Jones’ Salad ทำไมต้อง ‘ลุงโจนส์’ ?

เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องเคยเห็นตัวการ์ตูน ‘ลุงโจนส์’ ผ่าน ๆ ตามหน้าไทม์ไลน์ของ Facebook ตัวเองบ้าง ซึ่ง ‘ลุงโจนส์’ เป็นตัวการ์ตูนประจำร้าน Jones’ Salad มีคาแรกเตอร์เป็นลุงมีหนวด หน้าตาใจดี เป็นมิตร มีอารมณ์ขัน พร้อมให้ความรู้เรื่องสุขภาพที่เข้าใจง่าย ทำให้ Facebook Page ของ Jones’ Salad มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน และทุกโพสต์มี engagement ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นเลยทีเดียว เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสัมพันธ์กับตัวเลขผู้ติดตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้ไม่ง่ายนักกับ Facebook Page ของแบรนด์

แต่อะไรที่ทำให้ Jones’ Salad เลือกที่จะใช้ ‘ลุงโจนส์’ เข้ามาสื่อสารกับผู้บริโภค? แล้วมันคุ้มค่าหรือไม่ที่ Jones’ Salad ลงแรงกับการทำ Content Marketing ถึงขนาดนี้?

วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันค่ะ

xxx

จุดเริ่มต้นของ Jones’ Salad

ก่อนอื่นขอเล่าย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของ Jones’ Salad ซึ่งก็คือเมื่อราวปี 2014 หลังจากที่ “คุณกล้อง-อาริยะ คำภิโล” ไม่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจร้านกาแฟและร้านชานมไข่มุก คุณกล้องเริ่มจึงมองหาช่องทางใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจ

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง คุณกล้องบังเอิญตรวจพบเนื้องอก จึงได้เริ่มดูแลตัวเองด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่กลับพบว่าสำหรับชีวิตคนเมืองนั้น การหาผักดี ๆ รับประทานเป็นเรื่องค่อนข้างยาก จึงเกิดไอเดียในการทำธุรกิจอาหารสาย healthy ขึ้นมา ประจวบกับในตอนนั้น “คุณพลอย-ญาณิน คำภิโล” แฟนสาวของคุณกล้อง ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย และพักอยู่กับญาติซึ่งก็คือ “น้าไก่” และ “น้าโจนส์” ที่นี่เองที่ทำให้คุณพลอยพบกับน้ำสลัดสูตรเด็ดของน้าโจนส์ และเป็นที่มาของร้าน Jones’ Salad นั่นเอง

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง คุณกล้องบังเอิญตรวจพบเนื้องอก จึงได้เริ่มดูแลตัวเองด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่กลับพบว่าสำหรับชีวิตคนเมืองนั้น การหาผักดี ๆ รับประทานเป็นเรื่องค่อนข้างยาก จึงเกิดไอเดียในการทำธุรกิจอาหารสาย healthy ขึ้นมา ประจวบกับในตอนนั้น “คุณพลอย-ญาณิน คำภิโล” แฟนสาวของคุณกล้อง ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย และพักอยู่กับญาติซึ่งก็คือ “น้าไก่” และ “น้าโจนส์” ที่นี่เองที่ทำให้คุณพลอยพบกับน้ำสลัดสูตรเด็ดของน้าโจนส์ และเป็นที่มาของร้าน Jones’ Salad นั่นเอง

xxx

“ร้านสลัดที่อยู่ตรงใต้ดินจามจุรีสแควร์”

Jones’ Salad เริ่มจากร้านเล็ก ๆ ในห้างสรรพสินค้าจามจุรีสแควร์ โดยมีจุดขายคือ การมีเมนูที่หลายหลาย ทำจากวัตถุดิบที่สะอาดและสดใหม่ เสิร์ฟให้กับผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ถือเป็นร้านสลัดในอุดมคติสำหรับใครหลาย ๆ คน

แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีแรกหลังจาก Jones’ Salad ถือกำเนิดขึ้นนั้น Jones’ Salad ยังไม่ได้รับการตอบรับดีเท่าทีควร จนคุณกล้องได้พบปัญหาว่า ลูกค้าที่มาซื้อสลัดกับทางร้านนั้น จำแบรนด์ Jones’ Salad ไม่ได้เลย โดยลูกค้าจะเรียกว่า “ร้านสลัดที่อยู่ตรงใต้ดินจามจุรีสแควร์”

ในปีนั้นเอง Social Media เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทำให้คุณกล้องเองเริ่มสนใจที่จะใช้สื่อ Social Media เข้ามาช่วยในการสื่อสารกับผู้บริโภค

xxx

ลุงโจนส์: การลงทุนที่คุ้มค่า?

การทำ Content Marketing ของ Jones’ Salad เน้นหนักไปที่การสร้าง Brand Awareness ซึ่งสังเกตได้จาก content ใน Facebook Page ของ Jones’ Salad นั้นแทบไม่มี content ที่ขายสินค้าตรง ๆ แต่ Jones’ Salad จะเน้นทำ content ให้ sharable (เน้นให้ผู้บริโภคแชร์ออกไป) โดยเกือบ 90% ของ content เป็นโพสต์ที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพกับผู้บริโภค ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากบทบาทการใช้ Facebook ของผู้บริโภคไทยคือ การส่งต่อข่าวสารให้เพื่อน ๆ หรือญาติ ๆ เมื่อผู้บริโภคเห็น content ที่เป็นประโยชน์ ก็รู้สึกอยากแชร์ต่อให้คนรู้จักเป็นธรรมดา รวมถึง Jones’ Salad ยังใช้ infographic เข้ามาทำข้อมูลยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย ใคร ๆ ก็อ่านได้ และแทรกมุกตลกน่ารัก ๆ ที่ใครเห็นแล้วก็อยากแชร์ แล้วจึงพ่วงแบรนด์ หรือตัว ‘ลุงโจนส์’ เข้าไปในตอนสุดท้าย ทำให้เกิด Brand Awareness ในวงกว้าง

ผู้เขียนมองว่าการที่ Jones’ Salad เลือกที่จะลงแรงในการทำ Content Marketing เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคนั้น ถือเป็นทางเลือกที่ฉลาด เนื่องจากสินค้า “สลัด” นั้น ถือเป็น Low-Involvement Product ซึ่งหมายถึงการที่ผู้บริโภคจะเกิดการซื้อได้นั้น ไม่ได้อาศัยการคิดพิจารณาปัจจัยรวมถึงตัวเลือกต่าง ๆ มากมาย ทำให้สิ่งสำคัญในการที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อได้นั้นก็คือ Brand Awareness หรือการทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้บริโภค และใน Low-Involvement Product การได้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้บริโภค ก็ไม่ใช้เรื่องยากแล้วที่จะทำให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อได้

นอกจากนี้ การที่ Jones’ Salad เลือกที่จะหันมาเล่น content เกี่ยวกับสุขภาพ ยังสร้างคุณค่าให้กับ Brand ได้ในระยะยาว เนื่องจากเป็นการสื่อสารเพื่อเน้นย้ำ positioning ของแบรนด์ ว่า Jones’ Salad ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่ขายสลัด แต่เป็นแบรนด์ที่ “จะลดจำนวนคนป่วยในโรงพยาบาล” positioning นี้อาจฟังดูธรรมดาและซ้ำกับหลาย ๆ แบรนด์ที่เป็นสายสุขภาพอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่สามารถสื่อสาร mission ของตัวเองให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่ง Jones’ Salad เน้นผลิต content ให้ความรู้ด้านสุขภาพในแง่มุมที่หลากหลาย ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์เป็นห่วงตัวผู้บริโภคจริง ๆ

รวมถึง การที่ Jones’ Salad เป็นแบรนด์แรกที่หันมาเล่น content เกี่ยวกับสุขภาพ ยังทำให้ Jones’ Salad สามารถ own พื้นที่ในการเป็นแบรนด์ที่ห่วงใยผู้บริโภค และทำให้ไม่ใช่เรื่องยากที่เมื่ออยากรับประทานสลัดหรืออาหารที่ดีต่อสุขภาพ แล้วจะนึกถึง Jones’ Salad เรียกได้ว่ากลายเป็น top of mind ของผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

ผู้เขียนจึงขอสรุปสั้น ๆ ว่า “Content Marketing อาจไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับแบรนด์ได้อย่างทันตาเห็น แต่สามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ในระยะยาวได้”

By Inthukorn Monthirapha 5945152428

xxx

Reference:
https://www.facebook.com/JonesSaladThailand/
http://jonessalad.com/
https://nextempire.co/stories/thought-leader/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%94/651#k1emmjfo42
https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/jones-salad.html
https://marketeeronline.co/archives/83267

“คนล้มอย่าข้าม…ต้องกระทืบซ้ำ” ข้อ(น่า)คิด จาก #แบนเมเจอร์

            ในช่วงที่ผ่านมา หากใครที่เล่นสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social media อาจจะได้เห็นผ่านตากันมาบ้างกับ #แบนเมเจอร์ โดยเฉพาะใน Twitter ที่ติดเทรนด์ในประเทศไทยสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในช่วงเย็นของวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา

            สาเหตุหลักมาจากการทวีตข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกพนักงานจากโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์เชิญให้ออกจากโรงภาพยนตร์ เนื่องจากไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรง ซึ่งได้รับการรีทวีตจำนวนมาก พร้อมทั้งมีการทวีตเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ลักษณะคล้ายกันมานี้มากขึ้น จนทำให้ตกเป็นประเด็นที่คนออกมาโจมตีเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ในเรื่องดังกล่าวว่าเป็นการไม่เคารพสิทธิส่วนบุคคล

            เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นระลอกแรก เพราะหลังจากนั้นก็มีผู้ใช้บัญชีต่างๆ ออกมาเปิดเผยประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการบริการของเมเจอร์ ทั้งภาพการโต้ตอบจากห้องแชท และประเด็นที่นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าว เช่น ป๊อปคอร์นราคาแพง เป็นต้น ทำให้เห็นว่าเมื่อแบรนด์ “ล้ม” หรือ ทำพลาด นอกจากจะหาคนที่จะช่วยยากแล้ว ยังมีคนคอยตอกย้ำ หรือ “กระทืบซ้ำ” ในเรื่องแย่ๆ ของแบรนด์ ถือเป็นตัวอย่างเหตุการณ์ที่คนมักชอบพูดติดตลกกันว่า “คนล้มอย่าข้าม ต้องกระทืบซ้ำ”

            นอกจากนี้หลังจากที่ทางเมเจอร์ได้ออกมาแถลงการณ์ว่าบริษัทไม่มีนโยบายเชิญคนออกจากโรงด้วยสาเหตุดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสด้านลบมากขึ้นไปอีก เนื่องจากแถลงการณ์กับสิ่งที่ทางบริษัทเคยสื่อออกมานั้นตรงข้ามกันด้วยสิ้นเชิง จนทำให้เกิด #เมเจอร์โป๊ะแตก ตามมา “กระทืบซ้ำ” อีกทีหนึ่ง

            จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมและความคิดของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีต่อแบรนด์ในหลากหลายแง่มุม

ภาพลักษณ์สำคัญพอๆ กับสินค้าและบริการ

            คนที่มีความเห็นต่อต้านเมเจอร์ส่วนใหญ่มุ่งไปทางตัวบริษัทที่แสดงการกระทำที่ไม่เคารพสิทธิต่อลูกค้า และใช้วิธีจัดการกับลูกค้าอย่างไม่เหมาะสม จึงทำให้ภาพลักษณ์ของเมเจอร์ติดลบ ส่งผลให้คนออกมาต่อต้าน และอยากเลิกใช้บริการ เนื่องจากภาพลักษณ์ของแบรนด์ หรือ Brand Image ขัดกับภาพลักษณ์ของผู้ใช้บริการที่ต้องการจากแบรนด์ และ Brand Image นี้เองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจใช้บริการ และผู้คนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น ดังที่คุณหนึ่ง-อัศวิน พาณิชวัฒนา จาก GREYnJ และคุณบี-สโรจ เลาหศิริ จาก Rabbit’s Tale ได้อัปเดตเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับในครึ่งปีนี้ ในงาน Startup Thailand 2019 ว่า ผู้บริโภคคาดหวังให้แบรนด์ใส่ใจในเรื่องที่สังคมใส่ใจ ในกรณีนี้คือการเคารพสิทธิส่วนบุคคลอย่างเท่าเทียมในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งในฐานะขององค์กรควรเข้าใจบริบทของสังคมและผู้บริโภคเพื่อจะได้ปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ดีตามที่ผู้บริโภคคาดหวังในแง่มุมต่างๆ

Brand Loyalty ที่เริ่มถดถอยลง

            เหตุการณ์ข้างต้นยังทำให้เห็นอีกว่าคนเราในปัจจุบันมีความภักดีต่อแบรนด์ หรือ Brand Loyalty น้อยลง แม้ตลาดของโรงภาพยนตร์มีตัวเลือกที่ไม่เยอะ แต่คนก็พร้อมที่จะไปใช้บริการคู่แข่งเสมอ หากฝั่งเดิมที่เคยใช้บริการสร้างความไม่พอใจขึ้นมา ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้กำลังเป็นเทรนด์ในทั่วโลกที่ว่าคนเริ่มมี Brand Loyalty ที่น้อยลง ดังผลสำรวจของ Nielsen ปีล่าสุด ที่ชี้ให้เห็นว่าคนเรายึดติดกับแบรนด์ที่รู้จักน้อยลง จากภาพจะเห็นว่าแค่ 35% ของตัวอย่างที่ยังคงมีความภักดีต่อแบรนด์ และมีเพียง 8% เท่านั้นที่มีความภักดีต่อแบรนด์อย่างเหนียวแน่น

กระทืบดอกสุดท้ายจากคู่แข่ง

            จาก Brand Image ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่คาดหวัง ประกอบกับการที่ผู้ใช้บริโภค มี Brand Loyalty น้อย  สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการเพิ่มโอกาสทางการตลาด (Opportunity) ให้กับคู่แข่งอย่างโรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟมากขึ้น โดยที่เอสเอฟแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลย จากทวีตข้างต้นจะเห็นได้ว่าเจ้าของบัญชีมีการสนับสนุนให้ไปใช้บริการที่เอสเอฟ บ้างก็มีบอกข้อดีของเอสเอฟ ทั้งที่ในความเป็นจริง หากเรามองผ่านๆ ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นข้อมูลที่ว่านั้นดีจริง หรือเป็นกลยุทธ์ของฝั่งเอสเอฟที่ต้องการจ้างคนเพื่อมาโปรโมทแบรนด์ตนเอง แต่ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าหากแบรนด์เราล้ม แบรนด์อื่นก็สามารถ “กระทืบ” เราได้ตลอดเวลา เหมือนกับที่เมเจอร์กำลังเผชิญอยู่ในช่วงนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นบทเรียนที่สำคัญในการสื่อสารการตลาดในปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารสามารถส่งต่อกันได้ตลอดเวลา ซึ่งในฐานะแบรนด์หากทราบถึงปัญหาควรรีบจัดการวางแผนการสื่อสารการตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะขั้นตอนการเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่แบรนด์จะได้เลือกการสื่อสารที่เหมาะสม และส่งผลดีต่อตัวแบรนด์เอง นอกจากตัวแบรนด์แล้ว ในฐานะของคนทั่วไปที่นิยมใช้สื่อ Social Media ต่างๆ ควรมีความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) และเสพข่าวสารอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการตลาดได้ง่ายๆ หากแบรนด์และผู้คนสามารถจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะไม่มีใครต้อง “ล้ม” เพื่อให้ใครอีกคนมา “กระทืบซ้ำ” อีก

ที่มาข้อมูล

โดย
ชินวัฒน์ เล็งลัคน์กุล
5945030528

The Mystery and Powerful image of La Mer

เบื้องหลังราคามหาศาล และภาพลักษณ์อันทรงคุณค่าของลาแมร์

สำหรับสาวสาวกskincare หลายๆคนคงเคยได้ยินครีมในตำนานราคาสูงแพงหูฉี่ของลาแมร์ อย่าง Crème de Lamer ครีมมอยเจอไรซ์เซอร์ราคาหลักหมื่น แต่ด้วยราคาที่แพงของผลิตภัณฑ์ต่างๆของลาแมร์นั้นบอกได้เลยว่าคุณภาพคับคั่งเลยทีเดียว จากShare of voice และ Word of Mouth ผ่านSocial media มากมาย ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่า ผลิตภัณฑ์ของลาแมร์นั้นเป็นที่สนใจอย่างมาก และมีBrand Perceptionว่าเป็นแบรนด์ที่ทรงคุณค่า แต่อย่างไรก็ตามแค่คุณภาพอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะสร้างแบรนด์อันทรงคุณค่าขึ้นมาได้ อาจทำให้สงสัยได้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของลาแมร์นั่น ได้ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดและเคล็ดลับอะไรที่ทำให้มีภาพลักษณ์ที่แข็งแรงได้ขนาดนี้ วันนี้จึงจะมาเผยเบื้องหลังกลยุทธ์สู่แบรนด์อันทรงคุณค่าของลาแมร์กันค่า 

ความลับของความสำเร็จของลาแมร์นั้น มีกลยุทธ์สองกลยุทธ์หลักๆที่น่าสนใจ ได้แก่ กลยุทธ์การสร้างคุณค่าของแบรนด์เน้นความเชื่อมโยงผ่านBrand History และ กลยุทธ์การสร้างReferenceให้กับกลุ่มเป้าหมาย

ลาแมร์มีกลยุทธ์ยืนพื้น ที่ใช้มากว่า50ปี สร้างคุณค่าแบรนด์ ผ่าน Brand History โดยเน้นย้ำมาตลอด ผ่านองค์ประกอบต่างๆของแบรนด์ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์จนไปถึงการสื่อสารการตลาด อีกทั้งกลยุทธ์นั้น ช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง แบบที่ใครก็ให้แบบลาแมร์ไม่ได้ 

‘The Mystery form the Sea’

ตำนานจากท้องทะเล ลาแมร์มีจุดเด่นที่เป็นเบื้องหลังคุณภาพคับเน้นของผลิตภัณฑ์ทุกตัวของแบรนด์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากอุบัติเหตุจากการระเบิดในห้องปฎิบัติการที่ทำให้ผิวของดร.แมกซ์ ฮูเปอร์ นักฟิสิกส์ด้านกระสวยอวกาศของNASA ถูกทำร้ายและไหม้พุพอง แต่ด้วยมุ่งมั่นของดร.ฮูเปอร์ จากความพยายามอันยาวนานกว่า 12 ปี และการทดลองกว่า 6,000ครั้ง นำไปสู่การค้นพบกรรมวิธีการหมักบ่มที่ล้ำค่า ทั้งการเก็บเกี่ยวได้แค่ปีละครั้ง และขึ้นอยู่กับวงจรของพระจันทร์ ว่าด้วยเรื่องของคุณภาพของสาหร่าย, การใช้คลื่นเสียงในการหมักบ่ม และอื่นๆอีกมากมาย เปลี่ยนสาหร่าย ‘Sea kelp’กลายเป็น Miracle Brothtmส่วนผสมล้ำค่าหัวใจหลักของทุกผลิตภัณฑ์ของลาแมร์ ที่มีคุณสมบัติ ‘Regenerate’หรือ ‘ฟื้นฟู’ผิวของเขาจนหายดี

