบยกจิตวิญญาณของการเล่นเกมส์มาตีแผ่ให้ผู้คนเห็นว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น พร้อมทั้งบอกว่า PlayStation ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมส์ “อย่าประเมินพลังของ PlayStation ต่ำเกินไป” (Do not underestimate the power of Playstation)

จากภาพจะเห็นว่า Print Ads ของ PlayStation สะท้อนประสบการณ์ที่โชกโชนของการเล่นเกม ทั้งการกดเกมจนกล้ามขึ้นนิ้วมือ เส้นเลือดขึ้นแขน หรือการเล่นเกมจนตาแดง ซึ่งล้วนเป็นอาการที่คนติดเกมทุกคนเข้าใจดี นอกจากนี้ สัญลักษณ์ △ ◯ ╳ □ ที่อยู่บนปุ่มกดเกม ก็ช่วยสะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณของการเล่นเกมมากยิ่งขึ้น

การทำ Disruption ครั้งนั้น ทำให้ Sony ขจัดข้อจำกัดด้านอายุออกไปได้ และก้าวมาเป็นผู้นำตลาดด้วยยอดขาย PlayStation ที่มากถึง 82 ล้านเครื่องทั่วโลก

เมื่อรู้อย่างนี้ ผู้อ่านก็อย่าประเมินพลังของ Disruption ต่ำเกินไปนะครับ ลองนำ Disruption มาใช้ในการวางแผนการตลาดหรืองานโฆษณาดูบ้างก็ได้ 🙂

 

อ้างอิง: ฌอง-มารี ดรู.  (2547). บียอนด์ ดิสรัปชั่น: ฉีกแนวเหนือชั้น สร้างสรรค์เกมตลาด.  กรุงเทพฯ: ทรัพย์จรูญ การพิมพ์.

Meta 5845105928

คุณค่าของงานโฆษณาอยู่ที่ไหน

หลังจากคลาสวันหนึ่ง ที่มีวิทยากรมาพูดว่า การเป็นนักการตลาด เราจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อสังคม ในสิ่งที่เราสื่อสารออกไป 

ฉันเลยนั่งคิดว่าจริงๆแล้ว คุณค่าของงานโฆษณาอยู่ที่ไหน 

การเป็นนิสิตชั้นปีที่4 ที่กำลังจะออกไปสู่โลกแห่งการทำงาน และเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่เฝ้าตามหาคุณค่าของการทำงาน หลายครั้งที่เห็นเพื่อนๆ บ่นกันว่าไม่อยากทำวงการโฆษณา นอกจากเหตุผลที่คิดว่า การทำงานสายเอเจนซี่เป็นสายที่งานหนัก ยังมีเหตุผลที่ว่า งานโฆษณาไม่ได้ให้อะไรแก่สังคมนอกจากแค่กระตุ้นความอยากจะซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น

สิ่งที่คนคิดว่าโฆษณานั้น ไม่ดีต่อสังคมนั้นจริงหรือ ?

จริงอยู่ที่ทุกวันนี้เราเห็นโฆษณาที่ไม่สร้างสรรค์แก่สังคมออกมาอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาที่แสดงให้เห็นว่าการเป็นมนุษย์ต้องPerfect ตลอดเวลา ต้องมีสินค้าบางอย่าง เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ การสร้าง Stereotype ว่า คนเราต้องขาว สวย เพื่อชีวิตจะได้ประสบความสำเร็จ และมีความรักที่ดี

หรือแม้กระทั่งโฆษณาของ Workventure ที่นำเอาอินไซต์ด้านลบ ทั้งความไม่อดทน ความเบื่องานที่ทำ เพื่อกระตุ้นให้คนลาออก 

Workventure

 

สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้เด็กรุ่นใหม่ เห็นแล้วไม่อยากทำงานโฆษณาอีกต่อไป แต่รู้ไหมว่าในขณะเดียวกัน ก็มีโฆษณาอีกหลายชิ้นที่ทำขึ้นมา เพื่อมอบสิ่งดีๆให้แก่สังคม พร้อมกับท้าทายโฆษณาเก่าๆ ให้คนเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อวงการโฆษณา อาทิเช่น

โฆษณา วาสลีน ที่ทำให้เห็นว่า ผิวดี คือผิวที่ได้ใช้ชีวิตอย่างใจปราถนา ไม่ใช่ผิวที่หลบแดดอยู่เสมอ 

หรือแม้กระทั่งโฆษณาบาบิคิว พลาซ่า ที่เปิดโอกาสให้เด็กกำพร้า และ ผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ที่บ้านพักคนชรา ได้มีโอกาสมาฉลองวันเกิดกัน

Screen Shot 2018-10-14 at 2.54.15 PM

 

Screen Shot 2018-10-14 at 3.25.28 PM

ทำให้เห็นว่าจริงๆแล้วทุกวงการ มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ยังมีคนอีกหลายคนที่พร้อมจะสร้างสรรค์งานโฆษณาดีๆ เพื่อสร้างความรู้สึกดีๆให้แก่คนไทย

ดังนั้นแล้วทุกอย่างอยู่ที่เรา อนาคตของคนโฆษณา ที่จะออกไปประกอบอาชีพในวงการนี้ ฝากให้คิดถึงสังคมและคนอื่นมากๆ อย่าพึ่งถอดใจกับวงการนี้ เพราะสุดท้ายแล้วโฆษณาก็มีผลกระทบต่อสังคมอยู่ดี

คุณค่าของโฆษณาอยู่ที่ไหน ?

สำหรับฉัน ฉันคิดว่าคือการได้สร้างสรรค์ผลงานที่ให้ประโยชน์กับแบรนด์และกับสังคม ไปพร้อมๆกัน

 

อภิสรา มณีวัต 5845140828