จะเห็นได้ว่า จุดกำเนิดของแบรนด์นั้นมาจากทะเล ด้วยองค์ประกอบต่างๆในการสื่อสารของลาแมร์นั้น มักมีทะเลเป็นส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อมโยงและเน้นไปยังจุดเริ่มต้น เรียกได้ว่าลาแมร์มีการทำ Message Strategy ได้ดีและเชื่อมโยงกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิด impact กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

โดยยกตัวอย่างแรกที่น่าสนใจคือ ‘La Mer Blue Heart Ocean Fund’ โครงการ ​CSRที่เป็นกองทุนของลาแมร์เอง ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปีค.ศ. 2017

ที่มา: https://www.cremedelamer.com/blue-heart

โดยก่อนหน้านั้นลาแมร์ก็ยังทำCSR กับทะเลมาตั้งแต่ปี2013 ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบสู่ทะเล เพื่อเป็นการตอบแทนสู่ขุมสมบัติของวัตถุดิบอันทรงคุณค่าของแบรนด์

         และอีกสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือการคุมโทนสีต่างๆของแบรนด์ เช่นสีของแพ็คเก็จจิ้งของสินค้า และVisualในการสื่อสารของแบรนด์ทางSocial Media เช่น Instagram ยังคุมในอยู่ในโทนสีเขียวและสีฟ้าน้ำทะเล มีelement เป็นน้ำ ที่มีลายคล้ายคลื่นสื่อไปยังกรรมวิธีในการผลิตอีกด้วย

ที่มา: Instagram @LamerThailand

จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ลาแมร์นั้นสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงไปยังBrand History ที่เป็นจุดเด่นของแบรนด์ ช่วยสร้างคุณค่าทางจิตใจให้กับกลุ่มผู้บริโภค จากการเน้นการสื่อสารเหล่านี้ ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเห็นว่า ลาแมร์นั้นมีความแตกต่างกับแบรนด์อื่นจริง และเป็นสิ่งที่แบรนด์อื่นก็หยิบยื่นให้ไม่ได้ ยิ่งทำให้แบรนด์มีค่ามากขึ้นไป

         นอกจากนั้น ลาแมร์ยังมีกลยุทธ์ที่ดึงกลุ่มเป้าหมายเข้าหาแบรนด์โดยการสร้าง Reference ด้วยการใช้KOLsที่มีภาพลักษณ์ที่กลุ่มเป้าหมายอยากที่จะเป็น พัฒนาจนเป็นภาพลักษณ์ของ ‘La Mer User’ ซึ่งแตกต่างจากการใช้KOLs ของแบรนด์อื่นๆ ที่มักใช้ ดารา นักแสดงที่มีชื่อเสียง เป็นพรีเซนเตอร์ หรือinfluencers รีวิวสินค้าทั่วไป แต่ลาแมร์ใช้ผู้หญิงที่มีหน้ามีตาในสังคม ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จของชีวิต ผ่านแคมเปญ ในลักษณะของการบอกต่อความชื่นชอบในตัวสินค้า และความผูกพันต่อแบรนด์ ซึ่งสร้างความผูกพันทางนั้นอารมณ์กับผู้บริโภคอย่างมาก (Emotional Engagement) 

ที่มา: Instagram @LamerThailand

ยกตัวอย่างจากแคมเปญ Skincare heroของตัวThe Concentrate ได้นำ KOLs กว่า20คน ตั้งแต่ เชฟ ศิลปิน เภสัชกร จนไปถึงแอร์โฮสเตส ด้วยkey message ที่ว่า Whatever I am LA MER powered me ลาแมร์ได้เล่นกับ Lifestyleที่แตกต่างกันออกไป ที่จะช่วยกระจายreference ของ La Mer User ไปในวงกว้าง KOLs เหล่านี้มีอาชีพ บุคลิกและ Lifestyleที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ลาแมร์สามารถเลือก KOLs ที่มีสิ่งที่เหมือนกัน คือความมั่นใจ และความสำเร็จ ช่วยเสริม perceptionและภาพลักษณ์ที่ดีและแข็งแรงต่อแบรนด์ ด้วยสาเหตุนี้ ลาแมร์จึงยังเป็นแบรนด์ที่ทรงคุณค่าอยู่เสมอ

เมื่อเทียบกับหลักการพัฒนากลยุทธ์ (Strategy development) การสร้างกลยุทธ์ของแบรนด์มาจากการเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis) ซึ่งเมื่อเทียบจาก SWOT Analysis ลาแมร์ได้ดึงเอาจุดเด่น(Strength) ในเรื่องของความล้ำค่าทาง Brand Historyและต้นตอของวัตถุดิบ มาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ เพื่อสร้างความล้ำค่าให้กับแบรนด์ อีกทั้งนำเอาโอกาส (Opportunity)ในเรื่องของพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ซึ่งการซื้อสินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า เป็นพฤติกรรมแบบEmotional Buyingลาแมร์จึงได้พัฒนากลยุทธ์ที่ใช้ความImpact ในด้านอารมณ์ โดยการสร้างReference สร้างภาพ La Mer User เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย สื่อสารภาพลักษณ์และบุคลิกของแบรนด์ โดยด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ ทำให้ลาแมร์เป็นแบรนด์ที่ทรงคุณค่าในสายตาของผู้บริโภคมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งด้วยภาพลักษณ์ที่ทรงคุณค่าจึงทำให้ผู้บริโภคมากมายยอมที่จะเสียเงินราคาหลักหมื่นเพื่อแลกมากับคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งเป็นที่น่าติดตามว่าเมื่อเวลาผ่านไปลาแมร์จะยังสามารถเป็นแบรนด์ที่ทรงคุณค่าเยี่ยงนี้ได้อยู่หรือไม่ และจะนำกลยุทธ์ใดเพื่อทำให้แบรนด์ยังคงมีคุณค่าอย่างนี้ต่อไป 

by Nadthatida Kurachi 5945043728

Beauty Tech เทรนด์ล่ามาแรงในวงการบิวตี้

นับได้ว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีผลต่อทุกวงการธุรกิจเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่วงการความงามที่ล่าสุดก็มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ และมอบผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้แก่ผู้บริโภค

ยกตัวอย่างเช่น La Roche Posay ที่เปิดตัวแอพพลิเคชั่น Effaclar Spotscan ซึ่งใช้AI และ Big Data มาช่วยวิเคราะห์ผิวที่มีแนวโน้มจะเป็นสิว และแนะนำสินค้า และบริการที่ช่วยรักษาสิวให้ตรงจุดกับสภาพผิวของผู้บริโภคแต่ละคน

Spotscan-Main-Banner-mobile

My Skin Track UV คลิปหนีบที่ใช้ร่วมกับแอพพลิเคชั่น My Skin Track ที่สามารถบอกได้ว่าผิวของเราโดนรังสียูวีมามากเท่าไหร่แล้ว รวมไปถึงความชื้น มลพิษ และละอองเกสรอีกด้วย หากผิวของเราอยู่ในสภาวะที่โดนรังสียูวีมากเกินไป ตัวแอพพลิเคชั่นจะแจ้งเตือนขึ้นมา และยังสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ควรใช้ได้ด้วย นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังออกเซนเซอร์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า My Skin Track pH ที่ใช้หลักการคล้ายกัน คือตัวเซนเซอร์จะทำการวัดค่า pH จากผิวของเราผ่านเหงื่อ โดยเทคโนโลยี Microfluidic ใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาที ก็บอกค่า pH และอัตราการเหงื่อออกของเราได้แล้ว พร้อมทั้งแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ควรใช้อีกด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วการวัดค่า pH ของผิวนั้นจำเป็นต้องใช้เหงื่อจำนวนมาก และมีวิธีการที่ยุ่งยากมากต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น

ทาง Lancome เองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เปิดตัว Shade Finder ที่ใช้ AI มาให้คำแนะนำในการเลือกรองพื้นที่เหมาะกับสีผิว และสภาพผิวของผู้บริโภค ผ่านการสแกนผิวบริเวณแก้ม หน้าผาก และสันกราม 

shade-finder.jpg

Beauty Wand ของ Opte (Procter and Gamble) เครื่องที่ใช้ blue LED light ในการสแกนผิวหน้าของเรา ตรวจจับปัญหาผิวต่างๆ รวมถึงที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ และแนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบครบเซ็ททุกขั้นตอนให้

Future You Simulation ของ Olay ที่ใช้ AI ในการคำนวณภาพผิวหน้าของเราในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยมีให้เลือกได้ว่าถ้าเราดูแลผิวอย่างดี ใช้กันแดดที่มี spf สม่ำเสมอ ผิวก็ออกจะออกมาเป็นสภาพหนึ่ง หรือถ้าไม่ทำ ผิวก็จะออกมาเป็นอีกสภาพหนึ่ง

8377308-0-image-m-125_1547159334956-2.jpg

MaskiD ของ Nuetrogena ที่ใช้แอพพลิเคชั่นวิเคราะห์สภาพผิวจากรูปถ่ายเซลฟี่ของเรา และใช้เครื่องปริ้นท์สามมิติปริ้นท์ส่วนผสมที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวนั้นๆลงไปในแผ่นมาส์กไฮโดรเจลที่จะไปสัมผัสกับจุดที่มีปัญหาผิวดังกล่าวบนใบหน้าของเราโดยตรง

90.jpeg

เทคโนโลยีความงามที่ได้กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบันยังมีนวัตกรรมอีกมากมายที่หลายแบรนด์นำเข้ามาใช้ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเหล่านี้นำเข้ามาใช้เพื่อให้ตอบโจทย์ Consumer Insight ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่น และอุปกรณ์ตรวจสภาพผิวของ La Roche Posay, Beauty Wand ของ Opte และ Future You Simulation ของ Olay ก็มาจากข้อมูลที่ว่าปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากมาย ไว้แก้ไขปัญหาหลายจุด จนทำให้ผู้บริโภคเลือกไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าผิวของตนจริงๆมีสภาพแบบไหน ควรใช้แบบไหน ดังนั้นการมีเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามา ก็ช่วยให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ และ Customize ผลิตภัณฑ์ต่างๆให้เหมาะสมกับผู้บริโภคแต่ละบุคคล ตอบโจทย์ปัญหา และลักษณะผิวพรรณที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน โดยในเรื่องของการ Customization นั้นก็เป็นข้อมูลให้ MaskiD ของ Neutrogena ด้วยเช่นกัน ว่าผิวทุกคนบนโลกนั้นไม่เหมือนกัน เหตุใดเราถึงใช้มาส์กแผ่นเดียวกัน จึงอกมาเป็นแอพพลิเคชั่นดังกล่าวที่สร้างแผ่นมาส์กที่แก้ไขปัญหาได้ ‘ตรงจุด’ จริงๆ

อย่าง Shade Finder ของ Lancome เองก็เป็นการตอบโจทย์ Consumer Insight ที่ว่าการเลือกรองพื้นเป็นสิ่งที่ยากขึ้นทุกวันๆสำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเภทรองพื้น ระดับการปกปิด ระดับการควบคุมความมัน และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของโทนสีที่บางแบรนด์แบ่งออกเป็น 2 หรือ 3 อันเดอร์โทน พร้อมเฉดสีอีกเป็นสิบ และหลายครั้ง Beauty Assistant หรือ BA ที่อยู่ตามจุดขายก็ไม่ได้ให้การช่วยเหลือที่น่าพึงพอใจนัก การมีเทคโนโลยีที่เข้ามาตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ให้ผู้บริโภคจึงตอบโจทย์ สร้างความพึงพอใจและประสบการ์ที่แปลกใหม่ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก

ที่มา

https://www.wareable.com/wearable-tech/loreal-my-skin-track-ph-release-date-features-price-6881

https://www.shape.com/lifestyle/beauty-style/coolest-new-beauty-skin-care-tech-ceshttps://

http://www.marketingoops.com/tech-2/beauty-tech-smart-cosmetics/

ณภัทร กองรัตนานันท์ 5945038628

Sangsom กับการสร้าง Brand Experience ด้วยไอเดียสุดปิ๊งแบบฉบับสายตี้

“แสงโสม” เป็นแบรนด์สุราที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เมื่อพุดถึงแบรนด์นี้ สายปาร์ตี้ก็น่าจะรู้จักกันดี ถึงแม้เพื่อน ๆ จะไม่ได้เป็นสายปาร์ตี้ขนาดนั้นแต่ก็คงเคยเห็นแบรนด์นี้ตามอีเวนท์คูล ๆ หลายงานแน่ ๆ ขอบอกก่อนเลยว่าแบรนด์นี้เป็นตัวจี๊ดในเรื่องการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าเลย และในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ มาย้อนเส้นทางการสร้าง Brand Experience ใน 2 ปีที่ผ่านมาของ แสงโสม กัน!

เมื่อปี พ.ศ. 2560 แสงโสมได้เปิดตัวแคมเปญสุดปังภายในชื่อ Redefine Full Moon ที่เป็นการจับกลุ่มเป้าหมายสายปาร์ตี้ที่ชื่นชอบศิลปะด้วยการตีความคำว่า Full Moon Party ออกมาบนแพ็คเกจจิ้งดีไซน์สุดเท่ ที่มีศิลปินคนไทยระดับโลกถึง 4 ท่านมาร่วมด้วย ไม่พอยังจัดงานอีเว้นที่เป็นเหมือนการเนรมิตรปาร์ตี้ให้เสมือนอยู่บนดวงจันทร์ นับว่าเป็นการตีความ Full Moon Party ได้สุดเหวี่ยงจริงๆ 

และในแคมเปญถัดมาในปี  พ.ศ. 2561 แสงโสมก็ยังคงคอนเซ็ปต์การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบงานดนตรีที่แปลกใหม่อีกหลาย ๆ งาน เช่น SangSom MOONOMENA งานดนตรีภายใต้คอนเซปต์ของการเป็น ‘ปาร์ตี้กึ่งมิวเซียม’ ที่นอกจากจะทำให้ผู้คนได้สนุกกับงานดนตรีแล้ว ยังได้เพลิดเพลินในการชมผลงานศิลปะ และดีไซน์ต่าง ๆ ในปาร์ตี้นี้ก็ได้รับแรงบัลดาลในจมาจากดวงจันทร์อีกเช่นเคย

และในปีนี้ แสงโสม กลับมาด้วยแคมเปญสุดกวนที่ไม่ว่าใครเห็นผ่านในไทม์ไลน์ก็ต้องหยุดอ่านกันทั้งนั้น กับคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าที่ได้ illustrator ที่เคยออกแบบลวดลายให้กับ Gucci มาร่วมออกแบบด้วย และคอลเล็กชั่นนี้ก็มาพร้อมคอนเซ็ปต์สุดคูลที่หยิบเอาเรื่องกฎหมายการขายสุราของบ้านเรามาเล่นกับเวลาการขายเสื้อผ้า

ออกมาเป็น SangSom ‘AM/PM’ Collection อย่างที่เราทราบดีว่าในไทยมีกฏหมายจำกัดการขายเหล้าเป็นช่วงเวลา “เมื่อกลางวันห้ามขายเหล้า งั้นแสงโสมขายเสื้อมันซะเลย” แต่อยู่ ๆ มาขายเสื้อธรรมดาไม่ได้ แสงโสม เลยมากับการใช้กลยุทธ์การตั้งราคาที่แปลกจนคนต้องสงสัย กลางวันขายแค่หลักร้อย กลางคืนขายมันหลักแสน หลักล้านไปเล้ย! 

ไอเดียวสุดกวนนี้ผุดขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้คนออกไปดื่ม และสนุกกับแสงโสมกันมากกว่ามาซื้อเสื้อนก็เลยตั้งราคาไว้สูง ๆ ในตอนกลางคืนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ขายเหล้าได้นั่นเอง โอ้โห! ฉลาดอะไรเบอร์นั้น แต่ถึงราคาจะสูงขนาดนั้นก็ยังมีคนพรีออร์เดอร์นะจ๊ะ ว่าไม่ได้

หลังแคมเปญไอเท่มแฟชั่นนี้เปิดตัวและปล่อยพรีออร์เดอร์ไปไม่นาน ทาง Facebook Sangsom Experience ก็ได้มี content ที่ทำให้เราต้องตกใจกันอีกแล้วกับการแจกแฟชั่นทั้ง 6 อย่างในคอลเล็กชั่น กับ 100 คนแรกที่มาร่วมสนุกกับกิจกรรมที่ทางแสงโสมจัดขึ้นใน Facebook แต่กว่าจะได้มานั้นไม่ง่ายเลย เพราะวันเวลาที่จะทำการแจกนั้นไม่แน่นอน ผู้ที่สนใจต้องติดตามจากเพจกันเองอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าตั้งนาฬิกาปลุก ตั้ง See First เข้าไปอัพเดตในหน้าเพจแทบทุกวัน  

จะว่าไป แสงโสม เองก็นับว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ ในการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานดนตรีที่แหวกแนว การทำแฟชั่นไอเท่มพร้อมคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ ไม่พอยังมีการสื่อสารที่จี๊ดโดนใจกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย ทำอะไรก็ปังและเป็นที่พูดถึงไปหมด เรียกได้ว่า แสงโสม นี่เป็นเจ้าแม่ของการสร้าง Brand Experience เลยจริง ๆ 

แล้วการที่ แสงโสม เน้นย้ำหนัก ๆ เรื่องประสบการณ์เนี่ย ไอ้ Brand Experience นี่มันมีความสำคัญอะไรกับแสงโสมบ้างนะ?

ในยุคที่ทุกคนก็ทำสินค้าที่เหมือน ๆ กัน การตลาดก็คล้าย ๆ กัน และมีใช้ RTB ที่เหมือน ๆ กันไปหมด การทำให้ผู้บริโภคนั้นกลายมาเป็นลูกค้าแบรนด์และให้ลูกค้านั้นอยู่กับแบรนด์ไปนาน ๆ แบรนด์ต้องสร้าง Customer Loyalty ขึ้นมา เพราะการรักษาลูกค้านั้นประหยัดต้นทุนมากกว่าหาลูกค้าใหม่อยู่แล้ว

การสร้าง Customer Loyalty นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญในยุคนี้อย่างมาก ซึ่งการสร้าง Customer Loyalty นั้นทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่สามารถสร้างความประทับใจและลูกค้านั้นเกิดความจงรักภักดีได้นาน ๆ นั้นคือการสร้าง Customer experience นั่นเอง

แบรนด์ที่จะสามารถสร้าง Customer experience ขึ้นมาได้ดีและส่งผลถึงการทำ Customer Loyalty นั้นจะต้องประกอบด้วยหลักการ 5 ส่วนคือ Feel, Act, Relate, Think และ Sense

  • Feel คือ ความสามาถชรถในการสร้างอารมณ์ที่จะมีผลต่อผู้บริโภค การสร้างอารมณ์สามารถสร้างความทรงจำและความผู้พัน ทำให้เกิดความเชื่อมโยงกับความทรงจำหรือความประทับใจต่อแบรนด์ และเมื่อเห็นแบรนด์ก็รู้สึกอยากใช้หรือมีความรู้สึกดีต่อแบรนด์นั้น
  • Act :คือ การกระทำของแบรนด์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคหรือช่วยแก้ปัญหาของผู้บริโภค ยิ่งถ้าแบรนด์ช่วยอำนวยความสะดวกหรือแก้ปัญหาได้ดีแค่ไหน ผู้บริโภคก็ยิ่งอยากใช่แบรนด์นั้นมากขึ้น การเข้าใจว่าผู้บริโภคมี Pain Point อะไร แล้วแบรนด์เข้าไปช่วยแก้ปัญหานั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก
  • Relate คือ การสร้างความผูกพันกับลูกค้า ทำให้ลูกค้านั้นรู้สึกว่ามีแบรนด์นี้เป็นเพื่อนตลอดเวลา การสร้างความผูกผันนั้นจะทำลูกค้าหรือผู้บริโภคนั้นกลับมาหาหรือใช้แบรนด์เราเสมอ เพราะไม่มีใครรู้ใจเท่า
  • Think คือ การสร้างกระบวนการให้ผู้บริโภคหรือลูกค้านั้นเข้าใจหรือสามารถรับรู้ถึงวัตถุประสงค์ของแบรนด์มาได้ ซึ่งเป็นความสามารถในการทำการสื่อสารของแบรนด์ให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าแบรนด์สร้างมาเพื่ออะไร มีประโยชน์อะไรต่อผู้บริโภคและเข้าใจในตัวตนของแบรนด์อีกด้วย
  • Sense คือ ประสบการณ์ของผู้บริโภคที่แบรนด์ให้ผ่านสัมผัสทั้ง 5 แบรนด์ต้องทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่แบรนด์ให้ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ดีที่สุด และทำให้ผู้บริโภคนั้นรู้สึกเติมเต็มและเต็มอิ่มกับประสบการณ์ของแบรนด์นี้

สาเหตุหลักที่แสงโสมต้องหันมาให้ความสำคัญกับการใช้กลยุทธ์การสร้าง Brand Experience ก็อาจจะมีเหตุผลคล้าย ๆ กับแบรนด์เครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์อื่น ๆ ที่อาจจะไม่สามารถอธิบายสรรพคุณของแบรนด์ได้โดยตรง การสร้าง Brand Experience จึงอาจจะเป็นหนทางที่จะพาแบรนด์ไปอยู่ใน Touch point ของผู้บริโภคมากขึ้นผ่านทางหลักการทั้ง 5 ที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น

นอกเหนือไปจากการสร้าง Brand Experience เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์แล้ว การสร้าง Brand Experience ของแสงโสมนั้นก็เป็นกลยุทธ์ที่ตอบ Insight กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นคนในเจน Millennial ได้อย่างดี Insight ที่ว่านั้นก็คือ คนเจน Millennial เป็นเจนที่ใช้ชีวิตแบบสุขนิยม ชอบอะไรก็ตามที่จะให้ประสบการณ์ ยอมจ่ายเพื่อได้ประสบการณ์นั้น ๆ และชอบแชร์ช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิตลงโซเชียลมีเดีย

การที่แสงโสมทำ Brand Experience ในรูปแบบงานอีเวนต์และกิจกรรมต่าง ๆ นั้นเป็นการเพิ่ม touch point ให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยั้งให้ประสบการณ์ในด้านประสาทสัมผัส ยกตัวอย่างเช่น SangSom MOONOMENA ปาร์ตี้กึ่งมิวเซียมที่นอกจากเป็นปาร์ตี้ให้ทุกคนไปสนุกกับแสงสีเสียงอย่างเมามัน ก็ยังเนรมิตรพื้นที่งานให้เข้ากับธีมงานอีกด้วย และผลพลอยได้ที่อาจจะเป็นการวางแผนมาแล้วนั่นก็คือเกิดการแชร์ต่อลงในโซเชียลนั่นเอง เช่นเดียวกับเคมเปญล่าสุดกับ SangSom ‘AM/PM’ Collection 

จากการศึกษาแคมเปญและกิจกรรมต่าง ๆ ของแสงโสม จะเห็นได้ว่าแสงโสมนั้นเป็นอีกหนึ่งแบรนด์สุราที่ทำการสื่อสารออกมาได้ดี ไม่ว่าจะผ่านทางการสร้างประสบการณ์ด้วยกิจกรรมหรือผ่านทางการสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลของทางแบรนด์เอง ไม่แปลกใจเลยที่แสงโสมจะเป็นแบรนด์ที่ครองใจกลุ่มเป้าหมายทั้งสายดนตรี สายปาร์ตี้ และไปจนถึงเหล่าบรรดากลุ่มคนที่ชอบเสพงานอาร์ตทั้งหลายมาอย่างยาวนาน

ที่มา

SangSom MOONOMENA ปาร์ตี้ที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของความสนุกและการเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันวงการศิลปะไทยยุคใหม่

ชัญญา ภู่กิ่ง
5945027728

“All MEMBER” กับสิทธิประโยชน์เพื่อเธอ …หรือเพื่อใคร?

พ-01

⠀⠀

“สะสม All Member  มั้ยคะ ?”

“มี All Member รึยังคะ ?”

“เป็นสมาชิก All Member อยู่มั้ยครับ ?”

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หากใครได้เข้าร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven (ซึ่งน่าจะทุกคน) ก็จะได้ยินเสียงพนักงานแคชเชียร์ถามคำถามเดิมๆทุกครั้งก่อนจ่ายเงิน บ้างก็ได้ยินจนเบื่อ บ้างก็เคลิ้มตามเพราะได้ยินบ่อย และเพื่อตัดความรำคาญจึงสมัครให้มันจบ ๆ เรื่อง ทั้ง ๆ ที่ไม่ทราบเลยว่า All Member คืออะไร แล้วเมื่อสมัครไปแล้วจบแค่นี้จริงหรือ?

All Member คือ บัตรที่เอาไว้ใช้ในการสะสมเเต้มเพื่อรับสิทธิประโยชน์ เมื่อใช้จ่ายที่ร้าน 7-Eleven โดยสามารถชำระเงินผ่านแอพลิเคชั่น True money wallet หรือ 7-11 ได้เลย รวมถึงสามารถชำระด้วยเงินสดเเล้วเเจ้งหมายเลขโทรศัพท์ที่ทำการผูกข้อมูลไว้กับทาง All Member เพื่อสะสมเเต้มก็ได้เช่นกัน ซึ่งความจริงแล้วก่อนหน้านี้ทาง 7-Eleven ได้มีการใช้บัตร Smart Purse แทนเงินสดและสะสมแต้มอยู่มาก่อนนานแล้ว แต่จะถูกยกเลิกภายในอีก 5 ปีนี้เพื่อบังคับให้สมาชิกย้ายมาเป็น All Member แทน โดยที่สามารถโอนย้ายแต้มที่มีอยู่เดิมแล้วมาเป็นแต้มของ All Member ได้เลย แต่แต้มนั้นจะมีค่าเพียงครึ่งเดียวของจำนวนแต้มเดิม

Untitled design

ไม่รู้ว่าการที่ได้ยินคำว่า ‘All Member’ จนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมอง

ที่สั่งการให้เกิดการสมัครโดยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรนั้น

เป็นกลยุทธ์ที่ CP ตั้งใจเทรนพนักงานมาหรือไม่ แต่บอกได้เลยว่าได้ผลทีเดียว

เมื่อดูเผิน ๆ จะเห็นได้ว่า All Member เป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ 7-Eleven ให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถสะสมแต้ม แลกของแทนเงินสด หรือสิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการขายซึ่งผู้บริโภคมีแต่ได้กับได้ คิดว่าก็ดูไม่ได้มีอะไรเสียหาย ให้ข้อมูลไปก็คงเก็บไว้เฉย ๆ เพราะเราเป็นสมาชิกนี่นา…. แต่ใครจะไปนึกถึงว่าความจริงแล้วผู้ที่ได้เปรียบจริง ๆ คือบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของกิจการมวลรวมเกือบทุกอุตสาหกรรมในประเทศอย่าง “CP” ต่างหาก 

CP

ลองนึกย้อนไปถึงตอนที่สมัครดูว่า คุณได้ให้ข้อมูลส่วนตัวอะไรไปบ้าง…? คร่าว ๆ ก็

  • ชื่อ 

  • เบอร์โทรศัพท์

  • เลขบัตรประชาชน

  • เลขหลังบัตรประชาชน

ซึ่งแค่สามสี่อย่างข้างต้นนั้นก็สามารถเข้าถึงตัวตนเราได้ส่วนนึงแล้ว ยังไม่รวมข้อตกลงยาว ๆ ก่อนสมัคร ที่ไม่มีใครอ่านและมักจะเผลอตอบตกลงไปโดยปริยาย ซึ่งข้อตกลงเหล่านั้นมีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลที่จะเป็นผลประโยชน์ต่อ CP นั่นเอง โดยที่เราก็ไม่สามารถทราบได้เลยว่าข้อมูลของเราจะถูกขายไปให้ที่อื่นหรือส่งต่อไปให้องค์กรใดใน CP เองหรือไม่

นอกจากนั้นแล้ว All Member ยังมีความน่ากลัวอีกอย่างหนึ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ ทุกครั้งที่เราซื้อของ ระบบก็จะบันทึกไว้ว่าเราซื้ออะไรไปบ้าง จำนวนเท่าไหร่ เวลาใด และที่สาขาไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์เป็นพฤติกรรมการบริโภค และความสนใจ ทั้งแบบรายบุคคลโดยจำแนกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดมาก รวมถึงแบบโดยรวม ไม่ว่าจะเทรนด์ต่าง ๆ เช่น แบรนด์เครื่องดื่มแบบขวดที่คนวัย First Jobber นิยมบริโภคในรอบ 3 เดือน ซึ่งในส่วนนี้เองจะที่เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำการโฆษณาและการผลิตสินค้าต่อทั้งตัวแบรนด์และ CP ด้วยในการเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อทำการตลาด 

อย่างไรก็ตาม มีสมาชิกจำนวนมากต้องการยกเลิก All Member เนื่องจากพบว่าถูกรบกวนจากการนำข้อมูลไปให้บริษัทอื่นเพื่อใช้ในการโฆษณา เช่น มี Call Center จากที่อื่นโทรมาหลังจากสมัคร All Member ไป ซึ่งคนเหล่านั้นได้ให้ข้อมูลไว้ว่าไม่สามารถยกเลิกสมาชิก All Member ได้แม้จะถามไปทาง CP แล้ว ส่วนทาง CP แค่ตอบกลับมาว่าจะช่วยดำเนินการให้ โดยที่ ณ ตอนนี้ก็ไม่สามารถทราบได้ว่าข้อมูลสมาชิกถูกลบออกไปจากระบบจริง ๆ แล้วหรือยัง

Screen Shot 2562-09-29 at 22.16.42.png

สรุปได้ว่า All Member ถือเป็น Big Data” ชั้นดีที่รวบรวมทั้งข้อมูลส่วนตัวของบุคคล ความสนใจ สิ่งที่บริโภคทั้งในอดีตและปัจจุบัน และสถานที่ที่ไป ซึ่งถ้ายิ่งรวมรวมได้เยอะเท่าไหร่ กำข้อมูลผู้บริโภคไว้ในมือจำนวนมากแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้เข้าใจกลุ่มเป้าหมายได้ดี และเป็นผลดีต่อ CP มากเท่านั้น จากเป็นบริษัทมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อยู่แล้วก็จะยิ่งเติบโต และครอบคลุมการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคตาดำ ๆ มากขึ้นไปอีกไปโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว ลองย้อนถามตัวเองอีกสักนิดว่า คุ้มแล้วหรือ ที่จะเอาตนเองไปแลกกับสิทธิพิเศษหรือของพรีเมียมอันน้อยนิดที่เค้ามองว่าเป็นเพียงเครื่องแลกเปลี่ยนกับข้อมูลที่มีค่ามหาศาลต่อองค์กร


อ้างอิง

https://pantip.com/topic/38606319

https://www.longtunman.com/1487

https://pantip.com/topic/38604041

 


 

อภิชญา เลขะกุล 5945140928

Lazy Consumer กับมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

Lazy Consumer ผู้บริโภคยุคใหม่ที่แสนขี้เกียจ

ตัวเราเองก็คงมี ‘ความขี้เกียจ’ ในการทำอะไรสักอย่างที่ต่างจากเพื่อน พ่อแม่ และคนอื่น ๆ เราอาจจะขี้เกียจไปออกกำลังกาย เพื่อนอาจจะขี้เกียจเดินออกไปซื้ออาหาร ความขี้เกียจเหล่านี้จึงเป็นช่องทางชั้นดีในสำหรับธุรกิจใหม่ ๆ ในปัจจุบัน  เมื่อธุรกิจที่เกิดใหม่บนโลกออนไลน์นั้นสามารถอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคอย่างเราได้เป็นอย่างดี เราก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการขี้เกียจต่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็จะมีธุรกิจบนโลกดิจิตัลที่เกิดใหม่อยู่เรื่อย ๆ เป็นวงจรไปไม่รู้จบ

ผลการสำรวจของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ที่ศึกษาเรื่อง “10 อันดับกิจกรรมที่คนไทยขี้เกียจมากที่สุด” ในกลุ่มตัวอย่าง 1,200 คน ใน 4 กลุ่มอายุ โดยแบ่งเป็น Gen Z, Gen Y, Gen X และ Baby Boomers พบว่า กิจกรรมที่คนไทยขี้เกียจทำ ได้แก่

lazy-consumer.jpg

  1. ออกกำลังกาย (84%)
  2. รอคิวซื้อของ (81%)
  3. ทำความสะอาดบ้าน (77%)
  4. อ่านหนังสือ (70%)
  5. ทำอาหาร (69%)
  6. พูดคุยหรือเจอคนเยอะๆ (68%)
  7. ดูแลผิวพรรณตัวเอง (68%)
  8. เรียน/ทำงาน (65%)
  9. ออกไปช้อปปิ้ง (64%)
  10. เดินทางไปไหนมาไหน 60%

เห็นได้ชัดเลยว่า พฤติกรรมขี้เกียจของผู้บริโภคอย่างเราช่วยเปิดช่องทางให้ธุรกิจใหม่ได้ดีขนาดไหน โดยเฉพาะนิสัยขี้เกียจออกไปรอคิวเพื่อซื้อของหรือขี้เกียจทำอาหาร ทำให้ธุรกิจ Food delivery ในบ้านเราแข่งขันกันอย่างดุเดือด มีทั้งแบรนด์เจ้าตลาดอย่าง foodpanda, GrabFood, Line Man และแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่ปีอย่าง GET ต้องแข่งกันนำเสนอโปรโมชั่นเด็ดๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แบรนด์สามารถครองใจผู้บริโภคได้

foodelivery

ส่วนใครที่ขี้เกียจทำงานบ้านเพราะเหนื่อยจากที่ทำงานมาอยู่แล้ว หรืออาจจะไม่มีเวลา ก็สามารถใช้ แอพพลิเคชั่นบริการทำงานบ้าน อย่าง Seekster, Fixzy หรือ Ms. Claire ก็ได้ แต่จากการสำรวจพบว่าคนไทยโดยส่วนมากยังไม่ใช้แอพพลิเคชั่นบริการทำความสะอาดบ้านเหล่านี้มากเท่าไหร่นัก อาจเนื่องมาจากเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยและขโมยก็เป็นได้

ในอนาคตผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ อาจหยิบจับเอา pain point เรื่องความขี้เกียจของผู้บริโภคเข้ามาเป็นจุดตั้งต้นเพื่อบุกเบิกธุรกิจที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการ (และความขี้เกียจ) ของผู้บริโภคมากขึ้น โดย 5 ธุรกิจที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคขี้เกียจโดยเฉพาะ ได้แก่

  1. ธุรกิจที่ทำแทนได้ เช่น ทำบริการความสะอาดบ้าน  บริการสั่งอาหาร  บริการซื้อของแทน
  2. ธุรกิจที่ไม่ต้องขยับ ไม่ต้องจับ ไม่ต้องถือ เช่น สินค้าประเภท Automation และ Hand Free อย่างรถยนต์ไร้ขนขับ
  3. ธุรกิจที่พร้อมใช้งานทันที เช่น สินค้าประเภทพร้อมกิน พร้อมดื่ม
  4. ธุรกิจร่วมมือ ร่วมใจ เช่น community ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในรูปแบบออนไลน์
  5. ธุรกิจที่เน้นการฟัง เช่น Podcast content หรือ VDO content

ไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจที่จะจับผู้บริโภคขี้เกียจอย่างเรา ควรต้องยึดหลัก SLOTH เพื่อที่จะเข้าไปครองใจผู้บริโภคได้ กล่าวคือ

  • Speed – สินค้าและบริการต้องรวดเร็ว ไม่ทำให้ผู้บริโภคเสียเวลา 
  • Lean – ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน
  • enjOy – ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุก และอยากซื้ออยากใช้งาน
  • convenienT – ต้องสะดวก และช่วยให้ชีวิตของผู้บริโภคง่ายขึ้น
  • Happy – ลูกค้ามีความสุขเพราะความต้องการได้รับการเติมเต็มอย่างง่ายที่สุด

Sloth2

ที่มา

ทำความรู้จัก “Lazy Economy” เมื่อความขี้เกียจของมนุษย์ สร้างเศรษฐกิจใหม่ – โอกาสธุรกิจมหาศาล

https://positioningmag.com/1245819

ท้าชิงเจ้าตลาด “Food Delivery”

สงครามแอป “ส่งอาหาร” ทำธุรกิจ Food Delivery พุ่ง 35,000 ล้าน


เขียนโดย บัณฑิตา รตโนภาส 5945078728

 

Presenter K-pop กับการสื่อสารการตลาดของแบรนด์

ในหลายๆปีที่ผ่านมาศิลปินเกาหลี เข้ามามีอิทธิพลค่อนข้างมากในประเทศไทย ทั้งในทางด้านกลุ่มแฟนคลับที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดคอนเสิร์ตของกลุ่มศิลปินเกาหลีในประเทศไทย และอย่างอย่างนึงที่เติบโตในวงการการสื่อสารการตลาดของไทยคือ การนำศิลปินเกาหลีมาเป็น Presenter ในการสื่อสารแบรนด์และเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีความชื่นชอบศิลปินเกาหลี เพราะแบรนด์มองว่ากลุ่มเป้าหมายนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงจึงทำให้มีการนำมาใช้ในหลาย ๆ แบรนด์

แบรนด์ไทยกับพรีเซนเตอร์เกาหลี

Screen Shot 2562-09-28 at 20.22.33

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบจะ13 ปีที่แล้ว (2550) นมเปรี้ยวดัชมิลล์ ได้ดึงตัวศิลปินเกาหลีสุดฮ็อตในยุคนั้นอย่างRAIN  (นักแสดงจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง Full Houseหนึ่งในซีรีส์เกาหลีในตำนานของคนไทย) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับนมเปรี้ยวดัชมิลล์ โดยในโฆษณา เขาได้แสดงร่วมกับดาราไทยอย่าง พลอย-ชิดจันทร์ เรียกได้ว่าเป็นยุคบุกเบิกการใช้พรีเซนเตอร์เกาหลีของวงการการสื่อสารการตลาดไทยเลยทีเดียว

สาหร่ายพลังเกาหลี

kyuhyun-mashita-19taokaenoi-GOT7

 

 

 

 

 

เมื่อย้อนกลับไป 5-6 ปีที่แล้วหากผู้บริโภคนึกอยากจะกินสาหร่าย “เถ้าแก่น้อย” แทบจะเป็นแบรนด์เดียวที่ผู้บริโภคนึกถึง แต่มีสาหร่ายหนึ่งยี่ห้อที่สามารถเข้ามาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของเถ้าแก่น้อย ได้อย่างรวดเร็ว นั้นก็คือ “มาชิตะ” สาหร่ายแบรนด์เกาหลี ที่ทำการสื่อสารการตลาดด้วยกลยุทธ์แบรนด์แอมบาสเดอร์ผ่านกระแส K-Pop เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นสาหร่ายเกาหลีแท้ๆ มาชิตะเป็นแบรนด์แรกที่ใช้กลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์เกาหลีโดยสามารถสะท้อนภาพ สาหร่ายคุณภาพจากเกาหลีที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างชัดเจน ในการทําตลาดสาหร่ายของมาชิตะนั้นประเดิมด้วยนักร้องซูเปอร์จูเนียร์ คยูฮยอน โดยให้พรีเซ็นเตอร์เป็นตัวนํา Brand Value ในแง่ของความเป็นเกาหลีไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้ง่าย ซึ่งการทำการสื่อสารการตลาดของมาชิตะก็ประสบผลสำเร็จและได้ผลตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีจนแบรนด์สาหร่ายเจ้าตลาดอย่างเถ้าแก่น้อยก็นำกลยุทธ์นี้มาใช้เช่นเดียวกัน และขยายผลสู่สินค้าต่าง ๆ หลายแบรนด์

ความสำเร็จของการสื่อสารการตลาดโดยพรีเซนเตอร์เกาหลี

ผศ.เสริมยศ ธรรมรักษ์ ภาควิชาการสื่อสารแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้เผยถึงข้อดีของการสื่อสารการตลาดโดยใช้พรีเซนเตอร์ไว้คือ

  1. ช่วยสร้างความสนใจให้กับแบรนด์ หากกลุ่มเป้าหมายมีความชื่นชอบพรีเซนเตอร์นั้น
  2. ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพของแบรนด์ ผ่านบุคลิกภาพ ไลฟ์สไตล์ของพรีเซนเตอร์
  3. สามารถขยายผลกลยุทธ์ ไปสู่การจัดกิจกรรมต่างๆของแบรนด์โดยมีพรีเซนเตอร์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเชื่อมโยงไปสู่การจัดทำชุดสะสมพิเศษ
  4. การใช้ฐานแฟนคลับของพรีเซนเตอร์ มาช่วยสนับสนุนแบรนด์
  5. โอกาสในการสื่อสารแบรนด์ ผ่านช่องทางการสื่อสารในแพลตฟอร์มออนไลน์ของพรีเซนเตอร์

BLACKPINK-พูดคุยบนเวที

กลยุทธ์พรีเซนเตอร์เกาหลีจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับกลวิธีที่แบรนด์จะนำพรีเซนเตอร์ไปปรับใช้ว่าจะมีการสื่อสารแบรนด์อย่างไร จะใช้พรีเซนเตอร์เพียงแค่ในตัวโฆษณาสินค้า หรือนำเป็นภาพบนบรรจุภัณฑ์ หรือจะใช้พรีเซนเตอร์เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้าง engagement กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มระดับความพิเศษโดยการจัดกิจกรรมให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดกับพรีเซนเตอร์ ซึ่งแบรนด์สินค้าที่ใช้กลุยทธ์พรีเซนเตอร์เกาหลีหลายแบรนด์ก็พยายามที่จะนำตัวพรีเซนเตอร์เข้ามามีส่วนร่วมในกับทุกกิจกรรมของแบรนด์เท่าที่จะสามารถทำได้

แต่อีกหนึ่งสิ่งที่นักการตลาดไม่ควรมองข้ามในการที่ใช้กลยุทธ์พรีเซนเตอร์เกาหลีก็คือ การศึกษาว่าตัวพรีเซนเตอร์จะสามารถมีอิทธิพลต่อการซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหรือไม่ เพราะไม่ใช่ศิลปินเกาหลีทุกคนจะสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายคนไทยได้ พรีเซนเตอร์ที่โดดเด่นในกลุ่มเป้าหมายปัจจุบันและถูกนำมาใช้เป็นพรีเซนเตอร์ก็จะมีเช่นGOT7 BLACKPINK EXO NCT ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่มีฐานแฟนคลับในประเทศไทยสูง แต่ค่าตัวพรีเซนเตอร์ก็สูงเช่นเดียวกัน ทำให้หลาย ๆ แบรนด์ที่มีงบในการสื่อสารการตลาดจึงเลือกใช้กลุ่มศิลปินที่มีชื่อเสียงรองลงมา โดยบางครั้งก็ไม่ได้มีการศึกษาถึงกำลังซื้อของกลุ่มแฟนคลับของศิลปินนั้น ๆ จนทำให้การสื่อสารการตลาดในแคมเปญนั้นไม่คุ้มทุนก็เป็นได้ หรือบางแบรนด์ที่สินค้าไม่ใช่สินค้าที่กลุ่มแฟนคลับศิลปินจะซื้อจริง ๆ ก็ทำให้การสื่อสารการตลาดในแคมเปญนั้นไม่ประสบความสำเร็จได้

ดังนั้นการใช้กลยุทธ์พรีเซนเตอร์เกาหลีนั้นนักการตลาดต้องศึกษาการตลาดปัจจุบันของแบรนด์และสินค้าให้ดี ศึกษากลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ว่ามีความชอบหรือความเกี่ยวข้องกับเกาหลีอย่างไร ทั้งยังต้องเลือกใช้พรีเซนเตอร์ที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมาย และออกแบบรูปแบบการสื่อสารการตลาดให้โดดเด่น หลากหลาย แตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มเป้าหมายและแบรนด์ให้ได้

แหล่งอ้างอิง

https://sudsapda.com/top-lists/75190.html

https://marketeeronline.co/archives/20937

https://www.onlinenewstime.com/วิเคราะห์-กลยุทธ์พรีเซ/

https://www.twfdigital.com/blog/2018/10/effectiveness-of-k-pop-presenters-on-social-and-sales/


เขียนโดย นายอนาวิล จันทะเดช 5945139328

 

การกลับมาอีกครั้งของปรากฏการณ์ “ชานมไข่มุกฟีเวอร์”

จุดกำเนิดของชานมไข่มุก

ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีต้นตำรับมาจากประเทศไต้หวัน ในช่วงปี 1988 คุณหลินชิ่วฮุย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของร้านชา “ชุนฉุ่ยถัง” ณ เมืองไถจง ทดลองผสมเม็ดแป้งมันสำปะหลังต้ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับทำขนมเฟินหยวนใส่ลงไปในชาอัสสัมเย็นแล้วดื่มพร้อมกัน และพบว่า เมื่อรสชาติของทั้งสองมาเจอกันกลับมีความอร่อยลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งกลิ่นหอมของชา และความมันหนึบของตัวแป้ง จากนั้นเธอจึงนำไปให้เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ชิม และนำไปสู่การออกวางขายเมนูใหม่ในที่สุด

Picture1

ปรากฏการณ์ “ชานมไข่มุกฟีเวอร์”

ชานมไข่มุกเคยเกิดเป็นปรากฏการณ์มาก่อนหน้านี้อยู่สองระลอก คือ ช่วงปลายยุค 1990 ถึงต้นยุค 2000 และระลอกสองอยู่ระหว่างปี 2008-2009 แต่หลังคลื่นลูกที่สองกลับมาได้ไม่นาน กระแสชานมไข่มุกก็ค่อย ๆ ซาลงจนเปลี่ยนไปสู่เทรนด์รักสุขภาพโดยมีชาเขียวเข้ามาแทนที่

ภายหลังชาเขียวเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง ชานมไข่มุกกลับมามีบทบาทครองตลาดในไทยอีกครั้ง จากเมื่อราว ๆ ปี 2016 ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงแห่งไต้หวัน ออกนโยบาย ให้นักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอีกหลายประเทศเข้าไปเที่ยวไต้หวันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า หรือว่า “New Southbound Policy” โดยที่เลือกชูชานมไข่มุกในการโปรโมตเพื่อตอกย้ำเครื่องดื่มอันเป็นเอกลักษณ์และต้นตำรับของของประเทศ ซึ่งนโยบายดังกล่าวนี้ได้ขยายความนิยมมาสู่ประเทศไทย ทำให้ชานมไข่มุกกลับมาเป็นปรากฏการณ์ในระลอกสามอีกครั้ง

Picture2png

การกลับมาของชานมไข่มุก 2019

การกลับมาของชานมไข่มุกปี 2019 นี้ต่างจากสองระลอกที่ผ่านมา โดยในปีนี้แต่ละร้านจะเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ มีโลโก้และชื่อเก๋ ๆ รวมถึงมีกิมมิกใหม่ ๆ เพิ่มความพิเศษลงไปในแก้วชานมไข่มุก เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและความเป็นเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเม็ดไข่มุกแบบ brown sugar,  เพิ่มตัวเลือกชีสเข้าไปใน topping, มีการพ่นไฟด้านบน รวมถึงมีรสชาติแปลกใหม่ให้เลือกอย่าง ไข่เค็มหรือทุเรียนหมอนทอง กล่าวคือร้านชานมไข่มุกในไทยตอนนี้เน้นการขายความเป็นพรีเมี่ยมมากกว่าในสองระลอกแรกที่อาจจะไม่ได้มีการแข่งขันในแง่คุณภาพของสินค้ามากเท่านี้

มูลค่าตลาดชานมไข่มุก

มีการประเมินว่า ปัจจุบันตลาดชานมไข่มุกทั่วโลก มีมูลค่าอยู่ที่ 62,500 ล้านบาท และมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2023 มูลค่าตลาดจะเติบโตไปอยู่ที่ 103,000 ล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศไทย นั้นมีมูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีผู้ประกอบการเปิดร้านชานมไข่มุกใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ รวมถึงร้านอาหารดัง ๆ ก็ได้เพิ่มเมนูชาไข่มุกเข้าไปในร้านเพื่อเป็นการเกาะกระแสและดึงดูดผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น IKEA, Starbucks หรือ MK

สุดท้าย…

แม้ชานมไข่มุกจะดังเป็นกระแส จนเรียกได้ว่าต้องตกเทรนด์หากใครที่ไม่บริโภค แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็ควรเลือกรับประทานแต่พอดี และควรตระหนักถึงปัญหาสุขภาพระยะยาวมากขึ้น เพราะศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ออกมาให้ข้อมูลจากการสำรวจร้านชานมไข่มุกชื่อดังหลายแห่ง พบว่า กว่า 92% ของ 25 แบรนด์ที่ทำการสำรวจ มีน้ำตาลเกินมาตรฐานจากทางองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ถึงสามเท่า รวมถึงตัวชานมไข่มุกเองก็ประกอบไปด้วยน้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมข้นหวาน และแป้งจากเม็ดไข่มุกซึ่งล้วนไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

 

อ้างอิง  :

https://positioningmag.com/1232083https://

http://www.longtunman.com/14427

Bubble Tea Trends : การกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าของชานมไข่มุก

https://voicetv.co.th/read/B1eivkqFm

__________________________________________________________

5945015128 จิตสุภา ถวิลเติมทรัพย์

Pomelo ไม่ได้เป็นแค่ชื่อผลไม้ แต่คือแบรนด์แฟชั่นผู้หญิงที่มาพร้อมกับกลยุทธ์การตลาดที่คนทำแบรนด์ต้องรู้ไว้

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่แบรนด์ ๆ หนึ่งจะสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค เพราะนอกจากจะต้องมีสินค้าที่โดดเด่นแล้ว ยังต้องมีกลยุทธ์การตลาดที่เฉียบแหลมอันเริ่มต้นมาจากการเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ พฤติกรรมการใช้สินค้า หรือ แม้กระทั่งการเข้าใจทัศนคติที่กลุ่มเป้าหมายมีต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ โดยทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์ทั้งสิ้น

ซึ่งแบรนด์หนึ่งที่มีความโดดเด่นและประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ ท่ามกลางสถานการณ์การตลาดที่ดุเดือด โดยมีกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแรงก็คือ แบรนด์ Pomelo นั่นเอง

 

download.png

 

แบรนด์ Pomelo เป็นธุรกิจ E-Commerce ขายเสื้อผ้าผสานสไตล์แฟชั่นจากเกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่นสำหรับผู้หญิงวัยทำงาน อายุ 24-34 ปี ในประเทศ ASEAN โดยถือกำเนิดขึ้นมาจากสามความร่วมมือ คือ คุณ Devid Jou, Casey Liang และ Win Thanapisitikul

ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งสามได้ทำงานอยู่ใน Lazada Thailand ก่อนจะผันตัวมาก่อตั้งแบรนด์ Pomelo อย่างจริงจังภายหลังจากที่ได้ทำการศึกษาตลาด E-Commerce ใน ASEAN เนื่องจากพบว่าตลาดด้านแฟชั่นเป็นตลาดที่น่าสนใจ จึงได้เริ่มต้นทำการตลาดแฟชั่นเสื้อผ้าผู้หญิงโดยเริ่มจากประเทศไทยเป็นประเทศแรก เพราะพวกเขามองว่าประเทศไทยมีความสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของ ASEAN ไม่ยาก สังเกตุจากการเติบโตของผู้ใช้งานโทรศัพท์ ระบบอินเทอร์เน็ต การพัฒนาด้านการชำระเงินผ่านออนไลน์ที่มีอย่างต่อเนื่อง จนได้กลายมาเป็นแบรนด์ Pomelo Fashion ในปี 2013 ที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

Brand Uniqueness from Consumer Insight

หนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างแบรนด์คือการสร้างความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งแบรนด์ Pomelo แสดงจุดเด่นข้อนี้ออกมาจากรูปแบบของสินค้าเป็นเสื้อผ้าที่สไตล์ทันสมัย โดดเด่นไม่ซ้ำใคร อีกทั้งคุณภาพยังสามารถเทียบเท่าแบรนด์ระดับ Hi-End ได้ในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างสรรค์มากจากนักออกแบบแต่เพียงผู้เดียว แต่มันมาจากการศึกษาวิจัยเพื่อการเข้าใจเทรนด์ สไตล์การแต่งตัวของกลุ่มเป้าหมายด้วย นอกจากนี้แบรนด์ยังมีการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความต้องการของคนที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค อีกทั้งสอดรับกับเทรนด์แฟชั่นที่สามารถเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ถือว่ามีความโดดเด่นสำหรับแบรนด์ Pomelo ก็คือช่องทางการขายที่ขายออนไลน์เป็นหลักโดยไม่มีหน้าร้านเลยในตอนแรกเพราะพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าของคนยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไปคนหันมาซื้อสินค้ามากขึ้น อีกทั้งสื่อออนไลน์ยังเป็นช่องทางหลังในการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ทำให้ง่ายต่อการทำการสื่อสารและเชื่อมโยงมาที่หน้าร้านออนไลน์

โดยภายหลังทางแบรนด์ก็ได้เพิ่มหน้าร้านเข้ามาภายหลังจากที่แบรนด์เป็นที่รู้จักและมีความน่าเชื่อถือพอสมควร เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น สอดรับกับพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าของกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ซื้อของออนไลน์และทำให้กลุ่มลูกค้าเก่าเข้าถึงร้านค้าได้มากขึ้น

1545059731819.jpg

Understand Consumer Behavior

Pomelo เป็นแบรนด์ที่เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างดีตั้งแต่พฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าตลอดจนพฤติกรรมการซื้อ โดยจะเห็นได้จากฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้แบรนด์มอบให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการให้ผู้บริโภคสามารถคืนสินค้าได้ภายใน 1 ปี โดยไม่ถามคำถาม เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ลองเสื้อผ้าก่อน ซึ่งเป็นสิ่งแบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์อื่น ไม่สามารถมอบให้ได้ ซึ่งช่องทางการคืนก็มีหลายช่องทางรองรับผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ทั้ง 7-Eleven, SKYBOX BTS, ไปรษณีย์ไทย และ Pomelo Store

1545059617053.jpg

นอกจากนี้แบรนด์ยังมีการทำการสื่อสารการตลาดที่ครอบคลุม โดยแบรนด์จะเน้นไปที่การทำการสื่อสารบน Social Media เพราะเป็นช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายใช้งานเป็นหลัก เนื่องจากทุกวันนี้คนใช้เวลาบนสื่อออนไลน์มากกว่าสื่อออฟไลน์ อีกทั้งยังมีราคาถูกแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าและมีเครื่องมีที่สามารถวิเคราะห์และวัดผลออกมาได้เลย ทำให้นักการตลาดทำงานได้ง่ายขึ้น ขอแค่เพียงเลือกหยิบข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ต่อยอดและพัฒนาแบรนด์ต่อไปได้ ทั้งนี้ นักการตลาดของแบรนด์ Pomelo เอง ก็มีการอัพเดทแพลตฟอร์มออนไลน์อยู่เสมอ เวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อที่แบรนด์จะสามารถออกแบบดีไซน์โฆษณาและเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้นแบรนด์ยังออกแบบการสื่อสารที่ตรงกับพฤติกรรมการใช้งาน Social Media แต่ละแพลตฟอร์มอีกด้วย อย่างวิธีการสื่อสารใน Line Official Account ก็จะมาในรูปแบบเพื่อนที่ช่วยเรื่องการแต่งตัว พูดสั้นกระชับ เพราะ Line เป็นพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ

ด้วยการใช้กลยุทธ์ที่คิดมาจากความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายและสถานการณ์การตลาดตั้งต้น อีกทั้งยังปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยโดยไม่หยุดนิ่ง แสดงให้เราได้เห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ Pomelo ที่จะสามารถพัฒนาและรักษาแบรนด์ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

5845133428

 

ที่มา

https://www.pomelofashion.com

http://longtunman.com/3732

https://blog.sellsuki.co.th/pomelo-fashion

https://techsauce.co/tech-and-biz/belle-marketing-pomelo/